- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 166 ทะเลสาบโอสถ
บทที่ 166 ทะเลสาบโอสถ
บทที่ 166 ทะเลสาบโอสถ
เหอเสี้ยวสิงยื่นมือชี้ไปที่หน้าอกของเฉินชวน
“เธอน่าจะรู้สึกได้ว่าอวัยวะกลายพันธุ์นั้นแม้จะฝังตัวอยู่บนอวัยวะดั้งเดิม แต่ก็สามารถทำงานได้อย่างอิสระ”
เฉินชวนพยักหน้า ยืนยันว่าเป็นเช่นนั้นจริง เพียงแต่ในสภาพปกติที่ไม่ได้ใช้พลังงานมากมันถึงจะทำงานแยกออกมาได้ หากอยู่ในสถานการณ์ต่อสู้จะต้องทำงานร่วมกันไม่สามารถแยกจากกันได้
เหอเสี้ยวสิงพูดต่อ
“ศักยภาพของอวัยวะกลายพันธุ์นั้นสูงมาก แต่เพราะหน้าที่พื้นฐานในร่างกายของเธอก็มีอวัยวะปกติรองรับอยู่แล้ว มันจึงอยู่ในสภาพเกือบจะหลับใหลอยู่ตลอด แม้จะค่อยๆแข็งแกร่งขึ้นภายใต้การชี้นำของเธอ แต่ก็ยังไม่แสดงผลชัดเจน ดังนั้นเธอจำเป็นต้องบอกมันให้รู้ว่า ‘เธอต้องการอะไร’”
“ความต้องการที่แตกต่างกันจะกระตุ้นให้มันตอบสนองและเติบโตในทิศทางที่ต่างกันออกไป แนวทางการเติบโตก็เช่นกัน ไม่มีอะไรดีที่สุด มีแค่สิ่งที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้น ส่วนการฝึกพื้นฐานนั้นใช้ร่วมกันได้หมด ต่อจากนี้เราจะใช้วิธีเฉพาะในการปลุกมันให้มันสัมผัสถึงความต้องการของเธอได้ทุกเมื่อ”
เฉินชวนฟังมาถึงตรงนี้ก็พอจะเข้าใจแล้วจึงถามขึ้นว่า
“งั้นผมควรเริ่มแบบไหนดีครับ?”
เหอเสี้ยวสิงมองลงไปที่เชิงเขา
“เห็นทะเลสาบนั่นไหม?”
เฉินชวนหันไปมอง “เห็นครับ”
“นั่นคือทะเลสาบโอสถที่มีชื่อเสียงในละแวกนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยว ในที่ราบนี้มีทะเลสาบมากกว่าพันแห่ง ที่มีน้ำลักษณะเดียวกัน เพราะมีแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่สาหร่ายชื่อว่า ‘สาหร่ายหิน’ ชอบกินเข้าไป ทำให้น้ำกลายเป็นสีแดง
แต่สาหร่ายชนิดนี้มีลักษณะกึ่งปรสิต หากสัมผัสกับมนุษย์จะสามารถเกาะร่างได้ ทำให้ผู้คนในแถวนี้บางคนเป็นโรคผิวหนังแดง และบางรายก็มีเชื้อเข้าไปในร่างกายผ่านทางแหล่งน้ำ เธอเองก็น่าจะสังเกตเห็นว่าที่นี่น้ำดื่มส่วนใหญ่ต้องขนมาจากที่อื่นใช่ไหม?”
เฉินชวนนึกย้อนไปก็พบว่าเป็นจริง เขาเคยเห็นหลายคนที่มีผิวแดงเล็กน้อยและถึงแม้ค่ากินอยู่ที่นี่จะถูกมาก แต่น้ำใช้กลับราคาแพงกว่าปกติ
เหอเสี้ยวสิงพูดต่อ
“แต่สำหรับนักสู้ที่ผ่านขีดจำกัดแล้ว ถ้าติดเชื้อในระดับต่ำยังสามารถใช้ ‘วิชาลมหายใจ’ ร่วมกับการปรับสมดุลภายในอวัยวะเพื่อขับออกได้ ในยุคเก่าเคยมีสำนักหนึ่งพบความพิเศษของสาหร่ายหินนี้ แล้วใช้สภาพแวดล้อมเฉพาะของทะเลสาบโอสถมาช่วยในการฝึกฝน การฝึกวันนี้ของเราก็จะเริ่มจากที่นั่น”
พูดจบเขาก็เดินไปเคาะระฆังทองแดงใบเล็กที่แขวนอยู่ ไม่นานหลังจากนั้นรถคันหนึ่งก็แล่นออกมาจากตัวเมืองแล้วขึ้นมาบนเขา ฉางป้าโผล่หัวออกจากหน้าต่างคนขับโบกมือทักทาย
“อาจารย์เหอ ผมมารับแล้วครับ!”
