เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 210 การช่วยเหลือ

บทที่ 210 การช่วยเหลือ

บทที่ 210 การช่วยเหลือ 


เมื่อมาถึงในห้องเฉินชวนกวาดสายตามองโดยรอบ ที่นี่เป็นพื้นที่กว้างที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายเดิมทีควรจะเป็นที่วางโต๊ะทำงาน แต่กลับมีเตียงสองชั้นโครงเหล็กวางเรียงแทน แต่ละเตียงมีคนที่หมดสติอยู่

บนผนัง พื้น และเพดาน ล้วนเต็มไปด้วยลวดลายประหลาดน่าขนลุก ทั้งหมดมีอยู่สี่คนในห้องนี้พวกเขาไม่มีความหวาดกลัวที่เห็นเขาบุกเข้ามา มีแต่ความคลุ้มคลั่งที่ไม่อาจบรรยาย

หนึ่งในนั้นรีบหันปืนไปทางคนที่นอนอยู่บนเตียง ทว่ายังไม่ทันเหนี่ยวไก ก้อนหินเล็กๆ ก็พุ่งไปกระแทกข้อมือของเขาอย่างแม่นยำ เสียงดัง “เพียะ!” ข้อมือแตกกระจาย กระดูกโผล่ทะลุเนื้อ หนังหลุดลอก ปืนร่วงลงพื้น เขาร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

ขณะโยนหินเฉินชวนก็ก้าวไปข้างหน้า เขายื่นมือผลักศีรษะของชายคนหนึ่งที่พุ่งเข้ามาให้หงายไปด้านหลัง แล้วสะบัดมืออีกข้างชกสวนที่หน้าท้องของอีกคนหนึ่งอย่างแรง

เมื่อเขาก้าวผ่านสองคนนั้นร่างของทั้งคู่ก็ลอยกระเด็นไปตามแรง

คนหนึ่งพุ่งกระแทกผนังฝั่งตรงข้าม เสียงดังสนั่นก่อนจะนิ่งไป อีกคนกระแทกเพดานจนแตกร้าว แล้วตกลงมากระแทกพื้นพร้อมกับโคมไฟที่ร่วงลงมา นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง

คนสุดท้ายเพิ่งรู้สึกตัว แม้ใบหน้าจะตื่นตระหนก แต่ดวงตากลับคลุ้มคลั่งอย่างสุดขีด เขากำหมัดแน่น ตั้งใจจะพุ่งเข้าต่อสู้กับเฉินชวน แต่ยังไม่ทันก้าวไปไหน เฉินชวนก็ยื่นมือมาวางบนหน้าผากของเขาก่อนแล้ว

เสียง “โครม!” ดังขึ้น เขาถูกกดหัวกระแทกผนังจนตาเหลือกขาวล้มลงหมดสติ

ชายที่ข้อมือขาดแม้จะเจ็บจนเหงื่อท่วมหน้า แต่ก็ยังฝืนก้มตัวลงจะคว้าปืนใบหน้าเต็มไปด้วยความดุร้าย

แต่ทันทีที่มือเขาแตะปืน เท้าของเฉินชวนก็เหยียบลงมาเต็มแรง เสียงกระดูกแตก “กร๊อบ!” ปืนและมือของเขาถูกบดขยี้พร้อมกัน

เฉินชวนไม่รอให้เขาร้อง มือขวาตบเบาๆลงบนศีรษะของชายคนนั้น ร่างก็แน่นิ่งล้มฟุบลงทันที

เฉินชวนหันไปกวาดตามองอีกครั้ง พอแน่ใจว่าไม่มีใครแกล้งนอน เขาก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย จากนั้นก็เดินไปสำรวจผู้ที่หมดสติอยู่ และพบหมิ่นหลาน ใบหน้าซีดเผือด แก้มตอบลง หลับตาแน่น แต่ยังหายใจและร่างกายโดยรวมยังสมบูรณ์

หากไม่มีปัญหาอื่น ด้วยสมรรถภาพของนักสู้ เธอน่าจะฟื้นตัวได้เร็ว

เขาเดินไปที่ประตูจับลูกบิดหมุนเบาๆ เมื่อประตูเปิดออกเจ้าหน้าที่จากสถานีตำรวจและกรมตรวจสอบลัทธิลับที่เฝ้าอยู่ตรงบันไดก็ยกปืนขึ้นเล็งทันที แต่พอเห็นว่าเป็นเขาก็รีบลดปืนลง

เฉินชวนเดินออกมาช้าๆพยักหน้าให้พวกเขาแล้วหลีกทางให้ เจ้าหน้าที่ทั้งสองหน่วยก็กรูกันเข้าไปในห้องทันที ตามมาด้วยเสียงตะโกนจากด้านใน

“เจ้าหน้าที่พยาบาล รีบขึ้นมา!”

