- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 182 การไปตามนัด
บทที่ 182 การไปตามนัด
บทที่ 182 การไปตามนัด
ในวิลล่าตระกูลเว่ย เว่ยจวินวางหูโทรศัพท์ลงหลังจากคุยจบ แล้วเงยหน้าขึ้นพูดว่า
“พี่จ้าวตอบตกลงแล้ว เขาจะโทรประสานกับฝ่ายต่างๆเพื่อสนับสนุนพวกเรา”
เขาหันไปมองเจียงเหวยกับเส้าซาวเปี้ยอย่างช้าๆแล้วกล่าวว่า
“ตอนนั้นพวกเราจัดการเสิ่นเจิ้งได้ภายใต้การนำของพี่จ้าว ตอนนี้ก็ทำแบบเดียวกันกับเฉินชวนได้เช่นกัน”
เจียงเหวยพูดว่า
“เรื่องนี้ไม่ควรมีแค่พวกเราเท่านั้น”
เว่ยจวินพยักหน้า เรื่องนี้ต้องให้ชนชั้นนำของสมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งหมดมีส่วนร่วม เพราะถึงพวกเขาเป็นคนลงมือ แต่ผลประโยชน์เป็นของทุกคน ต่อให้บางคนไม่ได้ออกแรงโดยตรง ก็สมควรรับผิดชอบร่วมกัน
ในเมื่อพวกเขาเชื่อว่าเบื้องหลังของเฉินชวนต้องมีอำนาจหนุนหลังอยู่ ทางเดียวที่จะหยุดความปั่นป่วนที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือการรวมพลังของทุกคนเพื่อรักษาระเบียบเดิมของเมืองหยางจือเอาไว้
เหมือนอย่างเมื่อสามปีก่อน
“พวกนายกลับไปแล้วก็โทรบอกคนอื่นเลย”
เจียงเหวยลุกจากโซฟาทันทีเดินออกจากห้อง
เส้าซาวเปี้ยก็พยักหน้าแล้วเดินตามออกไปเช่นกัน
ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ขณะที่โทรศัพท์แต่ละสายถูกต่อไปยังคฤหาสน์และที่พักของบรรดาผู้มีอำนาจ คลื่นใต้น้ำก็เริ่มแผ่ขยายไปทั่วเมืองหยางจืออย่างเงียบงัน
.....
ที่สนามฝึกซ้อม เฉินชวนยืนอยู่บนระเบียงกำลังใช้ความระมัดระวังเช็ดทำความสะอาดดาบเสวี่ยจวิน ข้างล่างเป็นแม่น้ำที่ไหลเอื่อยตลอดเวลา หลังจากฝนฟ้าคะนองผ่านพ้นไปท้องฟ้าก็ปลอดโปร่งขึ้นมาก แต่ยังมีเมฆจางๆหลงเหลืออยู่บ้าง
เมื่อเช็ดจนถึงช่วงสุดท้าย เส้นเลือดที่ไหลบนสันดาบเสวี่ยจวินยิ่งดูชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อลองจับถือในมือ จะสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่สอดประสานกับพลังแฝง แค่ปลดปล่อยพลังออกมาเบาๆก็ก่อให้เกิดเสียงสะท้อนสั่นไหวทันที
เขาจับที่สันดาบแล้วค่อยๆสอดตัวดาบเข้าไปในฝัก พอถึงระดับหนึ่งจึงเปลี่ยนมาจับที่ด้ามดาบดึงจนเสียง “แกร๊ก” ดังขึ้นเมื่อดาบเข้าสู่ฝักอย่างสมบูรณ์ แล้วเขาก็ลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น วางดาบไว้บนแท่นวางดาบ
เมื่อกลับมานั่งที่เขาหยิบกระเป๋าของถานหวังขึ้นมา แล้วดึงข้าวของภายในออกมาดูทีละชิ้น พวกนี้เกาหมิงเคยตรวจดูแล้ว แต่บอกว่าไม่มีอะไรที่มีค่า เป็นของที่เกี่ยวข้องกับการฝึกฝนของถานหวังโดยเฉพาะ
