- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 278 การเสริมพลัง
บทที่ 278 การเสริมพลัง
บทที่ 278 การเสริมพลัง
หลังจากกลับมาที่อาคารสถาบันลี้ลับ เฉินชวนก็ได้รับใบแจ้งหนี้ที่บริษัทชางหลงส่งมาให้
บนใบแจ้งหนี้นั้นมีหมายเหตุเขียนด้วยลายมือแนบมาด้วย แจ้งว่าหากเขาไม่มีเวลาภายในเดือนนี้ก็สามารถสะสมเวลาย้ายไปใช้ในเดือนหน้าได้ แต่สามารถเลื่อนได้แค่หนึ่งเดือนเท่านั้น และจำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า มิฉะนั้นจะจัดสรรเวลาได้ยาก
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงติดต่อผู้ช่วยชื่ออิ้นฟ่างผ่านอุปกรณ์หยินหยางโดยตรง เพื่อสอบถามว่า บริการฉายแสงเดือนละสามชั่วโมงนี้ มีระยะเวลาทั้งหมดกี่เดือน?
อิ้นฟ่างตอบกลับอย่างสุภาพว่า ขณะนี้ได้รับสิทธิ์ใช้บริการนี้เป็นระยะเวลา 12 เดือน หากต้องการขยายเวลาเพิ่มเติม สามารถติดต่อผู้อำนวยการซุนได้โดยตรง
เฉินชวนแสดงความเข้าใจ พร้อมกับถามต่อว่าหากเขามีเวลาฉายแสงมากกว่านี้ สามารถรวมเวลาไว้ใช้รวดเดียวได้หรือไม่?
ในตอนนี้เขามีสิทธิ์จากสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษ เฉากุยซี และมหาวิทยาลัยอู่ยี่ รวมเป็นสามชั่วโมง หากบวกกับที่รุ่นพี่ซุนให้มาอีก เท่ากับว่าเขามีเวลาหกชั่วโมงต่อเดือน หากต้องแบ่งใช้งานทั้งหมดก็เท่ากับว่าในหนึ่งเดือนต้องเดินทางถึงสี่ครั้ง ซึ่งเป็นการเสียเวลามากเกินไป
อิ้นฟ่างไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่านั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ บริษัทชางหลงสามารถช่วยประสานงานให้ได้ จากนั้นยังเตือนด้วยความหวังดีว่า การฉายแสงเช่นนี้อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย
การฉายแสงแต่ละครั้งต้องมีช่วงฟื้นฟูที่เหมาะสม แม้ว่าทางทฤษฎีการสะสมเวลาฉายแสงไว้ใช้รวดเดียวจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า แต่ควรดำเนินการด้วยความรอบคอบและแยกใช้เวลาฉายแสงจะปลอดภัยกว่า
เฉินชวนกล่าวว่าเข้าใจพร้อมขอบคุณสำหรับคำตอบ และแจ้งว่าจะไปในวันรุ่งขึ้น ช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง และตั้งใจจะใช้สิทธิ์ของสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษพร้อมกันด้วย ขอให้ช่วยจัดการเวลาให้เหมาะสม อิ้นฟ่างตอบกลับรวดเร็วมากบอกว่าจะรีบจัดการให้ ขอให้เขารอสักครู่
เพียงไม่กี่นาทีต่อมาอิ้นฟ่างก็ส่งข้อความกลับมา แจ้งว่ามีช่วงเวลาว่างให้เลือกสองช่วง คือบ่ายโมงและหกโมงเย็น
