- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 226 ถึงสถานี
บทที่ 226 ถึงสถานี
บทที่ 226 ถึงสถานี
เฉินชวนเดินเข้าไปในขบวนรถอย่างช้าๆเขาพูดว่า
“ดูเหมือนว่าแกจะเป็นคนรับผิดชอบจัดการบนรถไฟในครั้งนี้สินะ?”
ชายคนนั้นรีบร้อนวิ่งถอยหลังอย่างลนลาน เขาจับที่จับประตูรถด้านหลังไว้แน่น แต่ไม่รู้ว่าเพราะมันถูกล็อกจากข้างในอยู่แล้วหรือเขาไม่มีแรงจากความตกใจทำให้หมุนมันไปหลายทีก็ยังเปิดไม่ได้
เขาเคาะ ตี ดึงบานประตูไม่หยุด แต่ก็ไม่มีทางจะเปิดออกได้ ระหว่างที่เขายังพยายามอยู่นั้นมือข้างหนึ่งก็ยื่นมาจับศีรษะของเขาแล้วโขกกับประตูรถอย่างแรง “ปัง!” ใบหน้าของเขารวมถึงรอยลายพิธีกรรมบนหน้านั้นแหลกเละไปในทันที เลือดไหลเป็นทางก่อนที่เขาจะร่วงลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง
เฉินชวนหันไปมอง “ตัวตนที่สอง” ตอนนี้ร่องรอยเลือนลางที่เคยเห็นอยู่ก่อนหน้านี้หายไปหมดแล้ว การที่จับเจ้าหนูนี่ได้ทำให้จุดศูนย์กลางของพิธีกรรมนี้หายไป เรื่องเล่าแปลกประหลาดนั้นจึงไม่ถูกตรึงไว้ที่นี่อีก
เขาหันกลับไปยังขบวนรถที่จากมา ทันใดนั้นเองด้านนอกก็ดังขึ้นด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ เสียงอาเจียน และเสียงตะโกนดังระงม ตัวรถทั้งคันราวกับกำลังสั่นสะเทือน
เขารู้ทันทีว่าผู้โดยสารพวกนั้นหลุดพ้นจากพิธีกรรมลัทธิลับแล้ว แสดงว่าผู้อำนวยการเหลยน่าจะทำลายจุดศูนย์กลางด้านนอกไปเรียบร้อยแล้ว
ขณะเดียวกันลินเดนเบิร์กซึ่งก่อนหน้านี้ยังพูดวนไปวนมาก็ได้สติขึ้นมา เขามองไปรอบตัวอย่างแปลกใจ แม้จะเห็นเลือดกระจายเกลื่อนแต่กลับสงบนิ่งมาก เขามองไปที่เฉินชวนซึ่งสวมหน้ากาก “นี่ผม...ผมถูกลักพาตัวมาเหรอ?”
เฉินชวนมองเขานิ่งๆ
“ตอนนี้คุณปลอดภัยแล้ว”
“คุณมาจากรัฐบาลต้าซุ่นใช่ไหม?”
แม้เขาจะพูดเป็นคำถาม แต่น้ำเสียงนั้นกลับมั่นใจ ลินเดนเบิร์กมองดูชุดของเฉินชวนแล้วพยักหน้า เขาก้มลงหยิบหมวกที่ตกอยู่มาใส่จากนั้นลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่เสื้อ แล้วก็มองไปรอบๆ
“ดูเหมือนว่าผมจะโชคดีมากเลยแฮะ”
เขาโชคดีจริงๆเพราะในบรรดาตัวแทนบริษัทที่อยู่ในเหตุการณ์ มีเพียงเขาคนเดียวที่รอดชีวิต แต่ที่เขารอดอาจไม่ใช่เพราะโชคอย่างเดียว เพราะบริเวณหน้าผากที่ถลอกเผยให้เห็นกระดูกสีเทาเข้มที่คล้ายโลหะชัดเจนเป็นกะโหลกศีรษะเสริมแข็ง
ลินเดนเบิร์กเหมือนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง เขาเดินไปสองก้าวแล้วเปิดกระเป๋าหนึ่งเผยให้เห็นของทรงกระบอกเคลือบสีแดงหลายชิ้นวางเรียงอยู่ภายใน