เขาหยิบขึ้นมาดูคร่าวๆ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือแผ่นภาพงูสีดำหน้าตาน่ากลัว แผ่นนี้มีภาพงูสามหัว พูดให้ถูกคือเป็นภาพด้านหน้าและด้านข้างซ้ายขวาที่เชื่อมต่อเข้าหากันอย่างแนบเนียน กลายเป็นงานศิลป์ที่ดูเหมือนงูสามหัว
บนตัวงูมีวงกลมซ้อนกันสามชั้น และแต่ละวงก็มีเส้นบอกตำแหน่งต่างๆโดยปลายเส้นเหล่านี้จะชี้ไปยังตำแหน่งต่างๆบนร่างของงู
ตอนแรกเขานึกว่าเป็นคัมภีร์ลับอะไรสักอย่าง แต่พอดูไปดูมาก็พบว่ามันคือใบรายการสั่งซื้อที่ระบุถึงรายการดัดแปลงร่างกายด้วยร่างแฝงชีวภาพกว่า 20 รายการ ตั้งแต่ภายในจนถึงภายนอก ตั้งแต่ผิวหนังไปจนถึงอวัยวะภายในครอบคลุมครบทุกด้าน
วงกลมสามวงน่าจะหมายถึงระดับตั้งแต่ขีดจำกัดแรกถึงขีดจำกัดที่สาม ในวงใหญ่สุดมีบางรายการถูกทำเครื่องหมายไว้ เขาดูแล้วเข้าใจว่านั่นคือสิ่งที่ถานหวังเลือกไว้ บางอย่างทำไปแล้ว บางอย่างยังไม่ได้ทำ
เช่น “การฝังกล้ามเนื้อหนาแน่นสูง” กับ “การดัดแปลงกระดูกแบบข้อหลายชั้น” ที่ถูกทำเครื่องหมายไว้ รายการแรกดูแล้วน่าจะทำเสร็จแล้ว ส่วนรายการที่สองเป็นการดัดแปลงกระดูกและร่างกายให้เหมือนกระดูกงู เฉพาะส่วนคอของถานหวังที่มีลักษณะแบบนั้น ส่วนอื่นยังเป็นปกติ แสดงว่าน่าจะทำแค่บางส่วน
นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกสำหรับอัปเกรดและพัฒนาในแต่ละรายการ เช่น การฝังร่างแฝงบนฐานของ “กระดูกกลายพันธุ์ระดับแรก” โดยเพิ่มจำนวนเส้นใยกล้ามเนื้อ ดัดแปลงรูปร่างและโครงสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้แขนขามีความสามารถในการยืดหดเหนือธรรมชาติ
ยังมีอีก เช่น “ฝังเกล็ดแข็งภายนอก” “ฝังต่อมใต้ผิวหนัง” และ “ฝังปลอกเขี้ยวคม” ซึ่งสามรายการนี้ต้องดำเนินการเรียงตามลำดับ
ในหมู่พวกนี้ “ฝังปลอกเขี้ยวคม” เป็นอาวุธฝังร่างที่โหดร้ายที่สุด เมื่อลงมือผ่าตัดฝังสำเร็จจะสามารถดันใบมีดขนาดเล็กหรือมีรอยหยักออกจากเกล็ดผ่านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ใช้ร่วมกับเทคนิคของสำนักอสรพิษลึกลับเพื่อรัดพันและเฉือนร่างศัตรูได้
ถานหวังน่าจะทำแค่ขั้นแรก ส่วนอีกสองขั้นยังไม่ทันได้ดำเนินการ
ดูจากภาพรวมแล้วตอนที่เขาสู้กับถานหวัง ร่างของอีกฝ่ายยังไม่สมบูรณ์แบบ ถ้าทำการฝังทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในใบรายการครบถ้วนพละกำลังก็คงจะแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
แต่สำหรับ “ตัวตนที่สอง” ของเขาแล้ว เวลาต่อเนื่องแปดชั่วโมงก็เพียงพอที่จะถ่วงเวลาอีกฝ่ายได้นานตลอดทั้งคืน