เฉินชวนพิจารณาแล้วเลือกช่วงบ่ายโมง ทางนั้นจึงส่งข้อความตอบกลับมาว่าได้บันทึกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
หลังจากจัดการเรื่องต่างๆเสร็จ เขาก็เปิดตรวจสอบบัตรทองที่ลู่สือฉีให้ไว้ ซึ่งเป็นบัญชีแบบไม่ระบุตัวตนที่สามารถถอนเงินได้จากแพลตฟอร์ม ภายในมีเงินอยู่ทั้งหมด 30,000 เจี้ยนหยวน
เยี่ยมมากใช้งานได้จริงทีเดียว
เขาคิดว่ายังสามารถนำเงินนี้ไปซื้อบริการฉายแสง "แสงเย่า" เพิ่มเติมได้อีกหลายครั้ง
ด้วยทรัพยากรเหล่านี้เขาก็จะสามารถพยายามเข้าสู่ขีดจำกัดที่สามได้เร็วขึ้น นอกจากเป็นการยกระดับสถานะแล้วยังน่าจะมีโอกาสเข้าถึงความลับระดับสูงได้ง่ายขึ้นด้วย
หลังจากตรวจสอบทุกอย่างเสร็จเขาก็หยิบยาออกมารับประทาน
หลังการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง ต้องใช้ยาพวกนี้ช่วยในการเสริมความแข็งแกร่งและฟื้นฟูเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ นอกจากยาเหล่านี้แล้ว ยังมีวิชาลมหายใจและการฝึกพลังแฝงที่จำเป็นต้องทำทุกวัน โชคดีที่อาจารย์อู๋ทิ้งยาหลายชนิดไว้ให้มากมาย พอใช้ไปได้อีกพักใหญ่
อาศัยช่วงที่ฤทธิ์ยากำลังแผ่ซ่าน เขาก็เปิดอุปกรณ์หยินหยางขึ้นมาไล่อ่านข่าว พบว่า ในที่สุดข่าวเกี่ยวกับการดวลกันบนเรือสำราญซีเจี่ยวก็ถูกเผยแพร่ออกมา ดูเหมือนว่าบริษัทชางหลงจะเคลียร์ทุกด้านเรียบร้อยแล้ว แต่ในข่าวก็ไม่มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์นัก เขาอ่านผ่านๆแล้วก็เปลี่ยนไปดูในช่องข่าวเฉพาะทางแทน
ที่นี่มีข่าวที่หลากหลายยิ่งกว่า บางเรื่องถึงขั้นพูดถึงการบุกรุกและทำลายของเว่ยจวินด้วย แม้จะไม่มีรายละเอียดมากนัก แต่ประเด็นหลักคือการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของร่างแฝงชีวภาพกับร่างธรรมชาติ
เขาเลื่อนอ่านความคิดเห็นข้างล่าง หลายคนในวงการต่อสู้เห็นว่า แม้ผลลัพธ์ในการแข่งขันจะยังไม่แน่ชัด แต่หลังจากการดวลครั้งนี้จะมีนักสู้จำนวนมากหันมาใช้ร่างแฝงชีวภาพ
เพราะเมื่อเทียบกับร่างธรรมชาติแล้ว ร่างแฝงมีข้อได้เปรียบมากมาย สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดี แม้จะบาดเจ็บก็สามารถเปลี่ยนอวัยวะได้ตลอดเวลา
แต่ก็ยังมีบางฝ่ายที่แสดงความไม่เห็นด้วย เช่น บัญชีชื่อ “ระบำบนฝาขวด” ที่แสดงความเห็นว่า นักสู้คนหนึ่งมีอัตราความเข้ากันได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้ถึงระดับนั้น?