เมื่อเห็นสถานการณ์ควบคุมได้แล้ว เฉินชวนก็เดินลงจากตึกตั้งแต่เขาเข้าไปจนออกมา ใช้เวลาเพียงสามถึงสี่นาที เวลาที่นานที่สุดกลับกลายเป็นช่วงที่เดินลงบันได

เขาเดินกลับมานั่งที่รถของผู้อำนวยการเหลย

ผู้อำนวยการเหลยกล่าวว่า

“ดูท่าจะเรียบร้อยแล้วสินะ”

เฉินชวนพยักหน้า

ผู้อำนวยการเหลยกล่าวต่อ

“ภารกิจของเธอก็ถือว่าสิ้นสุด ฉันจะรายงานต่อฝ่ายปฏิบัติการ และบันทึกไว้ในแฟ้มประวัติของเธอ”

เฉินชวนกล่าวว่า

“คราวนี้ต้องขอบคุณผู้อำนวยการเหลยจริงๆครับ”

ผู้อำนวยการเหลยโบกมือเบาๆ

“เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของฉัน เธอไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก”

ทั้งสองนั่งรอสักพัก แล้วมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินมารายงานว่า

“ท่านครับ ทุกคนที่เกี่ยวข้องถูกควบคุมตัวหมดแล้ว เราเก็บภาพสถานที่และหลักฐานเรียบร้อย พร้อมปิดล้อมพื้นที่ คนเจ็บก็ถูกส่งไปรักษาแล้ว แต่มีบางคนที่อวัยวะภายในบางส่วนถูกตัดออกไปขายครับ”

ผู้อำนวยการเหลยหันมาอธิบายกับเฉินชวนว่า

“พวกพวกนั้นมองมนุษย์เป็นแค่ทรัพยากรที่จะรีดเค้นได้ นอกจากเอาไว้ถ่ายพลังแล้วพวกที่ใกล้ตายก็ยังเอาอวัยวะไปขายได้อีก”

เขาหันไปถามเจ้าหน้าที่อีกว่า

“พวกนั้นเป็นใคร?”

เจ้าหน้าที่ตอบว่า

“ก็แค่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนธรรมดา จากคำให้การมีนักสู้สามคนที่อวัยวะถูกจองซื้อไว้แล้ว แต่เพราะสถานการณ์เปลี่ยนกระทันหันจึงยังไม่ทันได้ตัดขาย”

ผู้อำนวยการเหลยกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า

“อวัยวะจากเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ของนักสู้จำเป็นต้องเก็บรักษาด้วยอุปกรณ์เฉพาะ อาจเป็นเพราะเหตุผลนี้พวกเขาจึงยังไม่ลงมือ”

เขาถามอีกว่า

“ได้ประสานกับสถานีตำรวจแล้วหรือยัง?”

เจ้าหน้าที่ตอบว่า

“เรียบร้อยแล้วครับ ทุกอย่างจัดการตามขั้นตอนแล้ว”

ผู้อำนวยการเหลยสั่งว่า

“ให้เหลือทีมหนึ่งเฝ้าสถานที่ไว้ ที่เหลือถอนกำลังกลับได้”

“ครับผม!”

กระจกรถค่อยๆปิดลงแล้วรถก็เคลื่อนตัวกลับไปตามเส้นทางเดิม

ผู้อำนวยการเหลยกล่าวว่า

“เพื่อนของเธอคงไม่เป็นอะไร”

เฉินชวนกล่าวว่า

“หวังว่าคนอื่นๆจะปลอดภัยเหมือนกันนะครับ”

น้ำเสียงของผู้อำนวยการเหลยฟังดูหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย

“ตราบใดที่ลัทธิลับเหล่านั้นยังคงอยู่ เรื่องแบบนี้ก็ไม่มีวันสิ้นสุด เราทำได้เพียงตรวจพบให้เร็วที่สุด และพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขมัน”

เฉินชวนครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วถาม

“ก่อนหน้านี้ผู้อำนวยการเหลยพูดว่าลัทธิแห่งชีวิตทำพิธีเพื่อถ่ายพลังปราณของคน ผมอยากรู้ว่าใครคือคนที่ได้รับพลังปราณพวกนั้น?”

