เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 206 ลาจาก

บทที่ 206 ลาจาก

บทที่ 206 ลาจาก 


หลังจากออกมาจากกองบัญชาการใหญ่ของสถานีตำรวจเขตเป่าฟง เฉินชวนยืนอยู่หน้าประตูขนาดใหญ่พลางครุ่นคิด ตั้งแต่ตัดสินใจเปิดศึกกับสมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เขาก็ไม่ได้กลับไปที่บริษัทเลย ไม่แม้แต่จะติดต่อผ่านโทรศัพท์ บริษัทอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก ตอนนี้ก็ควรไปดูสักหน่อย

เขาจำได้ว่าเหรินชู่กับกลุ่มเพื่อนที่เป็นลูกหลานของตระกูลมั่งคั่งนั้นมีการติดต่อค้าขายกับตระกูลผู้มีอำนาจอยู่บ้าง ในระดับหนึ่งก็ยังต้องพึ่งพาพวกนั้นอยู่ ทว่าในเมืองหยางจือแห่งนี้ใครจะทำธุรกิจยังไงก็เลี่ยงคนกลุ่มนั้นไม่พ้น

คนอย่างเหรินชู่ แท้จริงแล้วก็ไม่ได้รับความสำคัญจากครอบครัวมากนักจึงไม่ได้ถูกอบรมให้เป็นทายาทผู้สืบทอดกิจการ และก็ไม่ได้ถูกส่งเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอู่ยี่ สุดท้ายจึงเลือกออกมาตั้งบริษัทด้วยตัวเอง

เขาไม่แน่ใจนักว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะทำให้พวกเขาถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเปล่า

ขณะกำลังจะเดินต่อ เขาก็เห็นรถของสถานีตำรวจหลายคันขับออกมาจากกองบัญชาการใหญ่ รถคันหนึ่งลดกระจกลง มีคนยื่นหน้าออกมาทักทาย

“น้องเฉิน?”

เฉินชวนมองไปก็จำได้ว่าเป็นสวี่กุ้ย เจ้าหน้าที่ที่เจอที่สถานีหลังจากฝึกเสร็จเมื่อไม่กี่วันก่อน จึงตอบกลับไปว่า

“อ๋อ พี่สวี่นี่เอง”

“มาคนเดียวเหรอ? จะไปไหน ให้พี่ไปส่งไหม?”

เฉินชวนว่า

“พี่สวี่กำลังปฏิบัติหน้าที่ไม่ใช่เหรอครับ?”

สวี่กุ้ยว่า

“แค่ได้รับคำสั่งให้ไปตรวจค้นทรัพย์สินของบางคน พวกนั้นยังไงก็หนีไม่พ้น ไม่ต้องรีบขนาดนั้นหรอก”

เฉินชวนปฏิเสธอย่างสุภาพว่า

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณพี่สวี่ ผมเดินไปแค่ไม่กี่ก้าวเอง”

“งั้นก็ดี ฝากสวัสดีหัวหน้าให้พี่ด้วยนะ” สวี่กุ้ยก็ไม่ได้รั้งไว้ เพียงหันไปตะโกนอะไรบางอย่างกับเพื่อนร่วมรถก่อนจะหันกลับเข้าไป รถติดอาวุธคันนั้นขับออกไปพร้อมกลุ่มควันเล็กๆ

เฉินชวนเดินต่อมาอีกไม่กี่ช่วงตึกก็มาถึงบริเวณตึกสำนักงานของบริษัท เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเห็นเขาก็มาดีใจ เปิดประตูทันที

“คุณเฉิน ผู้จัดการเหรินก็อยู่ด้วยนะครับ?”

เฉินชวนประหลาดใจเล็กน้อย

“โอ้ อยู่เหรอ?”

