- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 194 การเรียกระดมกำลังของรัฐ
บทที่ 194 การเรียกระดมกำลังของรัฐ
บทที่ 194 การเรียกระดมกำลังของรัฐ
เฉินชวนเดินออกมาจากด้านในก็ได้ยินเสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นจากด้านนอก ชัดเจนว่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอู่ยี่ที่อยู่ข้างนอกนั้นได้รับข่าวว่าเขาปลอดภัยดีแล้ว แม้จะไม่ใช่ข่าวที่ผู้พิพากษาในศาลประกาศออกมาโดยตรง แต่ผลลัพธ์กลับไม่ต่างกันเลย
เมื่อเขาเดินออกมาถึงชานชาลาด้านหน้าศาลตัดสิน นักศึกษาที่อยู่ข้างล่างก็สังเกตเห็นเขาทันที
“ออกมาแล้ว! ออกมาแล้ว!”
นักศึกษาด้านล่างต่างก็มีสีหน้าตื่นเต้น และกรูกันเข้ามาหาเขา
เฉินชวนมองดูเหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอู่ยี่ที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา พวกเขาไม่ได้มีจิตใจซับซ้อนอะไรเลย ทั้งหมดต่างมาอยู่ที่นี่ด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยไฟแรง แม้พวกเขายังเยาว์วัย แต่ล้วนมีจิตสำนึกผิดชอบชั่วดีอย่างแท้จริง
เขาเข้าใจการกระทำของเสิ่นเจิ้งดี อีกฝ่ายได้สร้างตัวอย่างขึ้นมา แม้ว่าสุดท้ายจะล้มเหลว แต่นั่นก็ทำให้ผู้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความเป็นไปได้ แม้มันจะริบหรี่เพียงใด แต่ตราบใดที่ยังมีคนลุกขึ้นมายืนและก้าวเดินต่อไป แม้จะสำเร็จเพียงครั้งเดียวนั่นก็ถือเป็นการเปิดเส้นทางแล้ว
แม้เฉินชวนจะไม่ได้เดินตามรอยของเสิ่นเจิ้งโดยตรง แต่เขาก็เดินไปในเส้นทางนั้นด้วยวิธีของตัวเอง
และวิธีนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากเขาคนเดียว แต่เกิดจากความช่วยเหลือของผู้คนมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นยังอาศัยแรงผลักดันจากสถานการณ์โดยรวม แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสนั้น กลายเป็นยอดคลื่นที่สูงที่สุด แรงที่สุด พุ่งเข้าชนเขื่อนใหญ่ที่ขวางกั้นอยู่ข้างหน้าให้พังทลายลง!
เขามองดูเพื่อนร่วมสถาบันเหล่านี้ แต่ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงยกมือขึ้น กำหมัดคำนับพวกเขาอย่างเงียบงัน
นักศึกษาที่อยู่ข้างล่างพากันชะงักไปชั่วขณะ แต่ไม่นานนักก็ตื่นเต้นขึ้นมาและต่างก็ยกมือขึ้นกำหมัดคำนับตอบเขาอย่างพร้อมเพรียง
เฉินชวนลดมือลงแล้วเดินลงมาจากชานชาลาด้านบน บรรดานักศึกษาต่างก็หลีกทางให้เขาโดยอัตโนมัติก่อนจะขึ้นรถ เขาหันกลับไปมองทุกคนแล้วยิ้มบางๆ
“เพื่อนๆทุกคน ไว้เจอกันอีกทีเทอมหน้า” จากนั้นจึงก้าวขึ้นรถยนต์
“รุ่นพี่! เจอกันเทอมหน้า!”
“รุ่นน้องเฉิน! เจอกันเทอมหน้า!”
“เจอกันเทอมหน้า!”
