- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 302 การวางแผน
บทที่ 302 การวางแผน
บทที่ 302 การวางแผน
เมื่อแนวทางหลักในการจัดการจ้าวเชียนถูกกำหนดไว้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือหารือในรายละเอียดและแผนการที่เป็นรูปธรรม
เกาหมิงหยิบสมุดบันทึกกับเอกสารหลายชุดขึ้นมา
"ครั้งก่อนผมเคยบอกพี่แล้วว่าจ้าวเชียนมักจะออกปฏิบัติการขนส่งโดยเฉลี่ยทุกๆสองเดือน
ครั้งล่าสุดที่เขาออกภารกิจคือเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นเพราะปัญหาที่บริษัทโม่หลานและตระกูลจ้าวถูกจัดการ เขาถูกสอบสวนและไม่ได้มีส่วนร่วมในงานบริษัทเป็นเวลานาน จนกระทั่งช่วงนี้เขาน่าจะเพิ่งหลุดพ้นจากผลกระทบนั้น
ต่อจากนี้เขาจะต้องพยายามแสดงตัวเข้าร่วมงานอย่างแข็งขัน ในฐานะผู้จัดการ เขาต้องพิสูจน์ความสามารถต่อผู้บริหาร และแสดงให้คนใต้บังคับบัญชาเห็นว่าเขายังมีอำนาจ ดังนั้นช้าสุดไม่เกินสองเดือนเขาจะต้องเลือกออกไปทำภารกิจขนส่งแน่นอน"
เฉินชวนคิดตาม
"ถ้าสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษยังคงกดดันต่อไปจะทำให้เขาไม่กล้าออกจากศูนย์กลางเมืองหรือเปล่า?"
เกาหมิงตอบว่า
"เว้นแต่ว่าสำนักจัดการฯ จะกดดันถึงขั้นที่บริษัทเลียนเวยจ้งยวี่ตัดสินใจเปลี่ยนตัวคน ไม่อย่างนั้นเขาจะยิ่งร้อนรนที่จะพิสูจน์ตัวเอง"
เฉินชวนพยักหน้า
"งั้นถ้าหลังจากเรื่องนี้เขายังไม่สามารถเข้าร่วมงานของบริษัทได้ นั่นแปลว่าบริษัทเตรียมจะทอดทิ้งเขาแล้ว?"
เกาหมิงดันแว่นขึ้นเล็กน้อย
"ใช่"
เฉินชวนคิดครู่หนึ่ง ถ้าเป็นงั้นก็ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่อาจฝากความหวังไว้กับความเป็นไปได้นี้ เขาจึงเงยหน้าถาม
"เกาหมิง นายคิดว่าเขาจะเข้าร่วมภารกิจอีกเมื่อไหร่?"
เกาหมิงตอบว่า
"บริษัทเลียนเวยจ้งยวี่จะประเมินผลการทำงานทุกๆสามเดือน ตอนนี้เป็นเดือนเมษายน ไตรมาสที่แล้วเขาไม่ได้เข้าร่วมเพราะถูกสอบสวน ถ้าเลื่อนไปถึงเดือนมิถุนายนก็เท่ากับไม่ได้ทำอะไรเลยเป็นเวลาครึ่งปี ถ้าเขาอยากลบล้างผลเสียต้องมีความเคลื่อนไหวก่อนถึงเดือนมิถุนายน"
เฉินชวนพยักหน้า
"เพราะฉะนั้นที่นายบอกว่า อาจจะเป็นเดือนนี้หรือเดือนหน้าก็คือเหตุผลนี้เอง"
"ใช่ เราต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมภายในครึ่งเดือนจากนี้"
เฉินชวนพิจารณา
"ครึ่งเดือนก็เพียงพอแล้ว"
เกาหมิงหยิบเอกสารจากบนโต๊ะออกมาหลายแผ่นแล้วดันไปให้เฉินชวนดู
"นี่คือข้อมูลขบวนรถของบริษัทเลียนเวยจ้งยวี่จากบันทึกสาธารณะ
นอกจากจ้าวเชียนแล้วยังมีหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยของขบวนรถ ชื่อจริงไม่ทราบ ใช้รหัสว่า ‘เหยี่ยนซุ่น’ น่าจะเป็นนักสู้ระดับขีดจำกัดที่สาม”