“อยู่กันครบเลยครับ”

พอเขาเดินเข้าไปในตัวตึกก็เห็นเหรินชู่ออกจากลิฟต์มา เมื่อเห็นเขาก็ยิ้มดีใจรีบเดินเข้ามาหาอย่างตื่นเต้น

“คุณเฉิน คุณไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วจริงๆ” แล้วพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด

“ตอนเรารู้เรื่องของคุณ เราก็อยากจะออกไปช่วยนะ แต่พวกเราถูกครอบครัวสั่งห้ามหมดเลย”

เสี่ยวเจียงที่อยู่ข้างๆพูดขึ้นว่า

“พี่เฉิน พี่อาจไม่รู้ บ้านเราพอรู้ว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณก็สั่งให้เอาชื่อคุณออกจากบริษัททันที แล้วก็เตือนว่าห้ามยุ่งเกี่ยวกับคุณอีก”

“แต่ใครจะฟังล่ะ?”

“ใช่ ยังขู่จะตัดเงินสนับสนุนอีก บอกให้เราปิดบริษัทซะ หึ พวกเขาคิดว่าเราใช้เงินของพวกเขาหรือไง? บริษัทนี้เราเปิดกันด้วยเงินเก็บส่วนตัวกับทรัพย์สินที่ญาติผู้ใหญ่เคยให้มา ไม่ได้ขอซักนิด!”

“ผมว่า พี่เฉินทำได้ดีมากแล้วล่ะ ไอ้กลุ่มพวกนั้น วันๆเอาแต่ทำหยิ่ง ไม่เคยชายตาแลคนอื่น ผมนี่เห็นแล้วอยากอ้วก”

คนอื่นๆก็พากันเห็นด้วย เห็นได้ชัดว่าอดกลั้นมานาน สาเหตุหลักก็เพราะบรรดาญาติผู้ใหญ่ชอบเอาเว่ยจวิน เจียงเหวย เส้าซาวเปี้ย มาเปรียบเทียบกับพวกเขา พวกเขาเลยเบื่อหน่ายเต็มที

เฉินชวนมองดูสีหน้าท่าทางของทุกคน เห็นได้ชัดว่ายังไม่ได้รับผลกระทบอะไรในตอนนี้ แต่ต่อไปไม่แน่ เขาจึงเตือนว่า

“ระวังตัวไว้หน่อยนะ สถานการณ์ช่วงนี้เปลี่ยนแปลงเร็ว”

เหรินชู่พยักหน้าอย่างจริงจัง

“พวกเรารู้ครับ ขอบคุณ คุณเฉิน”

เฉินชวนรู้ดีว่าเรื่องธุรกิจอาจไม่ใช่สิ่งที่เหรินชู่เชี่ยวชาญนัก แต่ในเรื่องแบบนี้ที่ได้ยินได้ฟังอยู่บ่อยครั้งก็น่าจะเข้าใจสถานการณ์อยู่บ้าง

ใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว เขาจึงร่วมโต๊ะกับทุกคนที่บริษัทกินข้าวเย็นด้วยกัน จากนั้นก็กลับบ้านของน้าสาวโดยนั่งรถที่ขับโดยเสี่ยวเว่ยกลับไป

ตั้งแต่กลับมาบ้านก็ได้ยินเสียงรถลาดตระเวนของสถานีตำรวจวิ่งผ่านไปมาตลอดคืน

ตอนเช้าพอเขาตื่นมาเปิดวิทยุก็ได้ยินข่าวออกอากาศว่า กลุ่มตระกูลผู้มีอำนาจบางส่วนในเมืองหยางจือได้ร่วมมือกับบริษัทโม่หลานเข้ายึดแหล่งน้ำ พร้อมแพร่กระจายสารพิษเพื่อบีบบังคับประชาชนรอบเมืองให้ต่อต้านรัฐบาล

เมื่อได้ฟังข่าวนี้เขาจึงมั่นใจว่าเรื่องของบริษัทโม่หลานคงใกล้จะปิดฉากแล้ว

เชื่อว่านับจากวันนี้เป็นต้นไป บรรดาผู้ที่เคยมีเอี่ยวกับบริษัทโม่หลานก็คงจะถูกประณามอย่างหนัก เมืองหยางจือก็จะปิดฉากยุคเก่าลงและเปิดเข้าสู่ยุคใหม่

หลังจากออกไปฝึกหมัดมา พอกลับเข้าบ้านเสียงโทรศัพท์ในห้องนั่งเล่นก็ดังขึ้น เขาเดินไปหยิบขึ้นมา ได้ยินเสียงอาจารย์เฉิงจื่อทงดังมาอย่างอารมณ์ดี