เหอเสี้ยวสิงไม่ได้พูดอะไรมากเพียงก้าวขึ้นรถ เฉินชวนก็ตามขึ้นไปด้วย เมื่อทั้งสองนั่งเรียบร้อยแล้ว ฉางป้าก็ขับรถพาลงจากเขา ใช้เวลาราวสิบห้านาทีก็มาถึงริมทะเลสาบโอสถ
เมื่อมาถึงจะเห็นว่าน้ำรอบนอกของทะเลสาบเป็นสีแดงจางๆ แต่ตรงกลางนั้นแดงจัดเหมือนเลือด พื้นผิวน้ำเรียบสนิทไร้คลื่นราวกับเป็นหยกชิ้นใหญ่ฝังอยู่ในแผ่นดิน
ท้องฟ้าสีฟ้า เมฆสีขาว ผืนดินสีเหลือง และทะเลสาบสีแดง ประกอบกันเป็นภาพที่เต็มไปด้วยสีสันตัดกันอย่างชัดเจน กระตุ้นประสาทสัมผัสทางสายตาอย่างรุนแรง
เมื่อทั้งสามลงจากรถเหอเสี้ยวสิงก็หันมาสั่งเฉินชวนว่า
“ไปจุ่มแขนลงในทะเลสาบ อย่าขัดขืนไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าฉันบอกให้เอาออกค่อยดึงออก”
เฉินชวนพยักหน้า จากนั้นเดินเลียบชายฝั่งทรายของทะเลสาบไป แล้วถกแขนเสื้อขึ้นจุ่มแขนลงไปในน้ำ และในขณะนั้นเอง เขารู้สึกขึ้นมาทันทีว่าไม่รู้ว่าเป็นแค่ภาพลวงตาหรือเปล่า แต่น้ำในทะเลสาบเหมือนจะ “มีชีวิตขึ้นมา” อยู่ชั่วครู่
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ลมหายใจ เขาก็เห็นผิวแขนของตัวเองปรากฏสีแดงขึ้นเป็นชั้น และเริ่มรู้สึกคันยิบๆอย่างเบาบาง พร้อมกันนั้นเขายังสังเกตเห็นว่า แขนของ “ตัวตนที่สอง” ของเขาเริ่มเกิดอาการโปร่งใสบางเบาขึ้นเล็กน้อย
แต่เขาก็หยุดการถ่ายโอนอาการเจ็บปวดไปยังตัวตนที่สอง เพราะเหอเสี้ยวสิงได้กำชับไว้ว่าอย่าขัดขืน ดังนั้นก็แค่ปล่อยให้เป็นไปตามปกติก็พอ
ผ่านไปประมาณสองถึงสามนาทีเหอเสี้ยวสิงก็พูดขึ้น
“พอแล้ว”
เฉินชวนยืดตัวขึ้นและพบว่าช่วงแขนท่อนล่างของเขากลายเป็นสีแดงเข้มไปทั่ว และบริเวณนั้นก็กำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของเหอเสี้ยวสิงดังมาอีกครั้ง
“นั่นแหละคือสาหร่ายหิน ตอนนี้ให้ใช้องค์ประกอบกลายพันธุ์ภายในร่างของเธอขับมันออกจากร่างกาย”
เฉินชวนพยักหน้าแล้วเริ่มปรับลมหายใจอย่างช้าๆ ภายใต้การชี้นำของเขา อวัยวะกลายพันธุ์ใต้ผิวหนังก็เริ่มเคลื่อนไหวผลักไสสิ่งแปลกปลอมที่แทรกเข้ามาออกไปจากร่างกาย
แค่เพียงสี่ถึงห้าลมหายใจ สีแดงจางๆบนแขนของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีดำเทา แล้วเกิดรอยพับเล็กๆ คล้ายแผ่นหนังตายเป็นชั้นบางๆเกาะบนผิวแขน จากนั้นเขาเอามือลูบเบาๆรอยพับเหล่านั้นก็ร่วงกราวราวกับขี้เถ้าบนพื้น
ฉางป้าที่เฝ้าดูอยู่ตลอดไม่อาจกลั้นความตกใจไว้ได้เมื่อเห็นว่าเฉินชวนสามารถขับสาหร่ายหินออกได้ง่ายดายขนาดนี้
ตอนที่เขาทำการทดสอบนี้ครั้งแรกต้องใช้เวลากว่าสิบนาที แถมช่วงเวลาที่ขับออกมานั้นมันคันยิบยับจนแทบจะเปรียบได้กับตอน “เริ่มฝึก” ครั้งแรกเลยทีเดียว แต่เฉินชวนกลับทำหน้าราบเรียบตลอด เหมือนไม่รู้สึกอะไรเลยทำให้เขาอดรู้สึกยอมรับในฝีมือไม่ได้
เหอเสี้ยวสิงกล่าวว่า
“เมื่อครู่ที่เธอขับสิ่งแปลกปลอมออกมา เธอใช้ ‘การชี้นำด้วยลมหายใจภายนอก’ คราวนี้ฉันจะสอนเธอ ‘การชี้นำด้วยลมหายใจภายใน’ มันจะอาศัยองค์ประกอบกลายพันธุ์ใต้ผิวหนังและอวัยวะกลายพันธุ์ภายในของเธอทำการแลกเปลี่ยนพลังงานกับโลกภายนอกโดยไม่ต้องผ่านทางปากหรือจมูกเลย”
