- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 190 การไต่สวน
บทที่ 190 การไต่สวน
บทที่ 190 การไต่สวน
เวลาแปดโมงเช้าของวันถัดมา ขบวนรถลาดตระเวนติดอาวุธแล่นนำหน้า ก่อนที่ขบวนรถทั้งหมดจะออกจากสำนักงานใหญ่ของกองตำรวจ มุ่งหน้าสู่ศาลไต่สวนของเมืองหยางจือ
เหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอู่ยี่ได้รับข่าวล่วงหน้าต่างก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้อย่างมาก จึงพากันมารวมตัวที่หน้าอาคารศาลไต่สวน ซึ่งตั้งอยู่บนถนนชั่งหลิ่นทางตอนใต้ของเมืองตั้งแต่เช้าตรู่
ในหมู่คนเหล่านี้ไม่เพียงมีนักศึกษาใหม่ แต่ยังมีศิษย์เก่าที่จบการศึกษาไปหลายปี พวกเขาทั้งหมดต่างสวมเครื่องแบบทางการของนักศึกษามหาวิทยาลัยอู่ยี่ ยืนเรียงรายเงียบสงบบนลานกว้างหน้าอาคารศาล มองจากระยะไกลจะเห็นเป็นแถบดำหนาทึบ บรรยากาศเคร่งขรึมและพลังแฝงจากเหล่านักสู้ที่แผ่ออกมาทำให้ผู้คนรู้สึกกดดันอย่างยิ่ง
ภาพเช่นนี้ดึงดูดให้ประชาชนทั่วไปจำนวนมากมายืนมุงดูอยู่รอบ ๆ แม้จะไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ก็มองดูอยู่ห่างๆ ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกรมตำรวจนั้นได้มาถึงก่อนหน้าแล้ว พวกเขาขึงเชือกกั้นแนว พร้อมจัดเวรยามประจำการทุกๆหลายเมตรตลอดสองข้างทางไปจนถึงสุดถนน
เวลาแปดโมงสิบห้า ขณะที่ดวงอาทิตย์ส่องแสงเต็มที่ ขบวนรถของกรมตำรวจก็มาถึงหน้าอาคารศาล
รถหุ้มเกราะคันหนึ่งหยุดนิ่งลงจากนั้นประตูก็เปิดออก เฉินชวนก้าวลงจากรถ เขายังคงสวมชุดเครื่องแบบทางการเหมือนเดิม แต่คราวนี้ไม่ได้พกดาบเสวี่ยจวินมาด้วย
แม้เขาจะมีใบอนุญาตพกอาวุธ และตามกฎแล้วสามารถพกได้ในทุกสถานที่ยกเว้นหน่วยงานรัฐ แต่ด้วยชื่อเสียงของเขาที่กระจายไปทั่วในขณะนี้เขาจึงเลือกไม่ยั่วยุผู้คนให้มากเกินไป
เขามองไปยังอาคารศาลที่อยู่เบื้องหน้า ภายใต้แสงอาทิตย์ อาคารหลังนี้ดูสง่างามและทรงอำนาจ ทว่าคดีนี้เกี่ยวพันกับบุคคลและกลุ่มอิทธิพลมากมาย จนเกือบครอบคลุมชนชั้นปกครองของทั้งเมืองหยางจือ ศาลไต่สวนจึงแทบไม่มีอำนาจชี้ขาดใดๆ
หน้าที่หลักของที่นี่คือจัดเตรียมสถานที่ ทำหน้าที่เป็นผู้รับฟังและเป็นผู้ประกาศผลอย่างเป็นทางการตามกระบวนการของกฎหมายเท่านั้น
เขาหันไปเห็นกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยอู่ยี่ที่มารวมตัวกันโดยสมัครใจอยู่บนลานกว้าง ในตอนนั้นเอง ผู้ช่วยที่กวนอวี้หมิงส่งมาพูดขึ้นว่า
“คุณเฉิน เชิญทางนี้ครับ”
เฉินชวนพยักหน้าแล้วก้าวขึ้นบันไดไปพร้อมกับกลุ่มเจ้าหน้าที่คุ้มกันจากกรมตำรวจ เขาเดินเข้าสู่โถงด้านหน้าของอาคารศาลส่องกระจกเพื่อจัดชุดให้เรียบร้อยแล้วจึงเดินต่อเข้าไปยังห้องพิจารณาคดี
ในขณะเดียวกัน ณ อาคารแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล เจ้าหน้าที่สื่อสารคนหนึ่งกำลังส่งโทรเลขไปยังที่หมายแห่งหนึ่ง เมื่อส่งถึงปลายทาง เจ้าหน้าที่รับข่าวได้ถอดรหัสและส่งมอบไปยัง “เจ้าหน้าที่เฉพาะกิจเฉา” ซึ่งนั่งรออยู่ เขาอ่านเอกสารแล้วพูดว่า
“รับทราบ ติดตามสถานการณ์ต่อไป”
“ครับ!”
เขาเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์ภายนอกกำลังถอยหลังอย่างรวดเร็ว ขบวนรถที่เขานั่งอยู่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหยางจือบนถนนหลวงแห่งชาติ
ภายในศาลเมื่อเฉินชวนเข้าสู่ห้องไต่สวน เขาเดินขึ้นทางลาดผ่านที่นั่งของผู้ชม มุ่งหน้าไปยังด้านหน้า ที่ทั้งสองฝั่งของห้องมีผู้คนมากมายจับจองที่นั่งไว้แล้ว สายตาที่พวกเขามองมาล้วนเต็มไปด้วยความเป็นศัตรู ความรังเกียจ และความเกลียดชัง บางคนยังมีแววระแวดระวังและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
ตามที่เกาหมิงเคยบอกไว้ การไต่สวนครั้งนี้จะมีทั้งครอบครัวของนักศึกษา 37 คนที่เสียชีวิต สมาชิกสภาจากสำนักงานบริหาร คณะกรรมการบริหารของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐมาร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิและมีชื่อเสียงในสังคมซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีมานั่งฟังในฐานะผู้สังเกตการณ์
บริเวณใจกลางของห้องศาลไต่สวนมี “ผู้พิพากษา” นั่งอยู่ เขาสวมชุดสีดำแดงของศาลไต่สวน ผมหวีเรียบสวย สวมแว่นเลนส์กลมที่ห้อยด้วยเชือกไหมทองดูภูมิฐานและสุขุม
เฉินชวนเดินไปยืนตรงตำแหน่งของผู้ถูกร้อง ซึ่งอยู่ด้านขวามือของผู้พิพากษา ตำแหน่งนี้อยู่สูงกว่าเล็กน้อย รอบตัวค่อนข้างว่างเปล่า เว้นระยะห่างจากผู้ฟังคนอื่นอย่างชัดเจน แต่ก็สามารถมองเห็นผู้ร่วมเข้าฟังเกือบทั้งหมดได้
สายตาของเขากวาดมองไปรอบห้องจนพบว่า “ผู้อำนวยการเหลย” และ “หัวหน้ากวน” ก็อยู่ที่นี่ด้วย พร้อมทั้ง “เปียนเฟิง” และ “เย่วหง” อาจารย์จากมหาวิทยาลัยอู่ยี่ นั่งรวมกลุ่มกับชายอีกไม่กี่คนที่ดูเคร่งขรึมและเปี่ยมพลังอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษ
เพราะการไต่สวนวันนี้มีแต่บุคคลสำคัญและผู้นำในเมืองหยางจือมาร่วมกันครบถ้วน ทุกขั้นตอนจึงถูกย่นย่อให้กระชับขึ้น ผู้พิพากษารอจนผู้ร่วมทั้งหมดมาถึง จากนั้นจึงหยิบค้อนทองเหลืองเล็กๆขึ้นมาเคาะลงบนฐานใต้รูปหล่อสัตว์เทพ “แหะไจ้”(มีรูปลักษณ์คล้ายแพะหรือวัว มีเขาเดียว มักใช้เป็น สัญลักษณ์ของความยุติธรรม) เสียงดัง “ตึง” ดังกังวานไปทั่วทั้งห้อง
เมื่อสายตาทุกคู่หันมามองเขาก็กล่าวขึ้นว่า
“ศาลแห่งนี้จะทำการไต่สวนคดีโรงงานเก่าลี่อันในวันนี้ ขอให้คู่ความทั้งสองฝ่ายเริ่มแถลงเปิดคดี”
ก่อนหน้านี้กรมตำรวจและกรมตรวจสอบลัทธิลับได้ส่งเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่รวบรวมมาแล้ว ซึ่งในครั้งนี้หลักฐานถือว่าครบถ้วนแน่นหนา โดยเฉพาะกรณีที่ “ถานหวัง” ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้สามารถให้คำให้การและเป็นพยานได้หลายจุด
นี่คือประโยชน์ของการควบคุมพื้นที่เกิดเหตุได้ตั้งแต่แรก เอกสารและหลักฐานต่างๆจึงครบถ้วนละเอียดจนยากที่จะปฏิเสธข้อกล่าวหาใดๆ