ผู้อำนวยการเหลยตอบเสียงขรึม

“น่าจะเป็นพวกระดับสูงของลัทธิชั่วร้ายนี้ จากจำนวนคนที่ใช้ในพิธี ดูแล้วน่าจะมีแค่คนเดียวและคน ๆ นั้นอาจจะยังซ่อนตัวอยู่ในหยางจือ”

เฉินชวนกล่าวอย่างจริงจัง

“ถ้าต่อไปในการจับกุมมีส่วนไหนที่ต้องให้ผมช่วย โทรมาหาผมได้เลยครับ”

ผู้อำนวยการเหลยพยักหน้าแล้วเปลี่ยนเรื่องทันที

“เอาล่ะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว รู้รึยังว่า หลิวจั้นถูกโยกย้ายจากตำแหน่งเดิมและเพิ่งได้รับแต่งตั้งใหม่”

เฉินชวนอดถามไม่ได้

“เขาไปที่ไหนเหรอครับ?”

ผู้อำนวยการเหลยมองเขาแล้วค่อยๆพูด

“กรมต่างประเทศ เขายังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอยู่”

เฉินชวนไม่คาดคิดว่า หลิวจั้นจะวนกลับไปที่เดิมอีกครั้ง เขาคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า

“ผู้อำนวยการหลิวจัดการงานต่างประเทศได้ดีมาโดยตลอด ตำแหน่งนี้ถือว่าเหมาะกับเขาครับ”

ผู้อำนวยการเหลยพยักหน้าเห็นด้วย

“ใช่ ไม่มีใครในกรมบริหารจัดการเมืองที่รู้เรื่องต่างประเทศดีเท่าเขาแล้ว สุดท้ายก็เลยตัดสินใจให้เขากลับไปใช้ความสามารถที่ถนัด”

เฉินชวนยิ้มเล็กน้อย ตำแหน่งนี้ถือว่าเป็นตำแหน่งที่มั่นคงมาก พอได้นั่งแล้วสามารถอยู่ยาวจนเกษียณ เป็นตำแหน่งที่ใครหลายคนใฝ่ฝัน แต่สำหรับคนอย่างหลิวจั้นที่ชอบความท้าทายมันอาจกลายเป็นความทรมานก็ได้

จากนั้นผู้อำนวยการเหลยพูดว่า

“งานแต่งงานของฉันกับเฮ่อหนาน อย่าลืมมาร่วมด้วยล่ะ”

เฉินชวนรีบตอบ

“แน่นอนครับ ผู้อำนวยการเหลยกำหนดวันแน่นอนหรือยังครับ?”

“เดิมทีตั้งไว้เดือนตุลา แต่ดูเหมือนว่างานในกรมจะยังไม่จบดี เฮ่อหนานเองก็ยังลังเลอยู่ จริงๆแล้วฉันรู้จักเธอมานานแล้ว ปกติเธอเด็ดขาดมาก แต่พอเป็นเรื่องของตัวเองกลับลังเลอย่างไม่น่าเชื่อ”

เฉินชวนพูดว่า

“บางทีอาจเป็นเพราะเธอใส่ใจกับมันมากเกินไปก็ได้ครับ”

ผู้อำนวยการเหลยมองเขา

“ไม่คิดเลยว่าเธอจะพูดอะไรแบบนี้ได้ตอนอายุเท่านี้ แต่ที่พูดมาก็มีเหตุผลนะ...” เขามองไปข้างหน้า

“บางครั้ง เมื่อเราสนใจมากเกินไป มันก็ยากที่จะตัดสินใจได้เด็ดขาดจริงๆ”

รถเคลื่อนมาถึงหน้าสถาบัน หลังจากกล่าวลาเฉินชวนก็เดินกลับเข้าไปในสถาบัน

ในพริบตาอีกยี่สิบวันก็ผ่านไป หลังช่วงปลายเดือนกันยายน เมืองหยางจือก็เริ่มกลับสู่ความสงบ ข่าวสารในวิทยุก็เริ่มกลับมาเป็นเรื่องทั่วไป

วันที่ 27 กันยายน เฉินชวนได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่เฟิง เสียงของอีกฝ่ายฟังดูสบายๆ

“เฉินชวน ออกมาข้างนอกหน่อย เอาใบรับคำสั่งเรียกตัวติดมาด้วย”

เฉินชวนตอบรับแล้วหยิบใบเรียกตัวออกจากหอพัก เมื่อมาถึงหน้าประตูสถาบัน เขาเห็นรถของเจ้าหน้าที่เฟิงจอดรออยู่ คนก็นั่งอยู่ที่เบาะหลัง เขาเดินเข้าไปทักทายแล้วขึ้นรถทันที

ระหว่างที่รถเคลื่อนตัวเจ้าหน้าที่เฟิงถามว่า

“ใบสมัครที่เฉินเจินให้เขียนเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย?”

