เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 226 ถึงสถานี

บทที่ 226 ถึงสถานี

บทที่ 226 ถึงสถานี 


เฉินชวนเดินเข้าไปในขบวนรถอย่างช้าๆเขาพูดว่า

“ดูเหมือนว่าแกจะเป็นคนรับผิดชอบจัดการบนรถไฟในครั้งนี้สินะ?”

ชายคนนั้นรีบร้อนวิ่งถอยหลังอย่างลนลาน เขาจับที่จับประตูรถด้านหลังไว้แน่น แต่ไม่รู้ว่าเพราะมันถูกล็อกจากข้างในอยู่แล้วหรือเขาไม่มีแรงจากความตกใจทำให้หมุนมันไปหลายทีก็ยังเปิดไม่ได้

เขาเคาะ ตี ดึงบานประตูไม่หยุด แต่ก็ไม่มีทางจะเปิดออกได้ ระหว่างที่เขายังพยายามอยู่นั้นมือข้างหนึ่งก็ยื่นมาจับศีรษะของเขาแล้วโขกกับประตูรถอย่างแรง “ปัง!” ใบหน้าของเขารวมถึงรอยลายพิธีกรรมบนหน้านั้นแหลกเละไปในทันที เลือดไหลเป็นทางก่อนที่เขาจะร่วงลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง

เฉินชวนหันไปมอง “ตัวตนที่สอง” ตอนนี้ร่องรอยเลือนลางที่เคยเห็นอยู่ก่อนหน้านี้หายไปหมดแล้ว การที่จับเจ้าหนูนี่ได้ทำให้จุดศูนย์กลางของพิธีกรรมนี้หายไป เรื่องเล่าแปลกประหลาดนั้นจึงไม่ถูกตรึงไว้ที่นี่อีก

เขาหันกลับไปยังขบวนรถที่จากมา ทันใดนั้นเองด้านนอกก็ดังขึ้นด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ เสียงอาเจียน และเสียงตะโกนดังระงม ตัวรถทั้งคันราวกับกำลังสั่นสะเทือน

เขารู้ทันทีว่าผู้โดยสารพวกนั้นหลุดพ้นจากพิธีกรรมลัทธิลับแล้ว แสดงว่าผู้อำนวยการเหลยน่าจะทำลายจุดศูนย์กลางด้านนอกไปเรียบร้อยแล้ว

ขณะเดียวกันลินเดนเบิร์กซึ่งก่อนหน้านี้ยังพูดวนไปวนมาก็ได้สติขึ้นมา เขามองไปรอบตัวอย่างแปลกใจ แม้จะเห็นเลือดกระจายเกลื่อนแต่กลับสงบนิ่งมาก เขามองไปที่เฉินชวนซึ่งสวมหน้ากาก “นี่ผม...ผมถูกลักพาตัวมาเหรอ?”

เฉินชวนมองเขานิ่งๆ

“ตอนนี้คุณปลอดภัยแล้ว”

“คุณมาจากรัฐบาลต้าซุ่นใช่ไหม?”

แม้เขาจะพูดเป็นคำถาม แต่น้ำเสียงนั้นกลับมั่นใจ ลินเดนเบิร์กมองดูชุดของเฉินชวนแล้วพยักหน้า เขาก้มลงหยิบหมวกที่ตกอยู่มาใส่จากนั้นลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่เสื้อ แล้วก็มองไปรอบๆ

“ดูเหมือนว่าผมจะโชคดีมากเลยแฮะ”

เขาโชคดีจริงๆเพราะในบรรดาตัวแทนบริษัทที่อยู่ในเหตุการณ์ มีเพียงเขาคนเดียวที่รอดชีวิต แต่ที่เขารอดอาจไม่ใช่เพราะโชคอย่างเดียว เพราะบริเวณหน้าผากที่ถลอกเผยให้เห็นกระดูกสีเทาเข้มที่คล้ายโลหะชัดเจนเป็นกะโหลกศีรษะเสริมแข็ง

ลินเดนเบิร์กเหมือนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง เขาเดินไปสองก้าวแล้วเปิดกระเป๋าหนึ่งเผยให้เห็นของทรงกระบอกเคลือบสีแดงหลายชิ้นวางเรียงอยู่ภายใน

“อืม... ระเบิด ‘เพลิงสายฟ้า’ ที่ผลิตในต้าซุ่น พลังทำลายสูงพอตัว ดูเหมือนพวกมันยังไม่มีเวลาติดตั้ง”