“อืม... ระเบิด ‘เพลิงสายฟ้า’ ที่ผลิตในต้าซุ่น พลังทำลายสูงพอตัว ดูเหมือนพวกมันยังไม่มีเวลาติดตั้ง”
เขาเงยหน้าขึ้นพูด
“คุณถึงได้ทันเวลาจริงๆ ถ้าช้าไปอีกนิดแม้ผมจะมีกะโหลกแข็งแค่ไหนก็คงไม่ช่วยอะไร” เขาพูดพลางแตะศีรษะตัวเองคล้ายจะล้อเล่น
เฉินชวนตอบ
“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อช่วยคุณโดยเฉพาะ”
ลินเดนเบิร์กพูดว่า
“งั้นคุณคงมาช่วยเหลือผู้โดยสารสินะ? ผมก็เป็นผู้โดยสารคนหนึ่ง ต้องขอขอบคุณด้วย”
เขาถอดหมวกออกวางไว้ที่หน้าอก โน้มตัวเล็กน้อย
“ผม สเวน ลินเดนเบิร์ก ตัวแทนการค้าจากบริษัทป๋อหลุน ขอขอบคุณสำหรับการช่วยชีวิตครับ”
เฉินชวนพยักหน้ารับจากนั้นก็หิ้วดาบเดินออกจากรถไฟ ผ่านสายตาหวาดกลัวของผู้โดยสารเดินไปถึงหน้าประตูขบวนรถแล้วกระชากโซ่เหล็กที่พันอยู่จนขาดแล้วก้าวออกไปข้างนอก
ภายนอกท้องฟ้าสว่างกว่าตอนก่อนหน้านี้เล็กน้อย เสียงปืนจากยอดเขาทั้งสองด้านก็เงียบไปแล้ว สมาชิกกลุ่มต่อต้านที่อยู่ตรงนั้นน่าจะโดนฝ่ายเดียวกันจัดการเรียบร้อยแล้ว
เฉินชวนเงยหน้ามองฟ้าเห็นบอลลูนลอยออกไปทางทิศหนึ่งเหมือนกำลังจะลงจอด เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย
แต่นั่นเป็นเรื่องที่ผู้อำนวยการเหลยจะจัดการเอง สิ่งที่เขาต้องทำได้เสร็จสิ้นแล้ว
ลินเดนเบิร์กเดินตามเขาลงมาจากรถ ถือกระเป๋าใบหนึ่งไว้ในมือยืนห่างออกไปเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ต้องขออภัย กลิ่นคาวเลือดในขบวนรถมันรุนแรงเกินไป”
เฉินชวนไม่ได้สนใจ
ผู้โดยสารในรถที่เดิมทีตกใจจนไม่กล้าขยับ ตอนนี้พอเห็นว่าไม่มีใครห้ามและดูเหมือนลงจากรถได้โดยไม่มีปัญหาต่างก็รีบกรูออกมาเพราะบรรยากาศในรถไม่น่าจะมีใครทนได้นาน
เฉินชวนได้ยินเสียงรถจากที่ไกลๆจึงหันไปมอง เห็นว่าเป็นขบวนรถลาดตระเวนติดอาวุธของกองกำลังสายตรวจ
ครั้งนี้เพื่อไม่ให้กลุ่มต่อต้านเกิดระแวง เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของกองสายตรวจถูกจัดให้อยู่ในเมืองล่วงหน้า พอส่งโทรเลขออกไป กวานอวี้หมิงก็รีบส่งกำลังที่เตรียมไว้ไปทันที สมาชิกกลุ่มต่อต้านที่รอต้านจึงไม่สามารถขัดขวางกองกำลังจำนวนมากได้
เมื่อรถลาดตระเวนมาถึงเจ้าหน้าที่ที่เห็นเฉินชวนต่างก็ตกใจ เพราะหน้ากากนั้นดูน่ากลัวอยู่ไม่น้อย หนึ่งในหัวหน้าทีมเดินมาข้างหน้า ถามเสียงเบา
“น้องเฉิน?” เขามองเข้าไปในขบวนรถ
“จัดการหมดแล้ว?”