ยิ่งไปกว่านั้นร่างแฝงชีวภาพในตลาดล้วนผลิตโดยบริษัท นั่นหมายความว่าการบำรุงรักษาหรือการอัปเกรดต้องพึ่งพาบริษัททั้งหมด อีกทั้งยังต้องกินยาต้านการกลายพันธุ์เป็นประจำ และที่สำคัญคือ ร่างแฝงเหล่านี้ล้วนมีช่องโหว่สนามชีวภาพที่บริษัทสามารถควบคุมได้ หากเจอผู้เชี่ยวชาญที่มีพลังสั่นพ้องสูงก็อาจถูกเจาะเข้ามาได้
สรุปก็คือการเลือกใช้งานต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
แต่ก็มีบางคนเย้ยหยันว่า
“ในศูนย์กลางเมืองตอนนี้มีใครไม่ใช้ร่างแฝงชีวภาพบ้าง? ใครไม่ได้กินยาเป็นประจำบ้าง? จะมานั่งกลัวไปทำไม? ตอนนี้ไม่ใช่คำถามว่าจะใช้หรือไม่ใช้ แต่คือจะใช้อย่างไรต่างหาก”
เขายังวิจารณ์บัญชี “ระบำบนฝาขวด” อย่างรุนแรง ว่าเป็นพวกเจตนาไม่ดี ไม่อยากให้คนอื่นได้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เป็นพวกหัวแข็งล้าหลังที่ขัดขวางความก้าวหน้า
หลังจากนั้น “ระบำบนฝาขวด” ก็ไม่ได้โต้ตอบอีก แต่ในส่วนความคิดเห็นก็ยังคงถกเถียงกันอย่างดุเดือด เพียงพริบตาเดียวก็มีความเห็นใหม่เพิ่มขึ้นนับสิบ เฉินชวนสุ่มดูบางคอมเมนต์ที่มีประโยชน์ แล้วก็ปิดอุปกรณ์หยินหยาง จากนั้นก็ไปอาบน้ำและพักผ่อน
เช้าวันถัดมาเขาไปหาเฉากุยซีตามเวลาที่นัดกันไว้ อีกฝ่ายมอบยาเคลือบสมุนไพรชั้นดีจาก “เทียนฉงไป่เฉ่า” ให้เขาสองชุดสำหรับเดือนนี้ และบอกว่ารอให้เขาสร้างรากฐานได้มั่นคงกว่านี้จึงจะเริ่มแนะนำวิธีเข้าสู่ขีดจำกัดที่สามอย่างเป็นทางการ
ว่ากันตามจริงแล้วจะเริ่มเมื่อไรนั้น ต้องขึ้นอยู่กับความมั่นคงของพื้นฐาน หากเขารู้สึกว่าเริ่มไม่มีพัฒนาการชัดเจน ก็สามารถไปทำการประเมินได้อีกครั้ง
แม้ว่าการประเมินจะไม่แม่นยำที่สุด แต่นับว่าเป็นเครื่องมืออ้างอิงที่สำคัญ หากมีโอกาสความสำเร็จเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ ก็สามารถเริ่มดำเนินการได้
แต่หากต้องการไปให้ไกลกว่านั้น ทางที่ดีที่สุดคือให้ได้เปอร์เซ็นต์เกิน 70 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเขาควรพยายามคว้าทรัพยากรทุกอย่างที่สามารถยกระดับตนเองได้
เฉินชวนรับปากอย่างตั้งใจ หลังจากทานมื้อกลางวันที่สำนักของเฉากุยซี เขาก็ออกจากภูเขาโม่เถี่ย ขึ้นรถไฟฟ้ามุ่งหน้าสู่เขตสนามทะเล
หนึ่งชั่วโมงเศษเขาลงจากสถานี
เพราะไม่มีรถไฟฟ้าสายตรงไปยังสนามทะเล เขาจึงต้องเดินเท้าต่ออีกหน่อย และเมื่อเข้าสู่เขตนั้นก็ไม่สามารถใช้อุปกรณ์หยินหยางได้อีกแล้ว แต่สำหรับเขาไม่ใช่ปัญหา เดินไปฝึกวิชาลมหายใจไปด้วยก็ถือเป็นการฝึกไปในตัว
ระหว่างทางยังเห็นรถลาดตระเวนวิ่งผ่านเป็นระยะ พอเห็นเขาเดินคนเดียวก็มักจะเข้ามาสอบถามเล็กน้อย
อีกครึ่งชั่วโมงถัดมา เขาก็มาถึงสนามทะเล หลังจากตรวจสอบประวัติการใช้งานที่เคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่แพทย์ประจำที่นั่นเห็นว่าเขาไม่ต้องการฉีดยาจึงแนะนำว่าการฉายแสงสี่ชั่วโมงต่อเนื่องจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ควรแบ่งเป็นวันละสองชั่วโมง และใช้สองวันติดต่อกันจะดีกว่า
เฉินชวนพิจารณาแล้วจึงถามว่า มีตัวยากินชนิดใดบ้างที่สามารถช่วยต้านผลข้างเคียงได้หรือไม่?