เขาเงยหน้าขึ้นพูด

“คุณถึงได้ทันเวลาจริงๆ ถ้าช้าไปอีกนิดแม้ผมจะมีกะโหลกแข็งแค่ไหนก็คงไม่ช่วยอะไร” เขาพูดพลางแตะศีรษะตัวเองคล้ายจะล้อเล่น

เฉินชวนตอบ

“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อช่วยคุณโดยเฉพาะ”

ลินเดนเบิร์กพูดว่า

“งั้นคุณคงมาช่วยเหลือผู้โดยสารสินะ? ผมก็เป็นผู้โดยสารคนหนึ่ง ต้องขอขอบคุณด้วย”

เขาถอดหมวกออกวางไว้ที่หน้าอก โน้มตัวเล็กน้อย

“ผม สเวน ลินเดนเบิร์ก ตัวแทนการค้าจากบริษัทป๋อหลุน ขอขอบคุณสำหรับการช่วยชีวิตครับ”

เฉินชวนพยักหน้ารับจากนั้นก็หิ้วดาบเดินออกจากรถไฟ ผ่านสายตาหวาดกลัวของผู้โดยสารเดินไปถึงหน้าประตูขบวนรถแล้วกระชากโซ่เหล็กที่พันอยู่จนขาดแล้วก้าวออกไปข้างนอก

ภายนอกท้องฟ้าสว่างกว่าตอนก่อนหน้านี้เล็กน้อย เสียงปืนจากยอดเขาทั้งสองด้านก็เงียบไปแล้ว สมาชิกกลุ่มต่อต้านที่อยู่ตรงนั้นน่าจะโดนฝ่ายเดียวกันจัดการเรียบร้อยแล้ว

เฉินชวนเงยหน้ามองฟ้าเห็นบอลลูนลอยออกไปทางทิศหนึ่งเหมือนกำลังจะลงจอด เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย

แต่นั่นเป็นเรื่องที่ผู้อำนวยการเหลยจะจัดการเอง สิ่งที่เขาต้องทำได้เสร็จสิ้นแล้ว

ลินเดนเบิร์กเดินตามเขาลงมาจากรถ ถือกระเป๋าใบหนึ่งไว้ในมือยืนห่างออกไปเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ต้องขออภัย กลิ่นคาวเลือดในขบวนรถมันรุนแรงเกินไป”

เฉินชวนไม่ได้สนใจ

ผู้โดยสารในรถที่เดิมทีตกใจจนไม่กล้าขยับ ตอนนี้พอเห็นว่าไม่มีใครห้ามและดูเหมือนลงจากรถได้โดยไม่มีปัญหาต่างก็รีบกรูออกมาเพราะบรรยากาศในรถไม่น่าจะมีใครทนได้นาน

เฉินชวนได้ยินเสียงรถจากที่ไกลๆจึงหันไปมอง เห็นว่าเป็นขบวนรถลาดตระเวนติดอาวุธของกองกำลังสายตรวจ

ครั้งนี้เพื่อไม่ให้กลุ่มต่อต้านเกิดระแวง เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของกองสายตรวจถูกจัดให้อยู่ในเมืองล่วงหน้า พอส่งโทรเลขออกไป กวานอวี้หมิงก็รีบส่งกำลังที่เตรียมไว้ไปทันที สมาชิกกลุ่มต่อต้านที่รอต้านจึงไม่สามารถขัดขวางกองกำลังจำนวนมากได้

เมื่อรถลาดตระเวนมาถึงเจ้าหน้าที่ที่เห็นเฉินชวนต่างก็ตกใจ เพราะหน้ากากนั้นดูน่ากลัวอยู่ไม่น้อย หนึ่งในหัวหน้าทีมเดินมาข้างหน้า ถามเสียงเบา

“น้องเฉิน?” เขามองเข้าไปในขบวนรถ

“จัดการหมดแล้ว?”

เฉินชวนพยักหน้าแล้วยื่นใบอนุญาตพกอาวุธออกมาแสดงโดยไม่ถอดหน้ากากเพื่อเลี่ยงปัญหาในภายหลัง

หัวหน้าทีมคนนั้นพอเห็นก็โล่งใจโค้งให้เขาหนึ่งที แล้วรีบหันไปสั่งการให้เจ้าหน้าที่และแพทย์นิติเวชเข้าไปตรวจสอบในขบวนรถ

เฉินชวนรายงานสถานการณ์ให้ฟังคร่าวๆแล้วอีกฝ่ายก็รีบส่งคนไปตรวจสอบบนภูเขาทั้งสองฝั่ง ไม่ช้าเว่ยฉางอันและเหรินเสี่ยวเทียนก็ลงมาจากเขาทั้งสองด้านมารวมกลุ่มกับเขาอีกครั้ง

