- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 298 การสืบสวน
บทที่ 298 การสืบสวน
บทที่ 298 การสืบสวน
"งั้นพี่ลู่คิดจะทำยังไงต่อไปล่ะ?"
เฉินชวนอยากฟังความคิดของลู่ฟาง
ลู่ฟางพูดว่า
"ฉันคิดว่าจะหาตำแหน่งของจ้าวเชียนให้เจอก่อนแล้วค่อยสืบจากคนรอบข้างเขา เรายังไม่รู้ว่าเขาพาน้องสาวของรุ่นพี่เสิ่นไปด้วยจุดประสงค์อะไร แต่เวลายังไม่ผ่านไปนานมาก ฉันคิดว่าน่าจะยังพอมีร่องรอยหลงเหลืออยู่"
เขาขยับตัวมานั่งพิงโต๊ะมากขึ้น มือวางบนแก้วเครื่องดื่มร้อน
"จ้าวเชียนจบจากมหาวิทยาลัยอู่ยี่ ดังนั้นตอนแรกฉันก็คิดว่าจะหานายดู เผื่อจะพอรู้อะไรเกี่ยวกับที่ที่เขาอาจไปได้ ไม่นึกเลยว่าวันนี้พอมาถึงนี่ก็เจอนายเลย"
เฉินชวนพยักหน้ากล่าวว่า
"ผมรู้ว่าจ้าวเชียนอยู่ที่ไหน"
ลู่ฟางเงยหน้าขึ้นมามองเขา
เฉินชวนพูดว่า
"แต่พี่ลู่ ต่อให้พี่เจอเขาแล้ว พี่จะหาความจริงเกี่ยวกับน้องสาวของรุ่นพี่เสิ่นยังไงล่ะ? จะเข้าไปถามเขาตรงๆเหรอ?"
ลู่ฟางรีบตอบว่า
"ถึงฉันจะมาคนเดียว แต่ก็ไม่ได้ไร้คนรู้จักในศูนย์กลางเมือง ฉันตามหารุ่นพี่หลายคนที่รู้จักกันมาก่อน และด้วยความช่วยเหลือของพวกเขา ฉันถึงพอจะยืนหยัดที่นี่ได้ ฉันคิดว่าถ้ารู้แน่ชัดว่าจ้าวเชียนอยู่ที่ไหน ฉันค่อยๆสืบไปก็ได้ ยังไงก็ต้องมีทางได้เบาะแส"
เฉินชวนมองเขาแล้วพูดว่า
"แต่รุ่นพี่อาจไม่รู้ว่าจ้าวเชียนที่เป็นผู้บริหารระดับกลางของบริษัทนั้น มีทีมรักษาความปลอดภัยและผู้แทรกซึมชีวภาพคอยคุ้มกันตลอดเวลา ถ้าพี่ลู่ปรากฏตัวใกล้บริษัทหลายครั้งจะถูกจับตาจากพวกนั้นทันที
ถ้าผมเดาไม่ผิด รุ่นพี่ลู่ยังไม่มีสถานะพลเมืองอย่างเป็นทางการ ต่อให้องค์กรรักษาความปลอดภัยใช้กำลังกับพี่จนได้รับบาดเจ็บหนักหรือถึงขั้นเสียชีวิตก็จะไม่มีใครใส่ใจพี่เลย และสุดท้ายอาจถูกกำจัดเงียบๆโดยที่จ้าวเชียนเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ลู่เคยมา"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่ฟางก็ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
"ขอบใจที่เตือนฉันนะ แม้จะยากแต่ฉันก็ไม่อาจทำเป็นไม่สนใจได้ ตอนนั้นรุ่นพี่เสิ่นช่วยฉันกับเพื่อนๆ ไว้มาก ฉันเป็นหนี้เขา ฉันควรเป็นคนที่ตอบแทนมันด้วยตัวเอง"
เขามองเฉินชวนด้วยสีหน้าจริงใจ
"ช่วยบอกฉันเถอะว่าจ้าวเชียนอยู่ที่ไหน รู้แค่นี้ก็พอ ฉันจะระวังให้มากที่สุด"
เฉินชวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่ฟางแม้จะดื้อดึง แต่ก็เป็นคนจริงใจมาก ตอนที่สมาคมเฟิ่นซินเคยออกมาปกป้องเขาหลายครั้งก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรกลับคืนมาเลย ความรู้สึกนี้เขาก็รับรู้ได้
เขาจึงพูดว่า
"ถ้ารุ่นพี่ลู่คิดจะรู้ความจริง จริงๆช่วงนี้ควรอย่าทำอะไร รอสักพัก บางทีอาจได้คำตอบเอง"
ลู่ฟางยังลังเล ไม่แน่ใจนัก
"นายไม่ต้องเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ได้นะ..."