ทางฝั่งตระกูลผู้มีอำนาจก็ทราบเรื่องดี พวกเขาเตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว และได้ตกลงกันว่าหากไม่สามารถลบล้างข้อหาได้ทั้งหมดก็จะโยนบางคนที่ไม่สำคัญนักออกไปเป็นแพะรับบาป แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องปั้นภาพให้ลูกหลานของพวกเขาที่อยู่ในเหตุการณ์กลายเป็น “ผู้ถูกหลอกใช้”
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน พวกเขาอาจสามารถบิดเบือนคดีจนกลายเป็นว่าเฉินชวนต่างหากที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับลัทธิลับ เปลี่ยนผู้กระทำผิดให้กลายเป็นผู้เคราะห์ร้าย
ตัวแทนของฝ่ายผู้ฟ้องและฝ่ายจำเลยขึ้นกล่าวเปิดคดีต่อหน้าศาลโดยลำดับ แต่ทั้งสองฝ่ายไม่ใช่นักกฎหมายมืออาชีพ หากเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลไต่สวนที่ทำหน้าที่อ่านคำแถลงเปิดคดีตามพิธี ไม่ใช่การแย้งหรือโต้เถียงกันในศาล
ผู้ชมภายในห้องต่างนั่งเงียบฟัง การไต่สวนครั้งนี้มีเฉินชวนเป็นศูนย์กลาง แต่ผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ฝั่งกรมตำรวจและกรมตรวจสอบลัทธิลับต้องการใช้เฉินชวนเป็นกุญแจสำคัญในการสืบสวนต่อเพื่อขุดคุ้ยคดีนี้ให้ลึกยิ่งขึ้น
ขณะที่ทางสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษต้องการใช้โอกาสนี้ “ทำลายโครงสร้างพิเศษของกลุ่มนักศึกษาที่ได้รับการแนะนำ” ที่แต่เดิมรวมกลุ่มกันแน่นแฟ้นและลดอิทธิพลของตระกูลผู้มีอำนาจที่แผ่ขยายเข้าไปในสถาบันศึกษา
แต่เงื่อนไขแรกที่จะทำให้เป้าหมายเหล่านี้เป็นจริง คือ “ต้องปกป้องเฉินชวนให้ได้ก่อน” และยืนยันให้ได้ว่าการกระทำของเขาเป็นไปด้วยเหตุแห่งความชอบธรรม หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ก็ไม่มีพื้นฐานที่จะเดินเกมต่อในลำดับถัดไป
ในทางกลับกันตระกูลผู้ทรงอิทธิพลต้องการผลลัพธ์ตรงกันข้าม หากปล่อยให้คนที่ฆ่าลูกหลานของพวกเขาได้รับการยกเว้นโทษ และจากไปโดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆเลย นั่นไม่ใช่แค่เรื่องของเกียรติศักดิ์ศรีที่สูญเสีย แต่ยังหมายถึงการเสื่อมถอยทางอำนาจอย่างแท้จริง
เมื่อถึงวันนั้นพวกเขาอาจต้องต่อสู้กันเองเพื่อเอาตัวรอด และคงมีผู้คนมากมายร่วมกันฉีกทึ้งและแย่งชิงอำนาจจากพวกเขา
ในครั้งนี้พวกเขาเตรียมตัวมาเต็มที่ ขั้นแรกคือเกลี้ยกล่อมสมาชิกจำนวนมากในสภาที่ปรึกษาให้โอนเอียงมาทางพวกเขา เพื่อใช้อิทธิพลกดดันต่อสำนักงานบริหาร และกดดันสามหน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมตำรวจ, กรมตรวจสอบลัทธิลับ และสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษ
แต่ถึงอย่างไรแม้สมาชิกเหล่านี้จะมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มผู้มีอำนาจอย่างแน่นแฟ้น ฟังเผินๆดูเหมือนจะถือไพ่เหนือกว่า ทว่าในความเป็นจริงมันไม่ง่ายขนาดนั้น
สามหน่วยงานที่กล่าวมาล้วนเป็นองค์กรระดับท้องถิ่นที่มีอำนาจอิสระในตัว และเป็นหน่วยงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อสำนักงานบริหารไม่มีอำนาจทางทหารโดยตรงจึงไม่สามารถมองข้ามเสียงของพวกเขาได้เลย