พอเจ้าหน้าที่แพทย์ได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็ดูจะรู้สึกว่าเขา “ปกติ” ขึ้นมาบ้าง จึงอธิบายด้วยน้ำเสียงใจเย็นว่า มียาแบบรับประทานอยู่จริง แต่ผลลัพธ์จะไม่ดีเท่าการฉีด หากต้องการก็สามารถจัดหาให้ได้ และไม่ว่าจะเป็นยาแบบใดก็ตามล้วนต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทั้งสิ้น
เฉินชวนบอกว่าเขาต้องการ
แบบนี้ก็ไม่ดูแปลกแยกเกินไปนัก
ผลของยาเขาสามารถใช้ตัวตนที่สองเป็นตัวถ่ายโอนแรงกระทบได้ ต่อให้ต้องสะสมเวลาเพื่อฉายแสงติดต่อกันสี่ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นเขาก็สามารถทนรับได้
ส่วนค่าใช้จ่ายหลักๆก็มีคนช่วยจ่ายให้แล้ว เขาเองก็ไม่ได้คิดมากกับค่าใช้จ่ายยิบย่อยเหล่านี้ หากไม่ยอมรับการช่วยเหลืออาจยิ่งทำให้คนอื่นสนใจในตัวเขามากขึ้นซึ่งจะสร้างปัญหามากกว่า
เมื่อเจ้าหน้าที่นำยาแบบรับประทานมาให้เขาเสร็จแล้ว ภายใต้การนำของผู้รับผิดชอบ เขาก็เข้าสู่ห้องฉายแสงตั้งแต่เวลาบ่ายโมงไปจนถึงห้าโมงเย็น
การฉายแสงสี่ชั่วโมงในครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกได้ว่ากระดูกและกล้ามเนื้อได้รับการเสริมสร้างอย่างต่อเนื่อง ระหว่างนั้นเขายังได้ออกกำลังกายอย่างเต็มที่และทดลองการเปลี่ยนแปลงพลังแฝงในกระบวนท่าดาบได้ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมทีเดียว
ขณะที่เขาเดินออกมาก็เห็นมีคนอีกคนเดินออกมาจากด้านในด้วยเช่นเดียวกับที่เขารู้มาก่อนแล้วว่า หอฉายแสงแสงเย่าไม่ได้มีเพียงแห่งเดียว ในแต่ละครั้งสามารถให้บริการนักสู้ได้สามคนพร้อมกัน และสิทธิ์การใช้บริการก็ถูกจัดสรรไว้ให้แต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน ดังนั้นเจอคนอื่นเป็นเรื่องปกติ
แต่คนที่เดินออกมาเป็นเด็กสาวอายุประมาณสิบห้าหรือสิบหกปี ช่วงวัยนี้โดยมากก็แค่เริ่มต้นฝึกเท่านั้น ไม่นึกว่าจะได้รับสิทธิ์เข้าฉายแสงแสงเย่าแล้ว
ผู้ที่มารับเด็กสาวคือชายหนุ่มอายุยังไม่ถึงสามสิบปี ใส่ชุดฝึกที่ไม่มีตราสัญลักษณ์อะไร เมื่อเขาเห็นเฉินชวนก็พยักหน้าให้อย่างสุภาพ
เฉินชวนก็พยักหน้าตอบกลับก่อนจะถือของเดินออกจากสนาม แต่ยังไม่ทันได้ไปไกลนัก ด้านหลังก็มีเสียงแตรรถดังขึ้น
เขาหันไปมองเห็นรถยนต์คันหนึ่งขับเข้ามา กระจกหน้าต่างเลื่อนลง และเป็นชายหนุ่มคนเมื่อครู่ที่โผล่หน้ามาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า
“น้องชาย ฉันเห็นนายเดินคนเดียว ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว เรากำลังจะกลับเข้าเมืองอยู่พอดี มาด้วยกันไหม? จะได้ปลอดภัยหน่อย”
เฉินชวนปฏิเสธอย่างสุภาพ “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก”
ชายหนุ่มไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองยิ้มให้เขาเล็กน้อยพยักหน้าแล้วขับรถต่อไป เขาหันไปมองเด็กสาวที่นั่งเบาะหลัง เห็นเธอเหมือนจะไม่พอใจเล็กน้อยจึงยิ้มแล้วพูดว่า
“เป็นอะไรไป ไม่พอใจอยู่เหรอ?”