เฉินชวนส่ายหน้า
"ไม่ต้องคิดมากพี่ลู่ เรื่องที่พูดวันนี้ไม่เกี่ยวกัน พี่ใส่ใจเรื่องของรุ่นพี่เสิ่น แล้วจ้าวเชียนไม่ใส่ใจเรื่องที่ตระกูลจ้าวถูกล้มเหรอ?"
ลู่ฟางอึ้งไปเล็กน้อยแล้วก็เริ่มเข้าใจความหมายที่เฉินชวนจะสื่อออกมา เขามองเฉินด้วยความเป็นห่วง
"แบบนี้แปลว่านาย..."
เฉินชวนยิ้มเล็กน้อย
"เอาเถอะรุ่นพี่ วันนี้ได้เจอกันทั้งทีอย่าพูดเรื่องนี้เลย เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า เมื่อกี้พี่ลู่บอกว่ามีรุ่นพี่หลายคนที่ช่วยเหลือในศูนย์กลางเมือง พวกเขาทำอะไรกันอยู่ตอนนี้เหรอ?"
ในเขตเซินเว่ย ใต้ดินของสนามประลองแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มสองคนอายุราวยี่สิบกว่าๆกำลังฝึกสอนกลุ่มเด็กวัยรุ่นยี่สิบกว่าคนให้ฝึกฝนหมัดมวย พวกเขาเข้มงวดมาก ใครที่ท่าทางไม่ถูกต้องก็จะถูกตะโกนดุด่าทันที หรือไม่ก็เตะเข้าไปหนึ่งที เด็กที่โดนเตะล้มลงก็ลุกขึ้นมาเงียบๆแล้วฝึกต่อ
จนกว่าท่าทางจะถูกต้องพวกเขาถึงจะละสายตาไปที่คนต่อไป
เวลาผ่านไปพักใหญ่กระทั่งมีเสียงระฆังดังขึ้น หนึ่งในชายหนุ่มผมสั้นพูดว่า
"พักได้"
เด็กๆต่างก้มตัวคำนับเขา จากนั้นจึงตะโกนออกมาพร้อมกันว่า
"ครับ!"
แล้ววิ่งแยกย้ายกันไป ใบหน้าเริ่มมีรอยยิ้มเหมือนกลับมาเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง
ชายหนุ่มผมสั้นเดินกลับมาด้านข้าง หยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่มพลางพูดว่า
"ช่วงนี้แก๊งเทียนชู่ส่งคนมาอีกแล้ว เพิ่มเงื่อนไขใหม่เข้ามาอีก พวกเขาบอกว่าถ้าเข้าร่วมก็จะช่วยจัดการเรื่องสถานะให้เรา"
อีกคนที่ตัวใหญ่กว่าตอบด้วยเสียงเข้มว่า
"ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก พวกนั้นแค่อยากใช้ประโยชน์จากเรา สถานะเหรอ? มันก็แค่ข้ออ้างที่ใช้ล่อให้เราทำงานให้ตายเท่านั้น อย่าไปใส่ใจเลย แบบนี้ก็ดีแล้ว"
ชายหนุ่มผมสั้นตอบรับเบาๆ
สักพักเขาก็พูดว่า
"รุ่นน้องลู่บอกว่าวันนี้จะไปถามข่าวจากรุ่นน้องคนหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียนในสถาบันหลักปีนี้"
"ฉันก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเมืองอย่างหยางจือจะมีคนที่เป็นแค่พลเรือนแต่สอบเข้าไปเรียนในสถาบันหลักได้ ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ แต่ถ้าเข้าไปได้แล้วสถานะก็จะไม่เหมือนเดิม ไม่รู้ว่าจะมีผลอะไรหรือเปล่า"
ชายหนุ่มอีกคนพูดว่า
"มีหรือไม่มีผลก็ไม่ต่างกัน ถ้าคนที่เขาตามหากลายเป็นผู้บริหารในบริษัทไปแล้ว ยังไงก็ไม่มีทางสู้ไหวหรอก เราไม่มีทางต่อกรกับบริษัทได้อยู่แล้ว"
"ใช่ เขามันดื้อเกินไป เราก็ห้ามไม่อยู่" ชายหนุ่มผมสั้นถอนหายใจ
"หวังว่าอย่างน้อยคำเตือนของพวกเราจะทำให้เขาระวังตัวมากขึ้นนะ"
ครึ่งชั่วโมงต่อมาเฉินชวนกับลู่ฟางแลกช่องทางติดต่อกันเสร็จแล้วก็ออกจากร้านเครื่องดื่ม
ตอนแรกเฉินชวนตั้งใจจะเป็นคนจ่ายเงินเอง แต่ลู่ฟางยืนกรานขอหารคนละครึ่ง เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ
ทั้งสองแยกทางกันตรงหัวถนน เฉินชวนมองตามลู่ฟางเดินจากไปแล้วจึงกลับไปที่หอพักของตัวเอง หยิบดาบเสวี่ยจวินขึ้นมาฝึกทบทวนและปรับทักษะที่ได้เรียนจากอาจารย์เจิ้งในวันนี้