เสียงตอบรับดังก้องไปทั่วจัตุรัส พวกเขาไม่ได้ทักทายเฉินชวนเพียงลำพัง แต่ยังเป็นการให้กำลังใจกันเองและตั้งตารอคอยเทอมใหม่ด้วยความหวัง
หลูฟางที่ยืนมองภาพนี้จากที่ไกลๆรู้สึกตื้นตันจนขอบตาร้อนผ่าว ถ้ารุ่นพี่ของเขาได้อยู่ที่นี่ด้วยก็คงดีไม่น้อย เขาหันไปพูดกับสมาชิกของสมาคมเฟิ่นซินว่า
“เพื่อนๆต่อไปนี้ สมาคมเฟิ่นซินฝากไว้กับพวกเธอแล้วนะ”
“รุ่นพี่วางใจเถอะ สมาคมนี้เป็นสิ่งที่รุ่นพี่สร้างขึ้น พวกเราจะรักษาเอาไว้ให้ดีแน่นอน”
หลูฟางยิ้ม
“ฉันวางใจมากอยู่แล้ว”
ด้านไท่ตงเหว่ยที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ พึมพำว่า
“พวกนายว่า...เรายังจะต้องไปสอบใบอนุญาตป้องกันตัวแบบไร้ขีดจำกัดอยู่อีกไหม?”
เติ้งฟู่มองเขาเหมือนกำลังมองคนบ้า
“ก็สอบสิ ทำไมจะไม่สอบ? สมัครไปแล้ว จะไม่ไปสอบทำไม? ตอนนี้ก็ไม่มีใครบอกว่าแกจะสอบตกนี่ ไม่เอาก็บ้าแล้ว”
ไท่ตงเหว่ยเงยหน้าขึ้นทันที
“พรุ่งนี้สอบแล้ว พวกเรานั่งรถไปวันนี้ก็น่าจะยังทัน!”
เติ้งฟู่พูดเสริมว่า
“ใช่ๆเพราะงั้นอย่าเสียเวลาอยู่ตรงนี้ ไปกันเลยเถอะ” เขาเพิ่งจะเดินได้ไม่กี่ก้าวก็มีเสียงเรียกมาจากด้านหลัง
“เฮียเติ้ง!”
เติ้งฟู่หันกลับไป เห็นเกิ่งเจิ้งกำลังมองเขาอยู่ ก็ถามอย่างงุนงง
“มีอะไรเหรอ?”
เกิ่งเจิ้งพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เฮียเติ้ง พี่พูดถูกเลย ขอแค่เรายังมีชีวิตอยู่ อยู่ได้นานพอ ยังไงซะก็มีโอกาสได้เจอทุกสิ่ง”
เติ้งฟู่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะลั่น
“ดูเหมือนคำพูดฉันจะศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันนะเนี่ย” จากนั้นเขาก็ถอนหายใจเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“พวกนายว่า ถ้าเกิดว่า...”
ไท่ตงเหว่ยสะดุ้ง เกิ่งเจิ้งก็ตกใจ ไม่ได้นัดหมายแต่ก็พุ่งเข้ามาห้ามเขาพร้อมกัน
“เฮียเติ้ง อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย ไว้สอบเสร็จค่อยว่ากันนะ ได้ไหม?”
เติ้งฟู่มองทั้งสองคนที่กำลังจับแขนตัวเองไว้ แถมยังทำหน้ากังวลสุดๆก็ได้แต่ส่ายหัวแล้วพูด
“ได้ๆไม่พูดก็ได้ ฉันแค่จะพูดว่า...”
“อย่าพูด!”