ที่สำคัญคือรายการฝังร่างแฝงในเอกสารนี้ไม่มีสักชิ้นที่กล่าวถึงการเพิ่มความเร็วโดยตรง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่มีจริงหรือแค่ไม่ถูกระบุไว้เท่านั้น
แต่แค่จากจุดนี้ก็เพียงพอจะบอกได้ว่าต่อให้ถานหวังฝังร่างทุกอย่างที่ระบุไว้ในรายการก็ไม่มีทางชนะเขาได้ เพราะแค่ช้ากว่าเพียงเสี้ยวเดียวนั่นก็เป็นเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตาย ผลลัพธ์ก็จะไม่ต่างไปจากเดิม
สายตาเขาเลื่อนลงไปอีกพบว่าด้านล่างของกระดาษมีคำว่า “ใบสั่งซื้อภายใน” กำกับอยู่ แปลว่าทางสำนักอสรพิษลึกลับไม่ได้แค่ดัดแปลงคนของตัวเองเท่านั้น แต่ยังเปิดขายร่างแฝงบางชนิดให้คนนอกด้วย
แต่ดูจากที่ถานหวังให้ความสำคัญกับเสื้อผ้าเพียงชุดเดียวก็พอจะเดาได้ว่าใบสั่งซื้อภายในนี้ราคาคงไม่ถูกนัก
ขณะนั้นเองเขาได้ยินเสียงรถยนต์ขับมาจอดที่หน้าตึก ไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขึ้นมารายงานว่า
“คุณเฉินครับ มีทนายคนหนึ่งบอกว่าได้รับมอบหมายให้มาคุยธุระกับคุณเฉินครับ”
เกาหมิงที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงเดินออกมาจากห้องพักด้านข้าง เขาพูดว่า
“พี่ชายไม่ต้องออกไปเองก็ได้ ผมจะไปคุยกับเขาเอง”
เฉินชวนพยักหน้า
เกาหมิงจึงลงไปชั้นล่างพร้อมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่หน้าตึกเขาพบทนายวัยกลางคนราวสี่สิบปี เซ็ตผมเรียบแปล้ ทนายคนนั้นแนะนำตัวว่าแซ่ซ่ง เกาหมิงยื่นมือออกไปจับพร้อมรอยยิ้ม “ผมชื่อเกาหมิง เป็นทนายที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการจากคุณเฉินชวน หากคุณซ่งมีอะไรจะพูด คุยกับผมได้เลยครับ”
“อ้อ ที่แท้เป็นทนายเกาหมิง ไม่ทราบว่าทำงานที่ไหน?”
เกาหมิงยิ้มตอบ
“สำนักงานทนายความตระกูลหมี่”
“ตระกูลหมี่…?” ทนายซ่งแสดงท่าทางจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“ดีครับ งั้นเรามาคุยกัน”
เมื่อทั้งสองนั่งลงแล้วเกาหมิงขอให้รอสักครู่ จากนั้นก็ลากกล่องหนึ่งจากใต้โต๊ะขึ้นมา เปิดออกเป็นเครื่องอัดเสียงด้วยเส้นลวดที่ถูกปรับตั้งไว้เรียบร้อย เขากดปุ่มบันทึกเสียงลงไปแล้วเชื้อเชิญให้เริ่มพูดได้ทันทีพร้อมรอยยิ้ม
“คุณซ่ง เรายินดีเริ่มการพูดคุยได้เลยครับ”
สองชั่วโมงต่อมาทนายซ่งขับรถออกไปจากที่นั่น
เกาหมิงกลับขึ้นมายังชั้นบนแล้วรายงานเฉินชวนว่า
“พี่ชาย พวกเขาต้องการเชิญพี่ไปพูดคุย อยากให้นัดหมายภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้”
เฉินชวนกล่าว
“พวกเขาคิดว่าฉันจะไปแน่เหรอ?”