“เสี่ยวชวน ได้ยินข่าวหรือยัง? บริษัทโม่หลานล้มแล้วนะ”

เฉินชวนว่า

“ครับอาจารย์ ผมรู้แล้ว ผมก็เพิ่งฟังจากวิทยุเมื่อเช้านี้”

เฉิงจื่อทงหัวเราะ

“อีกไม่กี่วันก็เปิดเทอมแล้วนะ เสี่ยวชวน เอกสารสมัครของนายฉันเตรียมให้เรียบร้อยแล้ว เปิดเทอมเมื่อไหร่ก็ไปยื่นขอสิทธิ์ไปเรียนต่อที่ศูนย์กลางเมืองได้เลย ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็คงจะผ่านเร็ว ๆนี้”

เฉินชวนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย กล่าวอย่างจริงใจ

“ขอบคุณครับ อาจารย์”

เฉิงจื่อทงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“นายนี่นะ เป็นคนที่สุภาพเกินไปจริงๆ ช่วงก่อนนายก็เครียดมากแล้วล่ะ ตอนนี้ก่อนเปิดเทอมยังมีเวลาอยู่ก็พักผ่อนให้เต็มที่ก่อน มีอะไรก็ค่อยคุยกันตอนเจอหน้าล่ะกัน”

หลังจากวางสาย เฉินชวนก็เดินออกจากห้องมายืนที่บันไดหน้าประตู มองขึ้นไปยังแสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดลงมา ใบไม้เขียวขจีข้างบ้านพลิ้วไหวตามแรงลมทำให้รู้สึกสงบอย่างที่หายาก

เขายื่นมือออกไปรับแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมา สัมผัสสายลมอ่อนๆแล้วค่อยๆกำหมัด

เสียงของน้าสาวดังมาจากในบ้าน

“เฉินเอ๋อร์ มากินข้าวแล้ว”

“กินข้าวแล้ว กินข้าวแล้ว” เสียงของลูกพี่ลูกน้องร้องตามมา

เฉินชวนตอบกลับไป

“ครับ ผมมาแล้ว”

จากในห้องยังได้ยินเสียงของเหนียนฟู่ลี่กับน้าสาวดังต่ออีก

“วันนี้ที่สถานียังมีงานอยู่ ฉันต้องออกแต่เช้า”

“รู้อยู่แล้วน่า อย่าลืม บุหรี่วันละมวน ห้ามสูบเกินนะ”

“โอ๊ย พูดทุกวัน หูฉันด้านหมดแล้ว”

“คุณจำไม่ได้ทุกที ฉันก็ต้องพูดซ้ำบ่อยหน่อยแหละ”

เฉินชวนยิ้มเล็กน้อยแล้วดึงมือกลับก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าห้องไป

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ เหนียนฟู่ลี่ก็ออกไปที่ทำงาน น้าสาวเองก็พาลูกๆออกไปข้างนอกทำให้เฉินชวนอยู่คนเดียวในบ้านใช้เวลานั่งอ่านหนังสืออย่างสบายใจ

จนใกล้เที่ยงเขาก็ได้ยินเสียงจากนอกบ้าน

“เสี่ยวชวน อยู่บ้านหรือเปล่า?”

เฉินชวนจำเสียงได้ว่าเป็นเจ้าของร้านขายของชำตรงหัวซอย แต่จริงๆแล้วฝ่ายนั้นก็เป็นครอบครัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจเหมือนกัน ลูกชายของเธอก็มักจะมาช่วยส่งของที่บ้านบ่อยๆ

เขาเดินออกจากห้อง เปิดประตูแล้วถามว่า

“ป้าอิว มีอะไรรึเปล่าครับ?”

ป้าอิวเป็นหญิงวัยกลางคนอายุราวห้าสิบ เธอบอกว่า

“เสี่ยวชวน เมื่อวานป้าเห็นเธอกลับมาก็เดาไว้ว่าต้องอยู่บ้าน วันนี้มีคนโทรมาหา ป้าถามว่าใคร เขาบอกว่าเป็นคนที่เคยเรียนฝึกกับเธอ ป้าก็แปลกใจนะ เธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอู่ยี่ แต่เสียงหมอนั่นฟังดูไม่เหมือนนักศึกษาเลย ก็เลยถามต่ออีก...”