พวกเขาดูผ่อนคลายดีไม่มีใครบาดเจ็บ

ทางฝั่งของเหรินเสี่ยวเทียนมีหุ่นแมงมุนต่อสู้ช่วยสนับสนุน สมาชิกกลุ่มต่อต้านแทบไม่ทันได้ตั้งตัวก็โดนจัดการหมด

ส่วนทางเว่ยฉางอันนั้นแม้จะยุ่งยากนิดหน่อยเพราะต้องผ่านทางภูเขา แต่ด้วยจำนวนคน อาวุธ และยุทโธปกรณ์ที่ได้เปรียบกว่าจึงไม่มีปัญหาอะไรในการจัดการ

เนื่องจากไม่สามารถให้รถไฟจอดขวางทางไว้นานได้ และสถานการณ์ในที่เกิดเหตุก็ชัดเจนแล้วไม่จำเป็นต้องสืบหาสาเหตุการตายอีก ใช้เวลาราวๆสามในสี่ชั่วยามก็สามารถเคลียร์ซากศพทั้งหมด ตรวจสอบตัวตนและตั๋วของทุกคนได้ครบจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงให้ผู้โดยสารกลับขึ้นรถอีกครั้ง

ลินเดนเบิร์กเดินมาหาเฉินชวนแล้วยื่นนามบัตรส่วนตัวออกมาด้วยสองมือพูดว่า

“ดูเหมือนว่าเราจะต้องแยกกันตรงนี้แล้ว นี่คือนามบัตรส่วนตัวของผม ถ้าคุณต้องการซื้อร่างแฝงชีวภาพของบริษัทป๋อหลุนในอนาคต เชิญติดต่อผมที่ศูนย์กลางเมืองได้เลย ผมสามารถจัดราคาที่ดีที่สุดให้คุณได้ บริษัทป๋อหลุนมีชื่อเสียงระดับโลกในด้านอุปกรณ์ฝังประสาทและระบบการรับรู้ทางประสาทสัมผัสครับ”

เขาเป็นคนฉลาด ตั้งแต่ต้นจนจบไม่เคยถามชื่อของเฉินชวนเลยเพียงแต่มอบนามบัตรให้เฉยๆ

เฉินชวนไม่ปฏิเสธยื่นมือรับไว้ เขาเองแม้จะยังไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้ แต่หากต้องไปยังศูนย์กลางเมืองก็ย่อมต้องข้องเกี่ยวกับบริษัทเหล่านี้อยู่ดี

แม้เขาเองไม่ใช้ แต่ก็อาจมีคนรู้จักที่ต้องใช้ก็ได้

เมื่อเห็นว่าผู้โดยสารกำลังกลับขึ้นขบวนรถอย่างหวาดกลัว ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ เฉินชวนจึงพูดกับพรรคพวกว่า

“ทุกคน ภารกิจของเราสิ้นสุดลงแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่เราจะกลับแล้ว”

ในเวลาเดียวกันเจ้าหน้าที่สายตรวจได้รายงานสถานการณ์ผ่านทางวิทยุไปยังต้นสังกัด กวานอวี้หมิงพอได้รับข่าวก็โล่งใจ แม้ตัวแทนบริษัทจะตายไปเกือบหมด แต่ผู้โดยสารส่วนใหญ่ยังรอด

เขารีบโทรไปยังกรมรายงานสถานการณ์ทันที หลังสายเชื่อมต่อเขาก็อธิบายเรื่องราวทั้งหมด พอพูดจบเขาก็ว่า

“ท่านผู้อำนวยการ ความจริงเราน่าจะช่วยผู้โดยสารพวกนั้นได้ก่อนที่รถไฟจะถูกหยุด”

เสียงจากปลายสายตอบกลับมาว่า

“ช่วยก่อนหน้านั้นงั้นเหรอ? แล้วจะช่วยให้ใครเห็น? พวกเรายินดีทำงาน แต่ไม่ใช่ทำเงียบๆให้ใครไม่รู้ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะบางคน เราต้องให้พวกเขาเห็นว่าการที่เรายอมทำอะไรแบบนี้ มันไม่ใช่ของตาย”

“ครั้งนี้ตัวแทนบริษัทพวกนั้นตายไปหลายคนเลยนะ”

“ก็เป็นบริษัทต่างประเทศไม่ใช่บริษัทของต้าซุ่น แล้วเกี่ยวอะไรกับเรา? ฉันเชิญพวกเขามาหรือไง? พวกนั้นตายไปเมืองหยางจือจะได้สงบสุขขึ้นด้วยซ้ำ!”