เฉินชวนหยิบเอกสารหน้าสุดขึ้นดู มุมบนมีภาพถ่ายมัวๆของคนที่สวมหมวกนิรภัย ทำให้ไม่สามารถเห็นใบหน้าได้ชัด ไม่มีข้อมูลรายละเอียด มีแค่บทสรุปภารกิจและอัตราความสำเร็จในอดีต
“แต่นอกจากนี้จากเอกสารวิเคราะห์ของบริษัทอื่น ดูเหมือนว่าจ้าวเชียนจะมีคนสนิทอีกหนึ่งคน ซึ่งก็เป็นนักสู้ระดับขีดจำกัดที่สามเหมือนกัน คนนี้ไม่มีข้อมูลในบริษัทเลียนเวยจ้งยวี่เลย ดูเหมือนจะเป็นผู้ติดตามเฉพาะตัวของจ้าวเชียน”
เกาหมิงดันเอกสารอีกแผ่นมาให้ดู
“นี่คือรายงานจากบริษัทอันถันและอีกหลายบริษัทที่เป็นคู่แข่งของเลียนเวยจ้งยวี่ รายงานนี้น่าเชื่อถือ”
เฉินชวนหยิบขึ้นมาอ่าน เป็นการวิเคราะห์เกี่ยวกับบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับจ้าวเชียน ข้อมูลชี้ชัดว่าคนๆ นี้มีตัวตนจริง
ชัดเจนว่าการโจมตีขบวนรถไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย แม้จะไม่นับกำลังของทีมก็แค่มีนักสู้ระดับขีดจำกัดที่สามถึงสามคนก็ทำให้การลอบโจมตีแทบเป็นไปไม่ได้
การใช้ “สิ่งลี้ลับ” ลอบสังหารจากระยะไกลเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในพิธีสัญญาได้ แต่ “สิ่งลี้ลับ” จะต้องโจมตีเป้าหมายที่เคยลงมือกับเขาก่อนเท่านั้น และเป้าหมายต้องมีเจตนาร้ายบางอย่างขณะลงมือด้วย นั่นหมายความว่าเขาต้องทำให้จ้าวเชียนเป็นฝ่ายโจมตีเขาก่อนซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย
วิธีการที่จะทำเช่นนั้นได้ เขาคงต้องปรึกษาอู๋เป่ยเสียหน่อย
ขณะนั้นก็ล่วงเลยหลังเที่ยงคืนแล้ว เกาหมิงเองก็ไม่ได้มีร่างกายแข็งแกร่งเหมือนนักสู้ ดังนั้นเฉินชวนจึงไม่รั้งเขาไว้นาน พอแยกทางกันเขาก็ติดต่ออู๋เป่ยผ่านอุปกรณ์ทันที ในช่วงนี้คือเวลาที่ผู้แทรกซึมชีวภาพจะตื่นตัวมากที่สุด
เมื่อสายเชื่อมต่อสำเร็จ เขาถามว่า
“พี่อู๋ ตอนนี้เราคุยกันได้ปลอดภัยหรือเปล่า?”
เสียงมั่นใจของอู๋เป่ยตอบกลับมา
“วางใจได้เลยครับ ตอนนี้ผมมีรังชีวสอดประสานอยู่ ผมสามารถรบกวนการถ่ายโอนข้อมูลได้เต็มที่ ต่อให้มีใครแอบฟังผมก็จะจับสัญญาณได้ล่วงหน้าแน่นอน”
เฉินชวนพูดว่า
“ดี งั้นยังจำแผนที่อู๋ซิงเคยใช้โจมตีผมได้ไหม?”
“จำได้สิ! เขาเก่งมากจริงๆ”
“ถ้าผมต้องใช้แผนแบบนั้นอีกครั้ง เป้าหมายอาจเป็นผู้บริหารระดับกลางของบริษัท พี่อู๋ทำได้ไหม?”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเสียงลมหายใจของอู๋เป่ยหนักขึ้น เขาทั้งตื่นเต้นและกดดัน หลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง เขาตอบว่า
“ทางเทคนิคผมไม่มีปัญหา แต่ขึ้นอยู่กับสถานที่ ถ้าเป้าหมายอยู่ภายในบริษัทและมีสนามชีวภาพป้องกันก็ยากมากครับ”
“งั้นถ้าอยู่นอกบริษัทล่ะ?”