ดังนั้น หากจะกดดันเรื่องนี้ให้จบตามที่ตระกูลเหล่านั้นต้องการก็ต้องมี “เหตุผลอันชอบธรรมตามกฎหมายของสาธารณรัฐต้าซุ่น” รองรับ หากคิดจะใช้อำนาจกดข่มอย่างเดียวไม่เพียงจะไม่ได้ผล ยังอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีก และหน่วยงานเหล่านี้ก็จะไม่ยอมให้ความร่วมมืออีกต่อไป
ในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งยังมีพวกกลุ่มลัทธิชั่วร้าย องค์กรต่อต้านรัฐบาล และกลุ่มติดอาวุธเคลื่อนไหวอยู่ทั่วไป จึงยิ่งต้องพึ่งพาความร่วมมือจากหน่วยงานเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะบางครั้งมันเกี่ยวพันถึง “ชีวิตและความตาย” ของพวกเขาเอง
ดังนั้นขั้นตอนกระบวนการจึงต้องดำเนินต่อไปอย่างสมบูรณ์แบบ
ในขณะนั้นฝ่ายฟ้องและฝ่ายจำเลยกล่าวเปิดคดีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถัดมาจึงเป็นเวลาที่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตขึ้นมากล่าวความในใจ โดยคนที่ขึ้นมาส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและหญิงในครอบครัวของผู้เสียชีวิต
พวกเธอเล่าเรื่องราวอบอุ่นน่าประทับใจของ “ผู้เคราะห์ร้าย” ต่างๆอย่างจริงใจและสะเทือนอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในอดีต ความผูกพันในครอบครัว หรือเรื่องเล็กน้อยที่น่าจดจำ ทุกเรื่องล้วนถ่ายทอดด้วยความรู้สึกอย่างลึกซึ้งจนเมื่อพูดถึงจุดสะเทือนใจ หลายคนก็อดไม่ได้ที่จะร่ำไห้ออกมา เสียงสะอื้นเบาๆดังขึ้นทั่วห้องทำให้ผู้เข้าร่วมบางส่วนถึงกับน้ำตาคลอ
ผู้พิพากษานั่งมองอยู่บนแท่นอย่างเงียบงัน รอจนผู้แทนของครอบครัวผู้ตายกล่าวจบจึงหันมาทางเฉินชวนแล้วกล่าวตามขั้นตอนว่า
“ผู้ถูกร้องเฉินชวน ฝ่ายผู้ฟ้องกล่าวหาว่าในค่ำวันที่ยี่สิบ ที่โรงงานเก่าลี่อัน เขตซีเกิง คุณได้สังหารนักศึกษา 37 ราย คุณยอมรับหรือไม่?”
นี่เป็นเพียงพิธีการตามขั้นตอน ตามปกติแล้วผู้ถูกร้องมักจะไม่ยอมรับการกระทำ และในลำดับถัดไปจึงจะเข้าสู่กระบวนการว่าความ การโต้แย้ง และการชี้แจงด้วยพยานหลักฐาน ซึ่งในคดีนี้ด้วยความซับซ้อนและจำนวนผู้เกี่ยวข้องมากคาดว่าจะใช้เวลานานพอสมควร
ทว่าสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ…เมื่อผู้พิพากษาถามจบ เฉินชวนกลับเงยหน้ามองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยและตอบว่า
“ใช่ ผมเป็นคนฆ่าทั้งสามสิบเจ็ดคนคืนนั้น ผมฆ่าทั้งหมดด้วยตัวเอง”
ผู้พิพากษาถึงกับชะงักเล็กน้อย ไม่คิดว่าเฉินชวนจะยอมรับได้อย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้ ทว่า…นี่ก็ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะด้วยหลักฐานมากมาย การปฏิเสธนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ สิ่งสำคัญคือ...เหตุผลในการฆ่า
เขาถามต่อทันทีว่า
“งั้นก่อนหรือระหว่างการฆ่า คุณเคยถูกใครบังคับ ข่มขู่ หรือได้รับผลกระทบจากพิธีกรรมลัทธิลับจนทำให้ลงมือหรือไม่?”