กวานอวี้หมิงพูดเสียงหนักแน่นว่า

“แต่พวกบริษัทเหล่านี้อาจไปกดดันทางการเมืองภายหลัง เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองหยางจือของเรา”

เสียงจากปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงมีนัยว่า

“ฉันคงอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ไม่นาน นายควรรู้ว่าผู้มีอำนาจข้างบนต้องการอะไรจริงๆ” พูดจบก็วางสายไป

ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่ง ขณะที่เฉินชวนจัดการเรื่องบนรถไฟเรียบร้อยแล้ว ผู้อำนวยการเหลยก็นำหน่วยสายตรวจจากกรมสอบสวนลัทธิลับเร่งตามบอลลูนลมนั้นไป

เพียงแต่ว่าบริเวณที่บอลลูนตกนั้นอยู่ในเขตภูเขา แม้จะดูใกล้แต่เส้นทางกลับกันเดินยาก บางช่วงเป็นเนินชันต้องอ้อมไปทางอื่นใช้เวลากว่าชั่วโมงกว่าจะไปถึงจุดตก

แต่ผลลัพธ์ที่เห็นก็ชัดเจน ตะกร้าของบอลลูนว่างเปล่า

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งถอดหมวกพูดหอบๆว่า

“ท่านครับ คนหนีไปแล้วแน่ครับ”

ผู้อำนวยการเหลยมองไปรอบๆอย่างครุ่นคิดแล้วพูดว่า

“ยังไม่แน่หรอก”

จากนั้นเขาหันไปสั่งเจ้าหน้าที่ด้านล่าง

“กลับไปแล้วส่งโทรเลข ขอให้สายตรวจช่วยตรวจสอบผู้โดยสารทุกคนที่ลงจากรถ ตรวจสอบตัวตนของแต่ละคนให้แน่ชัดที่สุด”

อีกด้านหนึ่งขบวนรถไฟที่ออกเดินทางใหม่หลังจากหยุดชั่วคราวได้สามในสี่ชั่วยามก็เข้าสู่สถานีรถไฟหยางจือในที่สุดรถก็หยุด ผู้โดยสารที่ยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่างก็หนีออกจากรถไฟอย่างลนลาน

ในหมู่คนกลุ่มนั้นมีชายหนุ่มผมยาวสะพายกระดานวาดภาพคนหนึ่งเดินออกมา เขาเดินไม่เร่งรีบตรงไปยังทางออก ในขณะที่คนอื่นลุกลี้ลุกลน แต่เขากลับดูสงบนิ่งจนเหมือนผิดแปลกไปจากคนทั่วไป

เมื่อเดินออกจากสถานีเขายืนอยู่ที่จัตุรัสมองไปยังแสงอาทิตย์ที่แยงตา แล้วค่อยๆยื่นมือขวาออกไปด้านข้าง

ไม่นานนักรถยนต์หรูคันหนึ่งก็ขับมาหยุดอยู่ข้างเขา

เขาเดินไปเปิดประตูรถแล้วนั่งลงเบาะหลัง

เมื่อประตูปิดคนขับหันมาถามว่า

“ท่านครับ นิทรรศการภาพวาดคราวนี้ราบรื่นหรือเปล่าครับ?”

ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงแฝงเสน่ห์นุ่มทุ้มว่า

“น่าเสียดาย นิทรรศการครั้งนี้เร่งเกินไปมีข้อบกพร่องเยอะ มันไม่ใช่งานที่ประสบความสำเร็จ ผมคิดว่าคงต้องหาที่ใหม่เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจแล้วล่ะ”

“ถ้างั้นจุดหมายต่อไปของเราคือ?”

ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย

“ไปที่ศูนย์กลางเมืองเถอะ ผมเชื่อว่าที่นั่นมีคนรอคอยสีสันใหม่ๆอยู่”

“รับทราบครับ เชิญนั่งให้สบายนะครับ”

ชายหนุ่มยิ้มอีกครั้งวางมือไว้บนขอบกระจกหน้าต่างรถแล้วโบกเบาๆไปทางด้านนอกราวกับกำลังโบกมือลาให้ใครบางคนที่มองไม่เห็น จากนั้นรถยนต์ก็เคลื่อนตัวออกจากจัตุรัสสถานีมุ่งหน้าไปทางถนนหลวงแห่งชาติ

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 226 ถึงสถานี

คัดลอกลิงก์แล้ว