“แบบนั้นพอทำได้ ถ้าเป็นผู้บริหารระดับกลางก็ต้องมีผู้แทรกซึมชีวภาพคอยสนับสนุนตลอด แต่เวลาออกนอกบริษัทพวกเขาไม่สามารถพกรังชีวสอดประสานติดตัวไปได้ แบบนั้นผมมีโอกาสสำเร็จสูงเลย”
เฉินชวนคิดตาม เรื่องนี้ไม่น่ากังวลเพราะเมื่อแผนเริ่มต้น สำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษจะออกหมายเรียกจ้าวเชียนอย่างแน่นอน ซึ่งนั่นคือโอกาส
เขาพูดว่า
“ตอนนั้นเป้าหมายจะต้องออกจากบริษัทแน่”
อู๋เป่ยว่า
“งั้นเหลือแค่อีกเรื่อง ผมรู้ว่าแผนของอู๋ซิงใช้สนามชีวภาพกับสิ่งผิดปกติ เขาเตรียมขั้นต้นไว้เพื่อกระตุ้นให้เป้าหมายตอบโต้ ซึ่งเป็นตัวเปิดทาง
แต่ผมควรใช้ภาพลักษณ์อะไรเพื่อบังคับให้เป้าหมายโต้กลับล่ะ? ใช้หน้าน้องเฉินก็ไม่ได้ เดี๋ยวความลับแตก ใช้แบบสุ่มก็ไม่เวิร์ก คุณรู้ไหมว่าเป้าหมายกลัวหรือเกลียดอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?”
เฉินชวนคิดครู่หนึ่ง
“มีอยู่ในใจแล้ว แต่น่าจะต้องใช้เวลาให้แน่ใจ เดี๋ยวผมติดต่อกลับอีกทีนะ พี่อู๋”
...
ในเขตเซินเว่ยใต้ดินของสนามประลอง
ลู่ฟางกำลังแนะนำเด็กฝึกมวยในสนาม ต่างจากรุ่นพี่สองคนก่อนหน้า เขาไม่ได้ใช้การตะโกนหรือเตะต่อย แต่จะเข้าไปสอนอย่างละเอียดและอดทนแทน
ชายหนุ่มผมสั้นคนนั้นยืนพิงผนังมองอยู่เงียบๆ กระทั่งได้ยินเสียงกริ่งดังขึ้น เด็กๆส่งเสียงเฮแล้ววิ่งออกจากสนาม ลู่ฟางก็เดินกลับมาหาเขา
ชายหนุ่มผมสั้นโยนขวดน้ำมาให้พลางพูดว่า
“รุ่นน้องลู่ นายไม่จำเป็นต้องใจดีกับพวกเขาขนาดนั้นก็ได้ ในศูนย์กลางเมืองแบบนี้ นิสัยดีของนายจะทำให้คนคิดว่านายเป็นคนที่รังแกได้ง่าย นายไม่เห็นเหรอพวกเด็กพวกนั้นไม่มีใครกลัวนายเลยสักคน”
ลู่ฟางเปิดฝาขวด ดื่มไปหนึ่งอึกก่อนจะตอบ
“รุ่นพี่ ผมไม่ได้อยากให้พวกเขากลัว ขอแค่พวกเขาเรียนรู้ทักษะได้ก็พอ”
ชายหนุ่มผมสั้นพูดว่า
“เรียนรู้เหรอ? นายใช้วิธีของสถาบันอู่ยี่มาสอนพวกเขานะ แต่พวกเขาไม่ได้ต้องการแบบนั้น พวกเขาเรียนสิ่งนี้เพื่อเอาตัวรอด ต้องออกไปต่อสู้แข่งขันแย่งชิงหาเลี้ยงปากท้อง ต้องกลายเป็นคนที่หยิบอาวุธขึ้นมาก็สามารถออกไปลุยกับคนอื่นได้เหมือนผู้ใหญ่”
ลู่ฟางส่ายหัว แต่ไม่ได้พูดว่ารุ่นพี่ทำผิดอะไร เพราะหลังจากเหตุการณ์ของเฉินชวน เขาก็ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ตอนนี้เขารู้แล้วว่าตัวเขาไม่เคยอยู่ในจุดเดียวกับรุ่นพี่พวกนี้ และไม่เคยผ่านสิ่งที่พวกเขาเคยเจอมาก่อนจึงไม่มีสิทธิ์จะไปตัดสินใคร
ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเขาก็คือรุ่นพี่สองคนนี้
ชายหนุ่มผมสั้นเห็นว่าเขาไม่ตอบอะไรก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มอีก จากนั้นก็ถามขึ้นว่า
“นายเคยบอกว่าจะไปหาน้องคนนึงในวันนั้น เขาบอกว่าจะช่วยนายจัดการเรื่องต่างๆรึเปล่า?”
ลู่ฟางตอบว่า
“เขาบอกว่าจะช่วยครับ”
“จะช่วยงั้นเหรอ? ก็ผ่านมาตั้งหลายวันแล้ว ยังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย?”