เด็กสาวพูดว่า
“เมื่อกี้พี่ชายใจดีชวนเขาแล้ว เขายังไม่ยอมขึ้นรถเลย”
ชายหนุ่มหัวเราะออกมา
“แค่นี้เองเหรอ? เรื่องปกตินี่นา นักสู้ก็ต้องมีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างกัน เราเองก็ไม่ได้รู้จักเขานี่ เขาปฏิเสธไม่ใช่เรื่องแปลก ความหวังดีของเราไม่ควรกลายเป็นการบังคับ คนจะรับหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของเขา”
เด็กสาวคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบรับเบาๆว่า
“อืม”
ชายหนุ่มพูดต่อ
“เมื่อกี้น้องชายคนนั้นน่าจะเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอู่ยี่นะ เสี่ยวจิง ถ้าเธอไม่ได้ฝึกกับเหล่าลุงๆในตระกูล ด้วยพรสวรรค์ของเธอก็น่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอู่ยี่ได้เหมือนกันนะ”
“ฉันไม่อยากไปสักหน่อย”
เสี่ยวจิงทำปากยื่น
“พี่ชายบอกว่าที่สถาบันมีกฎเยอะ แถมยังต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทกับหน่วยงานต่างๆ ไม่มีอิสระเลย”
“บนโลกนี้จะมีที่ไหนที่อิสระจริงๆกันล่ะ”
ชายหนุ่มถอนหายใจ เขาไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น เรื่องบางอย่างน้องสาวเขายังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ เขาจึงเปลี่ยนเรื่องพูดว่า
“พูดถึงมหาวิทยาลัยอู่ยี่ ช่วงนี้ลุงของพวกเรากำลังจะจัดให้มีการพบปะแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาของอู่ยี่สักครั้งหนึ่ง เธออยากไปไหมล่ะ?”
ดวงตาของเสี่ยวจิงเป็นประกายทันที เธอโผตัวไปเกาะพนักพิงเบาะหลัง
“อยากไป! ฉันอยากไป!”
ชายหนุ่มยิ้ม
“งั้นเดี๋ยวพี่พาเธอไป ได้เปิดหูเปิดตาบ้าง”
เฉินชวนโดยสารรถไฟฟ้ากลับมาที่หอพัก พอตกกลางคืนเขาก็ทดลองตรวจสอบร่างกาย พบว่าเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ในกล้ามเนื้อและกระดูกกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากประสบการณ์ครั้งก่อน คาดว่าจะดำเนินต่อไปได้อีกสี่ถึงห้าวัน รู้สึกดีไม่น้อยเลยทีเดียว
เดือนหน้าถ้าได้เพิ่มโควตาจากมหาวิทยาลัยอีกก็น่าจะได้เพิ่มเวลาอีกหนึ่งชั่วโมง และหากสามารถขอโควตาจากสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษเพิ่มอีก ก็จะยิ่งได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น
ถึงเขาไม่ไปขอเพิ่ม สองคนนั้นก็คงจะมาแย่งกับเขาอยู่ดี ดังนั้นช่วงนี้ควรหมั่นสังเกตดูภารกิจสำคัญของสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษให้มากหน่อย
(จบบท)