เกาหมิงยิ้มแล้วพูดว่า
“ทนายซ่งพูดถึงโรงเรียนประถมและมัธยมของพี่ รวมถึงชื่อเพื่อนที่สนิทด้วย ดูเหมือนจะเป็นการข่มขู่กลายๆ”
เฉินชวนพยักหน้าเบาๆ เขาเองก็มีเพื่อนร่วมชั้นที่สนิทอยู่หลายคน แต่หากจะใช้เรื่องนี้มาเป็นการข่มขู่ นั่นถือว่าเป็นการประเมินผิด เพราะเขาจะไม่มีวันเปลี่ยนวิธีการเพียงเพราะเรื่องนี้ ตรงกันข้าม เขาจะหาทางจัดการคนที่บงการเรื่องรุนแรงเหล่านี้ในภายหลังเสียด้วยซ้ำ
บางครั้งยิ่งแสดงให้พวกมันเห็นว่าให้ความสำคัญมากแค่ไหนมันก็ยิ่งเหิมเกริม แต่หากคุณไม่ใส่ใจ มันจะเริ่มหวาดระแวง
เกาหมิงกล่าว
“ผมตอบไปว่า ต้องใช้เวลาพิจารณาก่อน และจะให้คำตอบก่อนเที่ยงคืนวันนี้” จากนั้นเงยหน้าขึ้น
“พี่ชาย ผมแนะนำว่าไปพรุ่งนี้เลยดีกว่าจะได้จบเรื่องเร็วๆ อีกอย่างเวลากระชั้นชิด พวกเขาก็เตรียมการได้ไม่มาก โอกาสผิดพลาดก็จะมีสูง”
เฉินชวนพยักหน้า
“งั้นก็ตกลงเป็นพรุ่งนี้”
เกาหมิงพูดต่อ
“เพียงแต่สถานที่และเวลาอาจจะยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัด”
เฉินชวนตอบ
“ไม่เป็นไร ฉันเองก็ไม่ใช่จะไปมือเปล่า”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์ หมุนหาเบอร์ของเฉิงจื่อทง พอปลายสายรับเขาพูดว่า
“อาจารย์ สมาคมช่วยเหลือฯ ส่งคนมาเชิญผมไปพูดคุย ผมคิดว่าจะไปตามนัด”
เฉิงจื่อทงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เสี่ยวชวน ต้องให้ฉันช่วยอะไรไหม?”
เฉินชวนจึงบอกความคิดของตนให้ฟัง
เฉิงจื่อทงกล่าวว่า
“เสี่ยวชวน ถึงแม้ฉันรู้ว่านายมักจะวางแผนรอบคอบบ แต่ขอย้ำอีกครั้งต้องระวังให้มาก ฉันจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่แน่นอน”
“ขอบคุณครับอาจารย์”
หลังจากวางสายจากอาจารย์เฉิงจื่อทงแล้ว เฉินชวนก็โทรหาเบอร์ของผู้อำนวยการเหลย รอสายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมีคนรับ เขากล่าวว่า
“ผอ.เหลย พรุ่งนี้ผมต้องไปพบใครบางคน แต่ดูเหมือนเหตุการณ์อาจควบคุมไม่ได้ เลยอยากรบกวนคุณช่วยเรื่องหนึ่ง”
ผู้อำนวยการเหลยตอบว่า
“ฉันเคยบอกแล้วว่าถ้าเธอมีเรื่องอะไร มาหาฉันหรือเฮ่อหนานได้ตลอด”
เฉินชวนจึงแจ้งคำขอของเขาไป ทางฝั่งนั้นก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเล เมื่อวางสายเสร็จเขาก็โทรอีกครั้งเป็นสายสุดท้าย
“ฮัลโหล สถานีตำรวจใช่ไหม? ผมเฉินชวนครับ ใช่ครับ หลานชายของหัวหน้าเหนียน ผมมีเรื่องต้องแจ้งกับเขาไว้ก่อน...”
หลังจากจบการติดต่อทั้งหมด เฉินชวนค่อยๆวางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่อง แล้วเงยหน้าขึ้นมองเกาหมิง
“เกาหมิง บอกพวกเขาได้เลย”
เกาหมิงพยักหน้าเบาๆก่อนเดินออกไป
.....
ณ ชั้นบนสุดของอาคารบริหารมหาวิทยาลัยอู่ยี่ ภายในห้องทำงานแห่งหนึ่ง อาจารย์ชราผมขาวคนหนึ่งกำลังใช้พู่กันขนาดสองเมตรเขียนพู่กันจีนบนแผ่นกระดาษที่ติดอยู่บนผนัง ทันใดนั้นอาจารย์หนุ่มคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาแล้วกล่าวว่า
“อาจารย์ครับ...”
อาจารย์ชรายังคงจรดพู่กันเขียนอย่างมั่นคงโดยไม่หันกลับมา ถามขึ้นเบาๆว่า
“มีเรื่องอะไรถึงได้รีบร้อนขนาดนี้?”