ชายหนุ่มผมสั้นส่ายหน้า
“ไม่ใช่ว่าฉันจะพูดอะไรหรอกนะ แต่คนที่เข้าไปเรียนในสถาบันหลักต่อให้แต่ก่อนเขาเป็นคนยังไง ตอนนี้เขาก็ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกับเราอีกแล้ว คนรอบตัวเขาเป็นใครล่ะ? ก็พวกที่ได้รับการแนะนำเข้าสถาบันทั้งนั้น ไปถึงที่นั่นเขาก็กลมกลืนไปกับคนพวกนั้นหมดแล้ว
ฉันเห็นมาเยอะ คนที่พอเข้าศูนย์กลางเมืองแล้วก็อยากจะตัดขาดจากคนรู้จักเก่าๆให้หมด พูดตามตรง ฉันยังแปลกใจที่นายได้เจอเขาน่ะ”
ลู่ฟางพูดว่า
“คนอื่นผมไม่รู้ แต่เฉินชวนไม่ใช่คนแบบนั้น”
“ไม่ใช่แบบนั้น? ฉันก็สงสัยอยู่อย่างหนึ่งนะ เขาเข้าไปเรียนในสถาบันหลักได้ยังไง? ไม่ใช่เด็กที่ได้รับการแนะนำซะด้วย นั่นมันหายากมากเลยนะ”
ลู่ฟางไม่ได้ตอบตรงๆ แต่เดินไปหยิบหนังสือพิมพ์จากกระเป๋ากลับมายื่นให้
“นี่หนังสือพิมพ์ที่ผมเก็บไว้ รุ่นพี่ยวี่ลองดูครับ”
“อะไรน่ะ?”
รุ่นพี่ยวี่รับมาอย่างสงสัย พออ่านได้สักพักก็ตาโตอ้าปากค้าง
“นี่…นี่มันล้อกันเล่นรึเปล่า?”
เพราะในหน้าหนังสือพิมพ์นั้น เป็นรายงานโดยละเอียดว่าเฉินชวนเพียงคนเดียวสามารถสังหารสมาชิกสมาคมช่วยเหลือได้ถึง 37 คน
“ไม่ใช่ครับ นั่นคือผลงานของเฉินในตอนนั้น” ลู่ฟางพูดด้วยน้ำเสียงสงบ
“แล้วยังไม่รวมทีมรักษาความปลอดภัยส่วนตัวของพวกสมาชิกสมาคมช่วยเหลือด้วยซ้ำ”
รุ่นพี่ยวี่ยังไม่ปักใจเชื่อ
“สมาคมช่วยเหลือกลายเป็นพวกไร้ค่าไปแล้วเหรอ? แล้วน้องเฉินเป็นแค่นักเรียนปีสองเองนะ หนังสือนี่ของจริงแน่นะ?”
ลู่ฟางตอบอย่างมั่นใจ
“ถ้ารุ่นพี่กลับไปเมืองหยางจือก็จะรู้เองครับว่าผมพูดเรื่องจริงหรือไม่จริง”
“ไม่มีทางกลับไปหรอก”
รุ่นพี่ยวี่ส่ายหน้า
“กว่าจะตั้งหลักในศูนย์กลางเมืองได้จะกลับไปทำไมอีก? เมืองหยางจือมีอะไรดี? ทั้งกันดารทั้งล้าหลัง มันก็แค่ขอบโลกแห่งหนึ่งเท่านั้น ที่แท้จริงคือศูนย์กลางเมือง ที่นี่มีทุกอย่างที่ข้างนอกไม่มี พอเรามีสถานะพลเมืองเมื่อไหร่ ก็สามารถเปิดสำนักฝึกมวยได้อย่างถูกต้อง หรือเข้าสมัครเป็นหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยในบริษัทใหญ่ๆได้ พอมีทุนสักหน่อยก็ลุยเข้าสู่ขีดจำกัดที่สาม ถ้าเข้าได้เมื่อไหร่ ชีวิตเราก็จะเปลี่ยนไปตลอดกาล”
ลู่ฟางไม่ได้คิดว่าคำพูดพวกนั้นเป็นเพ้อฝันทั้งหมด เพราะเขาเคยประลองกับรุ่นพี่ทั้งสองแล้ว ฝีมือด้านการต่อสู้ถือว่ายอดเยี่ยม และพวกเขายังอายุน้อยไม่ถึง 25 ปี สิ่งที่ขาดคือทรัพยากรในการฝึกฝนเท่านั้น ถ้าขยันจริงๆก็ยังมีความหวัง
รุ่นพี่ยวี่มองหนังสือพิมพ์ในมืออีกครั้ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ สิ่งที่ทำให้เขาทึ่งไม่ใช่แค่เฉินชวนฆ่าสมาชิกสมาคมช่วยเหลือได้มากขนาดนั้น แต่คือเรื่องที่เขายังรอดมาได้แบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นต้องมีคนคอยหนุนหลังแน่นอน และไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ
เขามองลู่ฟาง
“รุ่นน้องลู่ ตอนนี้ฉันเริ่มเชื่อสิ่งที่นายพูดแล้วล่ะ”
(จบบท)