ในตอนที่เขากำลังจดจ่อกับการฝึกอยู่ เสียงแจ้งเตือนจากอุปกรณ์หยินหยางก็ดังขึ้น เขาเห็นว่าเป็นเกาหมิงก็นึกสงสัยเล็กน้อย เขาวางดาบลงแล้วเดินออกจากห้องฝึกก่อนจะกดรับสาย
เสียงของเกาหมิงดังขึ้นว่า
"พี่ชาย ผมเริ่มมีเบาะแสบ้างแล้ว พี่ว่างไหม? มาคุยกันหน่อย"
เฉินชวนตอบว่า
"ว่าง ฉันจะไปเดี๋ยวนี้เลย"
หลังจากเก็บของเล็กน้อย เฉินชวนก็ออกจากหอพักเดินทางไปที่โรงจอดรถใต้ดินเพื่อหยิบรถแล้วตรงไปยังอพาร์ตเมนต์ของเกาหมิงทันที
ทั้งสองพบหน้ากันและทักทายกันเรียบร้อย เกาหมิงก็ถอดอุปกรณ์หยินหยางที่สวมอยู่แล้วยิ้มพลางพูดว่า
“พี่ชาย เรื่องที่เราจะคุยกันค่อนข้างอ่อนไหว ถอดของพวกนี้ไว้ก่อนน่าจะดีที่สุด”
เฉินชวนพยักหน้าอุปกรณ์หยินหยางสะดวกในการติดต่อก็จริง แต่ก็ไม่สามารถป้องกันการดักฟังจากเทคโนโลยีได้อย่างสมบูรณ์ เกาหมิงในฐานะนักกฎหมายย่อมระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ เขาเองก็เข้าใจดี จึงถอดของตัวเองออกเช่นกัน
เกาหมิงนำอุปกรณ์ของทั้งสองคนใส่ลงในกล่อง พอปิดฝากล่องเสร็จก็หันกลับมายื่นน้ำให้เฉินชวน ก่อนจะนั่งลงแล้วพูดว่า
“พี่ชาย พอผมเข้าไปที่สำนักงานกฎหมายในช่วงนี้ ผมได้ค้นเอกสารมาหลายชุด อืม...ทั้งข้อมูลจากแพลตฟอร์มของสำนักงานและเอกสารกระดาษ”
ด้วยลักษณะพิเศษของวิชาชีพสำนักงานกฎหมายมักเก็บข้อมูลสำคัญไว้ในแฟ้มกระดาษและอุปกรณ์ชีวภาพแยกเชื่อมต่อจากระบบเครือข่าย ซึ่งอนุญาตให้เฉพาะบุคลากรภายในเข้าถึงได้ และในฐานะที่เขาเป็นหุ้นส่วนรับเชิญ เขาจึงมีสิทธิ์เข้าถึงเอกสารบางชุดที่ไม่ได้เป็นความลับมากนัก
“พี่ชาย ถ้าอยากเล่นงานจ้าวเชียน ตอนนี้ผมมีสองแนวทาง” เกาหมิงหยิบเอกสารลายมือขึ้นมายื่นให้เขา
“อันดับแรกคือใช้อำนาจของทางการ ผมตรวจสอบหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆของศูนย์กลางเมือง แล้วพบว่าหน่วยงานที่ลงทุนในพี่อย่างสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษ มีบทบาทในการควบคุมและสกัดการขยายตัวของบรรดาบริษัทต่างๆ
คล้ายกับสถานีตำรวจในเมืองหยางจือ ที่นั่นสถานีตำรวจมีหน้าที่จับตาดูบริษัทโม่หลาน แต่ในศูนย์กลางเมืองหน่วยลาดตระเวนของเมืองไม่สามารถต่อกรกับบริษัทได้เลย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษที่ต้องรับภาระนี้แทน
แทบทุกบริษัทจะจ้างนักสู้ไว้จำนวนมาก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถือเป็นสิ่งจำเป็น และนักสู้ที่เก่งกาจบางคนสามารถขึ้นไปเป็นผู้บริหารของบริษัทได้โดยตรง ขณะที่สำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษจะเข้าไปควบคุมกลุ่มนักสู้เหล่านี้เพื่อลดอิทธิพลของบริษัท
กลับมาที่บริษัทเลียนเวยจ้งยวี่ที่จ้าวเชียนทำงาน แค่ในปีที่ผ่านมาก็ถูกสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษ ‘จับตา’ เป็นพิเศษถึงสี่ครั้ง และสองครั้งหลังสุดนั้นเกี่ยวข้องกับตัวจ้าวเชียนโดยตรง”
เฉินชวนถามว่า
“เพราะเกี่ยวข้องกับบริษัทโม่หลานและธุรกิจของตระกูลจ้าวใช่ไหม?”