เฉินชวนยังไม่รอให้พูดจบ ก็ยิ้มและพูดว่า

“ขอบคุณครับป้าอิว ผมรู้แล้วว่าใคร”

“รู้แล้วเหรอ? เออใช่ ป้าว่าแล้ว” ป้าอิวเหมือนยังอยากจะเล่าต่อแต่ก็หยุดปาก แล้วเดินไปด้วยกัน เขาถามต่อว่า

“ว่าแต่วันนี้น้าสาวเธออยู่บ้านหรือเปล่า? ลายถักเสื้อกันหนาวรอบก่อนสวยมากนะ ต้องให้เธอถักให้ป้าอีกตัว... แล้วหัวหน้าเหนียนวันนี้ออกไปเร็วกว่าปกติแฮะ...”

เฉินชวนตอบไปเรื่อยๆ ขณะเดินมาถึงหน้าร้าน เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

“ฮัลโหล ลู่เคอหรือเปล่า?”

เขาคาดไว้แล้วว่าคนโทรน่าจะเป็นลู่เคอ เพราะอวี๋กังเคยมีคดีติดตัวจึงไม่สามารถให้เบอร์บ้านของน้าสาวได้ เขาจึงเคยให้เบอร์ร้านชำหัวซอยไว้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น

และเสียงจากปลายสายก็คือของลู่เคอ

“ใช่ฉันเอง ว่างหรือเปล่า มาหาหน่อยได้ไหม อาจารย์อยากเจอ เจอกันที่เดิมนะ ที่บ้านแห่งนักสู้…”

ตอนนั้นเองเฉินชวนก็นึกถึงเรื่องที่เจ้าหน้าที่เฟิงพูดเมื่อวานเกี่ยวกับแก๊งเถี่ยเหลียนเขาจึงไม่ถามอะไรมากนักเพียงตอบกลับว่า

“ได้ เดี๋ยวผมไปตอนนี้เลย”

หลังวางสายเขาขอบคุณป้าอิวแล้วเดินกลับเข้าไปในลานบ้าน ลากจักรยานที่ไม่ได้ใช้มานานออกมาแล้วขี่มุ่งหน้าไปยังบ้านแห่งนักสู้

ตั้งแต่อวี๋กังเข้าร่วมแก๊งเถี่ยเหลียน ดูเหมือนว่าไม่อยากให้เขาเกี่ยวข้องด้วยจึงไม่ได้ติดต่อมาอีก เฉินชวนเคยไปหาหนึ่งครั้งแต่ก็ไม่เจอ ตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเวลาก็ผ่านไปประมาณหนึ่งปีแล้ว

ราวสิบห้านาทีต่อมาเขาก็มาถึงหัวซอยหน้าบ้านแห่งนักสู้ ลงจากจักรยานแล้วเดินเข้าไปเห็นลู่เคอนั่งอยู่บนยางรถเก่าๆเหมือนกำลังรอเขาอยู่ พอเห็นเขาก็ลุกขึ้นทันที แต่พอมองชัดๆก็ชะงักไปเล็กน้อย

ตลอดปีที่ผ่านมาเฉินชวนสูงขึ้นอีก และในฐานะนักสู้ระดับขีดจำกัดที่เคยโค่นนักสู้ระดับขีดจำกัดที่สามมาแล้วถึงสองคน ทำให้ทั้งพลังชีวิตและท่าทางต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง แวบแรกทำเอาลู่เคอแทบจำไม่ได้

เฉินชวนยิ้มทักทาย

“ไม่เจอกันนานเลยนะ”

พอเห็นรอยยิ้มที่คุ้นเคย ลู่เคอก็เดินเข้ามาหาแล้วตบมือกันเบาๆก่อนจะถอนหายใจเล็กน้อย “อาจารย์เขา...”

เฉินชวนมองไปทางตัวตึกแล้วถามว่า

“อาจารย์อวี๋เป็นอะไร?”