เฉินชวนพยักหน้าแล้วยื่นใบอนุญาตพกอาวุธออกมาแสดงโดยไม่ถอดหน้ากากเพื่อเลี่ยงปัญหาในภายหลัง
หัวหน้าทีมคนนั้นพอเห็นก็โล่งใจโค้งให้เขาหนึ่งที แล้วรีบหันไปสั่งการให้เจ้าหน้าที่และแพทย์นิติเวชเข้าไปตรวจสอบในขบวนรถ
เฉินชวนรายงานสถานการณ์ให้ฟังคร่าวๆแล้วอีกฝ่ายก็รีบส่งคนไปตรวจสอบบนภูเขาทั้งสองฝั่ง ไม่ช้าเว่ยฉางอันและเหรินเสี่ยวเทียนก็ลงมาจากเขาทั้งสองด้านมารวมกลุ่มกับเขาอีกครั้ง
พวกเขาดูผ่อนคลายดีไม่มีใครบาดเจ็บ
ทางฝั่งของเหรินเสี่ยวเทียนมีหุ่นแมงมุนต่อสู้ช่วยสนับสนุน สมาชิกกลุ่มต่อต้านแทบไม่ทันได้ตั้งตัวก็โดนจัดการหมด
ส่วนทางเว่ยฉางอันนั้นแม้จะยุ่งยากนิดหน่อยเพราะต้องผ่านทางภูเขา แต่ด้วยจำนวนคน อาวุธ และยุทโธปกรณ์ที่ได้เปรียบกว่าจึงไม่มีปัญหาอะไรในการจัดการ
เนื่องจากไม่สามารถให้รถไฟจอดขวางทางไว้นานได้ และสถานการณ์ในที่เกิดเหตุก็ชัดเจนแล้วไม่จำเป็นต้องสืบหาสาเหตุการตายอีก ใช้เวลาราวๆสามในสี่ชั่วยามก็สามารถเคลียร์ซากศพทั้งหมด ตรวจสอบตัวตนและตั๋วของทุกคนได้ครบจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงให้ผู้โดยสารกลับขึ้นรถอีกครั้ง
ลินเดนเบิร์กเดินมาหาเฉินชวนแล้วยื่นนามบัตรส่วนตัวออกมาด้วยสองมือพูดว่า
“ดูเหมือนว่าเราจะต้องแยกกันตรงนี้แล้ว นี่คือนามบัตรส่วนตัวของผม ถ้าคุณต้องการซื้อร่างแฝงชีวภาพของบริษัทป๋อหลุนในอนาคต เชิญติดต่อผมที่ศูนย์กลางเมืองได้เลย ผมสามารถจัดราคาที่ดีที่สุดให้คุณได้ บริษัทป๋อหลุนมีชื่อเสียงระดับโลกในด้านอุปกรณ์ฝังประสาทและระบบการรับรู้ทางประสาทสัมผัสครับ”
เขาเป็นคนฉลาด ตั้งแต่ต้นจนจบไม่เคยถามชื่อของเฉินชวนเลยเพียงแต่มอบนามบัตรให้เฉยๆ
เฉินชวนไม่ปฏิเสธยื่นมือรับไว้ เขาเองแม้จะยังไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้ แต่หากต้องไปยังศูนย์กลางเมืองก็ย่อมต้องข้องเกี่ยวกับบริษัทเหล่านี้อยู่ดี
แม้เขาเองไม่ใช้ แต่ก็อาจมีคนรู้จักที่ต้องใช้ก็ได้
เมื่อเห็นว่าผู้โดยสารกำลังกลับขึ้นขบวนรถอย่างหวาดกลัว ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ เฉินชวนจึงพูดกับพรรคพวกว่า
“ทุกคน ภารกิจของเราสิ้นสุดลงแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่เราจะกลับแล้ว”
ในเวลาเดียวกันเจ้าหน้าที่สายตรวจได้รายงานสถานการณ์ผ่านทางวิทยุไปยังต้นสังกัด กวานอวี้หมิงพอได้รับข่าวก็โล่งใจ แม้ตัวแทนบริษัทจะตายไปเกือบหมด แต่ผู้โดยสารส่วนใหญ่ยังรอด
เขารีบโทรไปยังกรมรายงานสถานการณ์ทันที หลังสายเชื่อมต่อเขาก็อธิบายเรื่องราวทั้งหมด พอพูดจบเขาก็ว่า
“ท่านผู้อำนวยการ ความจริงเราน่าจะช่วยผู้โดยสารพวกนั้นได้ก่อนที่รถไฟจะถูกหยุด”
เสียงจากปลายสายตอบกลับมาว่า
“ช่วยก่อนหน้านั้นงั้นเหรอ? แล้วจะช่วยให้ใครเห็น? พวกเรายินดีทำงาน แต่ไม่ใช่ทำเงียบๆให้ใครไม่รู้ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะบางคน เราต้องให้พวกเขาเห็นว่าการที่เรายอมทำอะไรแบบนี้ มันไม่ใช่ของตาย”
“ครั้งนี้ตัวแทนบริษัทพวกนั้นตายไปหลายคนเลยนะ”
“ก็เป็นบริษัทต่างประเทศไม่ใช่บริษัทของต้าซุ่น แล้วเกี่ยวอะไรกับเรา? ฉันเชิญพวกเขามาหรือไง? พวกนั้นตายไปเมืองหยางจือจะได้สงบสุขขึ้นด้วยซ้ำ!”