เฉินชวนตอบ

“เรียบร้อยแล้วครับ”

“เอามาดูหน่อย”

เฉินชวนหยิบใบสมัครจากกระเป๋าเสื้อส่งให้ สิ่งที่เขาขอส่วนใหญ่คือยา ซึ่งบางอย่างเขาได้สอบถามเฉิงจื่อทงไว้แล้วว่าเป็นยาเฉพาะที่รัฐบาลต้าซุ่นเท่านั้นที่สามารถจัดหาได้ และมีประโยชน์มากในการฝึกฝนทางสายการต่อสู้

นอกจากยาแล้วยังมีชุดเกราะระดับสูงหนึ่งชุด เมื่อได้ใบอนุญาตสวมเกราะแล้วเขาก็จะสามารถใช้มันได้ทันที

เจ้าหน้าที่เฟิงดูเอกสารแล้วพูดว่า

“ขอน้อยไปนะ ไม่ต้องประหยัดให้เฉินเจินหรอก ครั้งนี้เขาได้ส่วนแบ่งไม่น้อยเลย ดาบของนายเป็นของทำแบบโบราณใช่ไหม?”

เฉินชวนว่า

“ใช่ครับ เป็นของที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการตีดาบท่านหนึ่งมอบให้”

เจ้าหน้าที่เฟิงหยิบปากกาขึ้นมาเขียนเพิ่มยาบางรายการลงไปพลางพูดว่า

“เมื่อใช้ยาฝึกฝนก็สามารถใช้กับอาวุธต้องห้ามแบบโบราณพวกนี้ได้ด้วย ยาที่ฉันเพิ่มให้นี้ใช้สำหรับหล่อเลี้ยงและรักษาอาวุธโดยเฉพาะ ซึ่งมีแค่รัฐบาลต้าซุ่นเท่านั้นที่มี”

จากนั้นเขาก็เติมรหัสรุ่นให้กับชุดเกราะ แล้วส่งเอกสารคืนให้พร้อมกำชับว่า

“เจอเฉินเจินเมื่อไร ยื่นเอกสารนี้ให้เขาเลย”

เฉินชวนยิ้มรับแล้วพับเอกสารเก็บใส่กระเป๋าหน้าอก

รถขับเรื่อยๆจนมาถึงกรมใหญ่ของสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่สองข้างทางต่างยืนตรงทำความเคารพ เฉินชวนสังเกตว่าบรรยากาศรอบๆดูเป็นระเบียบกว่าเดิมมาก ต่างจากตอนก่อนที่ทุกอย่างเร่งรีบวุ่นวาย

เมื่อรถจอด ทั้งสองเดินเข้าไปด้านใน มุ่งหน้าไปยังห้องประชุมวางแผนที่เคยใช้มาก่อน เฉินเจินยืนอยู่คนเดียวในห้องราวกับรอพวกเขาอยู่

เฉินชวนเดินเข้าไปข้างหน้า วางใบเรียกตัวลงบนโต๊ะ เฉินเจินเหลือบมองแล้วถามว่า

“เอาใบสมัครมาด้วยใช่ไหม?”

เฉินชวนหยิบจากกระเป๋าหน้าอกแล้ววางไว้ข้างกัน

เฉินเจินหยิบขึ้นมาดู พอเห็นลายมือที่คุ้นเคยก็เงยหน้ามองเจ้าหน้าที่เฟิง ฝ่ายหลังมองกลับอย่างไม่หลบ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่หยิบปากกาขึ้นมาเขียนคำว่า “อนุมัติ” ลงไป แล้วก็เซ็นชื่อบนใบเรียกตัวด้วย

จากนั้นเขาก็หยิบตราประทับออกมาประทับลงบนเอกสารทั้งสอง แนะนำว่า

“ใบเรียกตัวฉันจะเก็บไว้ ส่วนนี้นายเก็บเอง”

เมื่อเฉินชวนรับไว้ เฉินเจินมองหน้าเขาพร้อมประกาศอย่างจริงจัง

“นักศึกษาเฉิน ภารกิจเรียกตัวของชาติในครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว จากนี้นายสามารถเคลื่อนไหวได้ตามอิสระ แต่จำไว้ว่าห้ามเปิดเผยรายละเอียดของภารกิจนี้กับคนนอก หากมีการเรียกใช้อีกครั้งโปรดเตรียมตัวให้พร้อม”

เจ้าหน้าที่เฟิงเสริมว่า

“โดยปกติจะมีช่วงพักประมาณหนึ่งปี เว้นแต่จะมีสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจะมีการชดเชยเพิ่มเติม เอาล่ะ ภารกิจสิ้นสุดแล้ว อย่าอยู่ต่อเลย ฉันจะพาไปเอาของที่คลังเก็บ”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 210 การช่วยเหลือ

คัดลอกลิงก์แล้ว