เฉินชวนตอบเสียงเรียบ
“ไม่เลย ผมฆ่าพวกนั้นด้วยความตั้งใจของตัวเองทั้งหมด ไม่มีใครบังคับและไม่ได้รับผลกระทบจากพิธีกรรมลัทธิลับใดๆทั้งสิ้น”
เมื่อคำพูดนี้สิ้นสุดลง เสียงอื้ออึงก็ระเบิดขึ้นทั่วทั้งห้องไต่สวนทันที
“ฆาตกร!”
“ไอ้ฆาตกร!”
สุดท้ายมีชายคนหนึ่งทนไม่ไหวลุกขึ้นอย่างเดือดดาลเขาตะโกนเสียงแหลมถามว่า
“ลูกของฉันเชื่อฟังและอ่อนน้อมเสมอ เขาเป็นเด็กดี เป็นลูกที่กตัญญู… เขายังเป็นแค่เด็ก ยังเป็นแค่เด็กเท่านั้น…แกฆ่าเขาทำไม? ทำไมกัน!?”
เฉินชวนหันมามองเขาแล้วพูดว่า
“เพราะเขาสมควรตาย”
สายตาของชายคนนั้นเผชิญหน้ากับเฉินชวนแล้วถึงกับตัวสั่น
“แกน่ะ…แก…”
เฉินชวนหันไปมองทั่วบริเวณที่นั่ง เขาจ้องมองผู้คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นทีละคนก่อนกล่าวอย่างจริงจังว่า
“พวกเขาทุกคนล้วนสมควรตาย ทั้งหมดมีเจตนาใช้พิธีกรรมของลัทธิลับเพื่อควบคุมตัวผม แต่พวกเขาไม่สำเร็จ หลังจากนั้นยังใช้อาวุธยิงผมอีก ดังนั้นเพื่อปกป้องตัวเองผมจึงต้องฆ่าพวกเขาทั้งหมด”
“เจตนาอย่างั้นเหรอ? แกเอาอะไรมาตัดสินว่าพวกเขามีเจตนาแบบนั้น?”
เสียงโต้แย้งดังขึ้นมาจากที่นั่งผู้ฟังเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“ถึงพวกเขาจะยิงแก แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลให้แกฆ่าพวกเขา แกไม่มีสิทธิ์ แกมันฆาตกร!”
เฉินชวนตอบอย่างเรียบเฉยว่า
“ในความเป็นจริง… ผมมีสิทธิ์”
ขณะที่เขาพูดเขาก็ยกมือสอดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ แต่ท่าทางนี้ทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างตื่นตระหนกขึ้นทันที บางคนถึงกับอยากตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
แม้แต่ผู้พิพากษาก็รู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที เขารู้ดีว่าเฉินชวนเคยสังหารนักศึกษามหาวิทยาลัยอู่ยี่และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่มีอาวุธกว่า 30 ชีวิตเพียงลำพัง หากเขาเกิดอาละวาดขึ้นมาต่อให้มีเจ้าหน้าที่อยู่ก็คงอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เขานั่งอยู่ใกล้ขนาดนี้
เขารีบพูดว่า
“นักศึกษาเฉิน คุณกำลังจะทำอะไร? ถ้าต้องการหยิบของให้เจ้าหน้าที่เราหยิบให้”
เฉินชวนตอบช้าๆว่า
“ผมแค่อยากให้พวกคุณดู ‘สิทธิ์’ ของผมเท่านั้น”
เขาชักมือออกมาช้าๆและในมือนั้นปรากฏเป็นบัตรหนึ่งใบ เขายกมันขึ้นให้ทุกคนเห็น
เป็นบัตรหยกสีน้ำเงินเข้มผิวหน้ามีลวดลายสีแดงราวกับหยดเลือดที่ซึมแผ่คล้ายหมึกสีชาด สะท้อนแสงเป็นประกาย
ด้วยความห่างของระยะ คนที่นั่งอยู่ด้านหลังจึงมองไม่ชัดนัก แต่คนแถวหน้าเห็นชัดเจนทันทีและมีบางคนจำได้ถึงกับอุทานออกมาว่า
“ใบอนุญาตป้องกันตัวแบบไร้ขีดจำกัด!?”