กวานอวี้หมิงพูดเสียงหนักแน่นว่า
“แต่พวกบริษัทเหล่านี้อาจไปกดดันทางการเมืองภายหลัง เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองหยางจือของเรา”
เสียงจากปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงมีนัยว่า
“ฉันคงอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ไม่นาน นายควรรู้ว่าผู้มีอำนาจข้างบนต้องการอะไรจริงๆ” พูดจบก็วางสายไป
ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่ง ขณะที่เฉินชวนจัดการเรื่องบนรถไฟเรียบร้อยแล้ว ผู้อำนวยการเหลยก็นำหน่วยสายตรวจจากกรมสอบสวนลัทธิลับเร่งตามบอลลูนลมนั้นไป
เพียงแต่ว่าบริเวณที่บอลลูนตกนั้นอยู่ในเขตภูเขา แม้จะดูใกล้แต่เส้นทางกลับกันเดินยาก บางช่วงเป็นเนินชันต้องอ้อมไปทางอื่นใช้เวลากว่าชั่วโมงกว่าจะไปถึงจุดตก
แต่ผลลัพธ์ที่เห็นก็ชัดเจน ตะกร้าของบอลลูนว่างเปล่า
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งถอดหมวกพูดหอบๆว่า
“ท่านครับ คนหนีไปแล้วแน่ครับ”
ผู้อำนวยการเหลยมองไปรอบๆอย่างครุ่นคิดแล้วพูดว่า
“ยังไม่แน่หรอก”
จากนั้นเขาหันไปสั่งเจ้าหน้าที่ด้านล่าง
“กลับไปแล้วส่งโทรเลข ขอให้สายตรวจช่วยตรวจสอบผู้โดยสารทุกคนที่ลงจากรถ ตรวจสอบตัวตนของแต่ละคนให้แน่ชัดที่สุด”
อีกด้านหนึ่งขบวนรถไฟที่ออกเดินทางใหม่หลังจากหยุดชั่วคราวได้สามในสี่ชั่วยามก็เข้าสู่สถานีรถไฟหยางจือในที่สุดรถก็หยุด ผู้โดยสารที่ยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่างก็หนีออกจากรถไฟอย่างลนลาน
ในหมู่คนกลุ่มนั้นมีชายหนุ่มผมยาวสะพายกระดานวาดภาพคนหนึ่งเดินออกมา เขาเดินไม่เร่งรีบตรงไปยังทางออก ในขณะที่คนอื่นลุกลี้ลุกลน แต่เขากลับดูสงบนิ่งจนเหมือนผิดแปลกไปจากคนทั่วไป
เมื่อเดินออกจากสถานีเขายืนอยู่ที่จัตุรัสมองไปยังแสงอาทิตย์ที่แยงตา แล้วค่อยๆยื่นมือขวาออกไปด้านข้าง
ไม่นานนักรถยนต์หรูคันหนึ่งก็ขับมาหยุดอยู่ข้างเขา
เขาเดินไปเปิดประตูรถแล้วนั่งลงเบาะหลัง
เมื่อประตูปิดคนขับหันมาถามว่า
“ท่านครับ นิทรรศการภาพวาดคราวนี้ราบรื่นหรือเปล่าครับ?”
ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงแฝงเสน่ห์นุ่มทุ้มว่า
“น่าเสียดาย นิทรรศการครั้งนี้เร่งเกินไปมีข้อบกพร่องเยอะ มันไม่ใช่งานที่ประสบความสำเร็จ ผมคิดว่าคงต้องหาที่ใหม่เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจแล้วล่ะ”
“ถ้างั้นจุดหมายต่อไปของเราคือ?”
ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย
“ไปที่ศูนย์กลางเมืองเถอะ ผมเชื่อว่าที่นั่นมีคนรอคอยสีสันใหม่ๆอยู่”
“รับทราบครับ เชิญนั่งให้สบายนะครับ”
ชายหนุ่มยิ้มอีกครั้งวางมือไว้บนขอบกระจกหน้าต่างรถแล้วโบกเบาๆไปทางด้านนอกราวกับกำลังโบกมือลาให้ใครบางคนที่มองไม่เห็น จากนั้นรถยนต์ก็เคลื่อนตัวออกจากจัตุรัสสถานีมุ่งหน้าไปทางถนนหลวงแห่งชาติ
(จบบท)