อาจารย์หนุ่มเดินเข้าไปกระซิบรายงานสั้นๆ
“โอ้?”
อาจารย์ชราหันกลับมาในทันที แววตาแฝงแสงประกาย เขาโยนพู่กันขนาดใหญ่ทิ้งไปทันที แล้วเดินสองก้าวพลางพูดว่า
“ดี ดีมาก”
“เมื่อสามปีก่อนเราตอบสนองไม่ทัน แต่คราวนี้จะไม่เกิดซ้ำสอง นี่ไม่ใช่แค่ดาบดีๆเล่มหนึ่ง แต่ยังเป็นดาบที่อยู่ในมือของเราเอง ไม่เลว ไม่เลวเลย ในเมื่อดาบถูกชักออกมาแล้วก็อย่าให้กลับเข้าฝักเปล่า เราจะส่งแรงสนับสนุนเพิ่มให้เขา… อืม ให้พวกนักศึกษาร่วมเคลื่อนไหวด้วยก็แล้วกัน”
อาจารย์หนุ่มแสดงสีหน้างุนงง
“อาจารย์ พวกเขาจะมีประโยชน์เหรอครับ?”
อาจารย์ชราตอบ
“คนมากอาจจะไม่เป็นผล แต่คนมากย่อมสร้างอำนาจ เมื่อพลังรวมกันจนกลายเป็นกระแสธารใหญ่ เราจะได้เห็นว่ากระแสนั้นสามารถทะลวงเขื่อนหนานั้นได้หรือไม่”
...
ที่สนามฝึกเกาหมิงกลับเข้ามา
“พี่ชาย เขานัดเวลาเรียบร้อย พรุ่งนี้ตีสี่ที่เขตโรงงานเก่าเครื่องจักรลี่อันทางฝั่งตะวันตกของเมือง”
เฉินชวนได้ยินก็รู้สึกคุ้นหู เขานึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตาเป็นประกายขึ้นมา
“ที่นั่นเองเหรอ?”
เกาหมิงตอบ
“ใช่ ผมตรวจสอบแล้วเป็นที่นั่นแหละ”
เฉินชวนพยักหน้า
“แจ้งพวกเขาไปว่าฉันจะไปตรงเวลา”
เกาหมิงตอบรับสั้นๆก่อนออกไป
หลังจากเขาเดินออกไป เฉินชวนก็มองออกไปนอกหน้าต่าง ตอนนั้นเป็นช่วงพลบค่ำ มีเมฆยามเย็นสีเพลิงกระจายอยู่บนท้องฟ้า พรุ่งนี้น่าจะเป็นวันที่อากาศดี
เขานั่งลงบนเบาะนุ่ม เริ่มปรับลมหายใจภายนอกและภายในให้สอดประสานกัน ขณะเขานั่งสมาธิอย่างสงบนิ่ง โลกภายนอกก็เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง
จนถึงช่วงหนึ่งเขาเปิดตาขึ้นมาทันที มองไปยังนาฬิกาตั้งพื้นที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปล้างหน้าล้างตาแล้วเปลี่ยนเป็นชุดทางการ
เมื่อกลับออกมาเขาเดินไปยังแท่นวางดาบ คว้าดาบเสวี่ยจวินขึ้นมาถือไว้ในมือ แล้วหยิบกระเป๋าใบหนึ่งที่วางอยู่กับพื้นขึ้นมาก่อนจะเดินออกจากอาคาร
เกาหมิงรออยู่แล้ว รถพร้อมคนขับที่เฮ่อหนานส่งมาก็มาจอดรออยู่เช่นกัน ประตูรถเปิดไว้รอ
เฉินชวนเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ท้องฟ้ายามค่ำฤดูร้อนเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ แต่ยังมีเมฆดำบางส่วนลอยผ่านมาบดบังแสงดาวเป็นระยะ เขาก้าวขึ้นรถไปอย่างมั่นคง
เกาหมิงปิดประตูให้เขา แล้วเคาะเบาๆบนตัวรถ ไฟหน้ารถสว่างวาบทันที สาดแสงไปบนถนนเบื้องหน้า จากนั้นรถก็เคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ
(จบบท)