หลังจากเฉินชวนนั่งรถของเกาหมิงก็กลับมาที่บ้านของน้าสาวทันที เขาเพิ่งเดินเข้าไปในลานบ้าน อวี้หว่านก็วิ่งเข้ามาดึงตัวเขาไว้แล้วมองขึ้นๆลงๆอย่างละเอียด พอเห็นว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เฉินชวนพูดว่า
“น้าครับ ผมทำให้เป็นห่วงแล้ว”
อวี้หว่านพูดด้วยท่าทีที่ดูเหมือนไม่ใส่ใจว่า
“จะมีอะไรให้ต้องห่วงล่ะ อย่ามองข้ามน้าของเธอเชียวนะ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาน้าทำงานตอนกลางคืนอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็หายไปหลายวัน น้าชินกับเรื่องพวกนี้มานานแล้วล่ะ”
เฉินชวนยิ้มบางๆแล้วพูดว่า
“น้าครับ ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะดูแลตัวเองให้ดี”
“พี่กลับมาแล้ว! พี่กลับมาแล้ว!” สองพี่น้องลูกพี่ลูกน้องของเขาพากันปรบมือด้วยความดีใจ
เฉินชวนยิ้มเล็กน้อย เขาหยิบลูกกวาดที่ซื้อมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วโยนไปให้ สองเจ้าตัวเล็กรีบกระโดดคว้าไว้ด้วยความตื่นเต้นก่อนจะแกะเปลือกและกินอย่างสนุกสนาน
หลังจากปลอบอวี้หว่านอยู่สองสามคำเฉินชวนก็เปิดวิทยุ ที่นั่นกำลังรายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ในศาลตัดสินในวันนี้ รายงานข่าวกล่าวถึงเรื่องที่เหล่าทายาทตระกูลใหญ่พยายามวางแผนทำร้ายนักศึกษามหาวิทยาลัยอู่ยี่และครอบครัวของพวกเขาก็พยายามใช้กลเม็ดต่างๆปิดบังความผิดพร้อมทั้งใส่ร้ายฝ่ายนักศึกษา แต่ก็ถูกสถานีตำรวจจับตัวไปสอบสวนแล้ว
รายงานข่าวนี้ชัดเจนว่ากระแสสังคมที่เคยถูกควบคุมโดยกลุ่มอำนาจได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด เสียงโทรศัพท์ในห้องรับแขกก็ดังขึ้น เสียงน้าสาวตะโกนมา
“เฉินเอ๋อร์ โทรศัพท์ของเธอน่ะ”
เฉินชวนเดินออกมารับสาย
“สวัสดีครับ ผมเฉินชวน”
“นักศึกษาเฉินชวน” เสียงเข้มที่ฟังดูคุ้นหูดังมาจากปลายสาย
“โปรดพกใบอนุญาตป้องกันตัวแบบไร้ขีดจำกัดของคุณแล้วออกมาที่ปากซอย”
เฉินชวนรู้สึกสะกิดใจบางอย่าง เขาวางสายแล้วบอกลาน้าสาวก่อนจะเดินออกจากลานบ้าน เมื่อมาถึงปากซอยก็เห็นรถยนต์หรูคันเดิมจอดอยู่ รอบๆมีชายในเสื้อโค้ทสีดำยืนอยู่หลายคน บางคนเขาเคยเห็นมาก่อนทั้งที่นี่และบริเวณขอบทะเลทราย
ชายคนหนึ่งเปิดประตูรถให้เขาแล้วกล่าวว่า
“นักศึกษาเฉิน โปรดขึ้นรถครับ”
เฉินชวนกล่าวขอบคุณแล้วก้าวขึ้นไป ทันทีที่เข้าไปในรถก็เห็นข้าราชการเฉพาะกิจ "เฉินเจิน" นั่งอยู่ที่เบาะหลัง เขาจึงพยักหน้าทักทาย
“ท่านเฉินเจินครับ”
เฉินเจินพยักหน้ารับ หลังจากเฉินชวนนั่งลงและประตูรถปิดสนิท เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“นักศึกษาเฉินชวน ตอนที่เธอได้รับใบอนุญาตป้องกันตัวแบบไร้ขีดจำกัด ฉันก็พูดไว้แล้วว่าการได้ใบอนุญาตนี้เท่ากับว่าเธอเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายไปแล้วครึ่งหนึ่ง
เมื่อมีอำนาจก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ และตอนนี้ฉันในฐานะผู้แทนพิเศษจากสำนักงานบริหารแห่งรัฐสาธารณรัฐต้าซุ่น ขอสั่งการให้เธอเข้าร่วมการระดมพลของรัฐ แล้วคำตอบของเธอคืออะไร?”
เฉินชวนเงยหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“ผมพร้อมรับคำสั่งครับ”
เฉินเจินไม่มีสีหน้าใดๆ แต่อาการในแววตากลับบ่งบอกถึงความพึงพอใจ เขากล่าวว่า
“งั้นก็ขอให้เธอรอคำสั่งอย่างพร้อมเพรียรตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”
เฉินชวนพยักหน้าก่อนจะถามต่อว่า
“ขอเรียนถามท่านเฉินเจิน ผมสามารถทราบเป้าหมายของภารกิจได้หรือไม่ครับ?”
เฉินเจินยื่นมือออกมา ทันใดนั้นก็มีคนส่งเอกสารมาให้หนึ่งชุด ด้านบนประทับตราของสำนักงานบริหารแห่งรัฐสาธารณรัฐต้าซุ่น และมีคำว่า "การระดมพลของรัฐ" ชัดเจน เมื่อเฉินชวนรับมา เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“ภารกิจครั้งนี้เธอน่าจะเดาออกแล้ว เป้าหมายคือการปราบปรามบริษัทโม่หลาน
สำนักงานใหญ่ของบริษัทโม่หลานอยู่ที่ศูนย์กลางเมือง แต่ไม่ต้องห่วง ที่นั่นมีคนจัดการแล้วและตอนนี้มันก็เป็นเพียงเปลือกเปล่าไปแล้ว เพราะเมื่อสองปีก่อนบริษัทโม่หลานได้ลอบขนย้ายอุปกรณ์วิจัยร่างแฝงชีวภาพหลักและข้อมูลเทคนิคที่สำคัญไปยังสาขาแห่งหนึ่งแล้ว”
เฉินชวนถามว่า
“ที่เมืองหยางจือนี่มีอะไรที่เทียบกับศูนย์กลางเมืองได้งั้นหรือครับ?”
“มี”
เฉินเจินพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“น้ำของเมืองหยางจือมีความพิเศษบางอย่าง ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวิจัยร่างแฝงชีวภาพของบริษัทโม่หลาน ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามอย่างมากที่จะควบคุมแหล่งน้ำของเมืองนี้ และหากจำเป็น...พวกเขาสามารถปล่อยพิษพิเศษชนิดหนึ่งลงในแหล่งน้ำเพื่อใช้ขู่บีบชีวิตประชาชนในเมืองหยางจือ รวมถึงอำเภอและเมืองใกล้เคียงนับสิบล้านคน!”
สายตาเฉินชวนพลันแข็งกร้าวขึ้นมา
เฉินเจินกล่าวด้วยท่าทีน่าเกรงขาม
“จุดนี้ถือเป็นเส้นแบ่งเขตที่ห้ามละเมิดโดยเด็ดขาด หากพวกเขาก้าวข้ามมาแม้แต่น้อยก็ไม่อาจยอมรับได้ แต่ด้วยวิธีการติดสินบน แทรกแซง และบ่อนทำลายตลอดสองปีที่ผ่านมา พวกเขาก็สามารถเข้าควบคุมช่องทางน้ำบางส่วนได้แล้วหลายสาย เรื่องนี้ทำให้พวกเราไม่สามารถปล่อยให้พวกเขาลอยนวลได้อีกต่อไป”
เฉินชวนพยักหน้าและในตอนนั้นเองเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขา หานซู บ้านอยู่ในกรมจัดการน้ำ และต่อมาก็เข้าไปทำงานฝึกงานกับบริษัทโม่หลาน ซึ่งดูท่าจะเป็นช่วงที่บริษัทเริ่มวางแผนดำเนินการแล้ว
แต่ถ้าหากพวกเขาควบคุมแหล่งน้ำได้จริงก็เท่ากับสามารถบีบจุดอ่อนไว้ได้อย่างแท้จริง ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐต้าซุ่นไม่มีทางปล่อยให้ประชาชนกว่าหลายสิบล้านคนถูกควบคุมหรือขู่บีบโดยบริษัทโม่หลานแน่นอน
กระนั้นเฉินชวนก็รู้สึกว่าเฉินเจินไม่ได้พูดความจริงทั้งหมดออกมา เพราะเห็นได้ชัดว่ามีร่องรอยของบริษัทอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่แค่โครงการคูส่งน้ำเทียนชวี่เจ้าเดียว ถ้ามันเป็นเพียงปัญหาที่รัฐบาลกังวล บริษัทอื่นก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามาเกี่ยวข้องแน่ ต้องมีอะไรบางอย่างมากกว่านั้น
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่เอ่ยถึง เขาเองก็ไม่จำเป็นต้องถามออกไป เพราะบางอย่างอาจเป็นเรื่องลับระดับประเทศ
เฉินเจินพยักหน้าให้ผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างๆส่งกระเป๋าเอกสารมาให้เฉินชวน
“ข้างในนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับกองกำลังติดอาวุธของบริษัทโม่หลาน เธอเอาไปศึกษาให้ละเอียด”
เฉินชวนยื่นมือไปรับไว้แล้วเฉินเจินก็ถามขึ้นมาอีก
“ถ้าบัตรแนะนำตัวของเธอยังใช้งานได้อยู่ เธอจะใช้มันหรือเปล่า?”
เฉินชวนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคงว่า
“ไม่ใช้ครับ”
เฉินเจินมองเขาแล้วถามกลับ
“เหรอ? ทำไมล่ะ? ไปทำงานกับบริษัทเหล่านั้นไม่ดีหรือไง? หรือไปเป็นนักศึกษาที่ได้รับการแนะนำตัวก็ดีเหมือนกันนะ มีบัตรนี้จุดเริ่มต้นของเธอก็สูงกว่าคนอื่นมากแล้ว”
เฉินชวนตอบอย่างตรงไปตรงมา
“เพราะไม่ว่าจะเป็นการเข้าทำงานในฐานะผู้บริหาร หรือเป็นนักศึกษาที่ได้รับการแนะนำ มันไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินได้ด้วยบัตรใบเดียว แต่มันขึ้นอยู่กับทรัพยากรเบื้องหลังและฐานะของครอบครัวก่อนถึงจะได้บัตรนี้มา ไม่ใช่ในทางกลับกัน แต่ผมไม่มีอะไรเหล่านั้นตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นทางเลือกของผมมันชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วครับ”
เฉินเจินจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆแล้วพูดว่า
“นักศึกษาเฉิน เธอกลับไปได้แล้ว รอฟังคำสั่งจากฉัน”
ประตูรถข้างๆเปิดออกอีกครั้ง เฉินชวนพยักหน้าให้เขา จากนั้นจึงลงจากรถแล้วถือกระเป๋าเอกสารเดินตรงเข้าสู่ตรอกฝั่งตรงข้าม
เฉินเจินมองแผ่นหลังอันตรงแน่วของเขาผ่านกระจกหน้าต่างจนร่างของเขาค่อยๆหายลับไป ผู้ช่วยข้างตัวถามขึ้นว่า
“ท่านเฉินเจิน เขาเชื่อถือได้หรือเปล่าครับ?”
เฉินเจินพูดว่า
“สำคัญหรือ? ตอนนี้เขาตอบรับการเรียกระดมของรัฐไปแล้วก็เท่ากับกลายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไปแล้ว ขอแค่เขาเชื่อฟังและปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศเท่านั้นก็พอแล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปสนว่าในใจเขาคิดอะไร ขอแค่ดูที่การกระทำของเขาก็พอ ยิ่งไปกว่านั้นคำพูดของเขาเมื่อครู่ก็ตรงไปตรงมาดีมาก ดีกว่าพวกที่ปากบอกว่ารักชาติแต่ถึงเวลาจริงกลับผลักงานให้คนอื่นมากนัก กลับกันเถอะ วันนี้ยังมีงานอีกเยอะรออยู่”
“ครับ!”
บรรดาคนที่อยู่ด้านนอกต่างก็แยกย้ายกันขึ้นรถ และขบวนรถก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากถนนสายนี้ ไปรวมกับรถที่จอดรออยู่ตรงปากทางก่อนจะเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังสำนักงานบริหารเมือง
(จบบท)