เกาหมิงพยักหน้า
“ใช่ ผมตรวจสอบข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับจ้าวเชียนมาบ้าง พบว่าเขาฉลาดมาก ตอนที่เข้ามาศูนย์กลางเมืองเขาก็สังเกตได้ว่าบริษัทโม่หลานเริ่มถดถอยลง จึงค่อยๆตัดขาดความสัมพันธ์กับบริษัทโม่หลาน และถอนตัวออกจากธุรกิจของครอบครัว โดยไม่รู้ว่าใช้วิธีไหนถึงได้เข้าร่วมบริษัทเลียนเวยจ้งยวี่ได้
แต่ว่าเขาเคยได้ประโยชน์จากตระกูลจ้าวจะให้ตัดขาดโดยสิ้นเชิงก็เป็นไปไม่ได้ หน่วยงานของรัฐและสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษก็อาศัยจุดนี้เข้าตรวจสอบเขาหลายครั้ง เพียงแต่ไม่ได้กดดันเขาหนักนัก
ผมคาดว่าหน่วยงานเหล่านั้นอาจหวังให้เขายังคงทำงานอยู่ในบริษัทเลียนเวยจ้งยวี่ต่อไป”
เฉินชวนเข้าใจในทันที ต่อให้โจมตีจ้าวเชียนได้ก็แค่กำจัดคนๆหนึ่ง แต่ถ้าปล่อยให้เขาอยู่ก็สามารถใช้เขาเป็นเครื่องมือแทรกซึมเข้าไปในบริษัทเลียนเวยจ้งยวี่ได้
เกาหมิงขยับแว่นเล็กน้อยพูดต่อว่า
“พี่ชาย เพราะแบบนั้นผมเลยคิดว่า บางทีเราน่าจะใช้อำนาจของสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษโดยที่เราไม่ต้องลงมือเอง ถ้าทำได้ดีอาจทำให้บริษัทเลียนเวยจ้งยวี่ต้องละทิ้งจ้าวเชียน พอเขาไม่มีตำแหน่งผู้บริหารก็จะเหลือแค่นักสู้ธรรมดาคนหนึ่ง จัดการได้ง่ายขึ้นมาก
ในศูนย์กลางเมืองบริษัทต่างๆแข่งขันกันรุนแรง เขาอยู่ที่นี่มาหลายปีไม่รู้ว่าทำให้ใครโกรธไว้บ้าง อาจไม่ต้องให้พี่ลงมือด้วยซ้ำก็มีคนจัดการเขาให้เอง
ข้อเสียของแผนนี้คือต้องใช้เวลาในการดำเนินการและยังมีความเป็นไปได้บางกรณี เช่น ตัวจ้าวเชียนอาจมี ‘คุณค่าพิเศษ’ อะไรบางอย่าง
ถ้าเป็นแบบนั้นต่อให้เรามีหลักฐานแน่ชัดว่าเขาพยายามลอบสังหารพี่ ทางผู้บริหารของสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษอาจไม่เลือกจะจัดการเขา แต่กลับใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือควบคุมเขาแทน
เพราะงั้นถ้าเราเลือกแนวทางนี้ถึงแม้จะไม่ต้องเผชิญหน้ากับเขาโดยตรง แต่ก่อนจะถึงจุดนั้นเราก็ไม่สามารถควบคุมหรือคาดเดาเส้นทางของเรื่องนี้ได้เลย”
เฉินชวนพยักหน้าแล้วถาม
“งั้นอีกวิธีล่ะ?”
(จบบท)