ผู้พิพากษานิ่งงันไปชั่วครู่ เขาดันแว่นตาขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดเบาๆเพิ่มเติมว่า
“และยังเป็นใบระดับ ‘B’…”
เสียงของเฉินชวนดังก้องชัดเจนในห้องพิจารณา
“พวกคุณถามว่าผมมีสิทธิ์หรือไม่ ผมตอบว่าผมมี รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐต้าซุ่น ได้มอบ ‘สิทธิ์ในการป้องกันตัวแบบไร้ขีดจำกัด’ ให้กับผม
เมื่อใดที่ผมพบว่าตัวเองกำลังถูกคุกคามหรือชีวิตตกอยู่ในอันตราย ผมก็มีสิทธิ์ในการตอบโต้โดยไม่มีขอบเขตและเพราะแบบนั้น...ผมจึงกำจัดทุกเป้าหมายที่อาจก่ออันตรายภายในขอบเขตที่ผมมองเห็นโดยไม่เว้นแม้แต่คนเดียว!”
บรรยากาศในห้องศาลนิ่งเงียบลงในทันที เสียงสุดท้ายของเฉินชวนยังคงดังก้องสะท้อนอยู่ภายในห้องนั้น
หลายคนมองเขาด้วยแววตาหวาดหวั่น บางคนมือเริ่มสั่น ไม่แน่ชัดว่าเป็นเพราะสิ่งที่เขาพูดหรือเป็นเพราะอย่างอื่น
“ใบอนุญาตป้องกันตัวแบบไร้ขีดจำกัด? เขาจะมีได้ยังไง!? ของปลอมแน่! ต้องเป็นของปลอมแน่ๆ!” มีเสียงตะโกนค้านขึ้นมาและทันใดนั้นความวุ่นวายก็ปะทุขึ้นทั่วห้อง
ผู้พิพากษาจึงหยิบค้อนขึ้นมาเคาะดัง “ตึง” เสียงนั้นกลบความวุ่นวายลงได้ทันทีก่อนเขาจะหันมาพูดว่า
“นักศึกษาเฉิน เพื่อความยุติธรรมและความโปร่งใส ขอความกรุณาให้เราตรวจสอบใบอนุญาตของคุณ”
เฉินชวนพยักหน้า
“ได้ครับ”
ผู้พิพากษาจึงเดินลงมาจากแท่นรับบัตรจากมือของเฉินชวนแล้วตรวจสอบอยู่อึดใจก่อนจะกล่าวว่า
“เป็นของจริง วัสดุ หมายเลข ชื่อบนบัตร ล้วนถูกต้อง… และเป็นใบระดับ ‘B’”
คำพูดนี้ดังก้องไปทั่วห้องพิพากศาลทันที บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ คนจากตระกูลผู้มีอิทธิพลหลายคนหน้าซีดเผือดนั่งทรุดลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง เพราะพวกเขารู้ดีว่า ใบอนุญาตใบนี้หากไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าทำผิดโดยจงใจหรือถูกจับขณะก่อเหตุก็แทบไม่มีทางถูกตั้งข้อหาได้เลย
เว่ยหางถึงกับหลับตาลงทันที เพราะเขารู้แล้วว่าสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดได้เกิดขึ้นแล้ว
พวกเขาเคยคิดถึงความเป็นไปได้นี้ แม้โอกาสจะน้อยมาก แต่ก็ไม่มีทางหยุดแผนงานได้เพียงเพราะสมมุติฐานนั้น
พวกเขาไม่มีทาง “ยอมถอย” โดยสมัครใจ
ดังนั้นต่อให้เฉินชวนมี “ใบอนุญาตป้องกันตัวแบบไร้ขีดจำกัด” จริง พวกเขาก็ยังต้องดำเนินแผนนี้จนสุดทาง
เพียงแต่ในตอนนี้พวกเขาไม่สามารถใช้กระบวนการเปิดเผยตามกฎหมายเพื่อจัดการกับเขาได้อีกต่อไป
แต่ยังเหลือทางเลือกหนึ่ง แม้มันจะเป็นทางที่เมื่อเดินออกไปแล้ว “ไม่มีวันหวนกลับมาได้อีกเลย”
เว่ยหางหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างตัว อีกฝ่ายพยักหน้าให้เขา เว่ยหางจึงยันไม้เท้าลุกขึ้นพูดว่า
“ท่านผู้พิพากษา รวมถึงแขกผู้มีเกียรติทุกท่านในที่นี้ ข้าพเจ้ามีบางเรื่องอยากจะกล่าว…”
(จบบท)