ลู่เคอกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง เฉินชวนก็ตามไปและก็เห็นอวี๋กังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้าซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายเดิมที่เคยกำยำก็ดูผอมแห้งลงไปมาก เหลือเพียงแขนข้างเดียว ขาและแขนอีกข้างหายไปหมด แถมผ้าพันแผลยังเปื้อนเลือดสดอยู่

เฉินชวนพูดด้วยความตกใจ

“อาจารย์อวี๋ นี่มัน...”

แต่อวี๋กังกลับพูดด้วยท่าทีสงบนิ่ง

“ไม่เป็นไร เมื่อคืนฉันไปร่วมกับคนของแก๊งเถี่ยเหลียน เพื่อสกัดบริษัทโม่หลาน พอรับปากช่วยแล้ว อีกฝ่ายก็ช่วยฉันแก้ปัญหา ฉันก็ต้องตอบแทน”

ลู่เคอพูดด้วยน้ำตาคลอว่า

“เมื่อคืนอาจารย์คลานกลับมาบ้านด้วยแขนข้างเดียว”

อวี๋กังส่ายหัว

“เทียบกับคนที่ตายคาที่ ฉันถือว่ายังโชคดี อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตอยู่” เขามองเฉินชวนอย่างพินิจ “เห็นชัดเลยว่า ปีนี้นายได้เรียนรู้อะไรจากมหาวิทยาลัยอู่ยี่มาเยอะ ดีมาก วันนี้เรียกนายมาคืออยากจะลาน่ะ”

ลู่เคอเสริม

“อาจารย์จะไปทำการผ่าตัดฝังร่างแฝงชีวภาพที่ศูนย์กลางเมือง วันนี้บ่ายก็จะเดินทางแล้ว”

เขาพูดต่อ

“ฉันสอบถามจากแก๊งเถี่ยเหลียนมาแล้ว ถ้าได้ร่างแฝงที่ดีจริงๆอาจารย์น่าจะกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้ แม้กระทั่งเรียกคืนพลังเหมือนเมื่อก่อนได้ด้วยซ้ำ”

อวี๋กังว่า

“อืม แก๊งเถี่ยเหลียนก็ถือว่ายังมีน้ำใจอยู่บ้าง ให้ค่าชดเชยกับเงินสำหรับชีวิตหลังเกษียณมาพอสมควร เพียงแต่ในเมืองหยางจือไม่มีเงื่อนไขด้านการแพทย์ ฉันเลยตัดสินใจไปศูนย์กลางเมือง เอ้านี่ เอาไป”

เขาหยิบสมุดเล่มหนึ่งแล้วยื่นออกมาเฉินชวนรีบไปรับไว้

“ฉันรู้ว่าลู่เคอสอนนายเรื่องการขว้าง แต่ก็เป็นแค่พื้นฐานเท่านั้น ในสมุดเล่มนี้มีวิธีการใช้แรงภายในกับการปลดปล่อยพลัง คิดว่านายคงเข้าใจไม่ยาก มันไม่ใช่เทคนิคสูงส่งอะไรหรอก ในยุคนี้จะบอกว่ามีค่าก็ได้ หรือไร้ค่าก็ใช่ เก็บไว้เป็นที่ระลึกก็แล้วกัน”

เฉินชวนรับไว้ด้วยความเคารพ

“ขอบคุณครับ อาจารย์อวี๋” แล้วกล่าวต่อ

“ถ้ามีอะไรให้ผมช่วย อย่าเกรงใจนะครับ”

อวี๋กังว่า

“ไม่ต้องหรอก”

ลู่เคอพูดต่อ

“เมื่อก่อนอาจารย์เคยมีศิษย์คนหนึ่งที่ปักหลักอยู่ในเขตล่างของศูนย์กลางเมือง เราติดต่อเธอไว้แล้ว เธอบอกว่าสามารถติดต่อกับหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องร่างแฝงได้ ไม่น่ามีปัญหา”

เฉินชวนครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วกล่าว

“ถ้าอย่างนั้น อาจารย์จะออกเดินทางกี่โมง ผมขอไปส่งด้วยนะครับ”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 206 ลาจาก

คัดลอกลิงก์แล้ว