พูดจบเขาก็เริ่มอธิบายหลักการของ “วิชาลมหายใจภายใน” อย่างละเอียด
ฉางป้าก็ลองทำตามดูเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ด้วยสีหน้าหงอยๆ เพราะรู้ดีว่าเขาไม่มีทางฝึกวิชานี้ได้สำเร็จ
เทคนิคนี้เกี่ยวข้องกับการใช้องค์ประกอบกลายพันธุ์จำนวนมาก และต้องมีโครงสร้างที่ค่อนข้างสมบูรณ์เท่านั้นจึงจะทำได้สมบูรณ์ หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งแม้จะฝึกได้ก็จะไม่มีประสิทธิภาพ เขาเคยลองฝึกในอดีตแต่ก็ทำได้เพียงบางส่วน แม้ปัจจุบันจะพัฒนาขึ้นมากแต่ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
เฉินชวนฝึก “พลังแฝงรอบด้าน” ซึ่งต้องใช้ส่วนประกอบกลายพันธุ์ครบถ้วนทุกจุดอยู่แล้ว ดังนั้นตามคำสอนของเหอเสี้ยวสิงเขาก็สามารถเข้าใจได้ภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง
เหอเสี้ยวสิงพูดว่า
“ตอนนี้ลองอีกครั้ง คราวนี้ไม่ต้องใช้การชี้นำจากลมหายใจภายนอก ใช้เฉพาะลมหายใจภายในที่เพิ่งเรียนไปเมื่อกี้เท่านั้น”
เฉินชวนรับคำแล้วเดินกลับไปที่ริมทะเลสาบอีกครั้ง จุ่มแขนลงไปรอจนถึงเวลาที่เหมาะสมจึงดึงแขนกลับขึ้นมา แล้วเริ่มใช้ลมหายใจภายในเพียงอย่างเดียวกระตุ้นองค์ประกอบกลายพันธุ์ให้ขับสาหร่ายหินออกไป
คราวนี้เขารู้สึกได้ชัดว่ามันยากขึ้นหลายเท่า เพราะเขาเคยชินกับการใช้ลมหายใจภายนอกเป็นหลัก การเปลี่ยนมาใช้ภายในให้ล้วนๆทำให้รู้สึกเหมือนใช้แรงไม่ขึ้น ระหว่างขับพลังทุกอย่างก็ดูฝืดเคืองไปหมด
ช่วงแรกที่เริ่มเขายังเผลอใช้ลมหายใจภายนอกเข้ามาโดยไม่รู้ตัว แม้จะรีบหยุดทันทีเมื่อรู้ตัว แต่ก็ต้องใช้สมาธิอย่างมากเพื่อไม่ให้พลาดซ้ำอีก
เหอเสี้ยวสิงกล่าวขึ้น
“ฉันให้เวลาเธอหนึ่งวันเพื่อฝึกให้ชำนาญ พรุ่งนี้เวลานี้ ถ้าเธอทำได้เราค่อยเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป”
เฉินชวนพยักหน้า
แม้เหอเสี้ยวสิงจะไม่ได้พูดถึงกรณีที่ทำไม่สำเร็จ แต่ก็รู้ได้ว่านี่เป็นเพียงเงื่อนไขพื้นฐาน หากยังผ่านขั้นแรกไม่ได้การฝึกขั้นต่อไปก็ไม่มีความหมาย
อย่างไรก็ตามเฉินชวนไม่ได้กังวลเรื่องนี้ เพราะหากเขาใช้การ “ตัวตนที่สอง” สมรรถภาพร่างกายจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า การฝึกนี้ก็น่าจะผ่านไปได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้เขาต้องการลองทดสอบขีดจำกัดของตัวเองก่อน เพราะหากร่างจริงแกร่งขึ้น เมื่อซ้อนทับตัวตนที่สองก็จะยิ่งแกร่งกว่าเดิม
เหอเสี้ยวสิงเห็นเขาเข้าสู่สมาธิได้รวดเร็วก็เดินจากไป ส่วนฉางป้ามองเขาแล้วพูดว่า
“เฮ้ ฉันกับลุงเหอจะกลับก่อน นายฝึกไปตามสบาย เดี๋ยวค่ำๆฉันมารับ”
เฉินชวนตอบโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา
“ไม่ต้อง ขอบคุณมาก ฝากเอาของๆผมลงมาให้หน่อยนะ ผมจะพักที่นี่คืนนี้เลย”
ฉางป้ายักไหล่
“ตามสบาย”
เพราะที่นี่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง อีกทั้งในป่าก็ไม่มีอันตรายอะไรสำหรับนักสู้เลย
เขากลับไปที่รถหยิบของของเฉินชวนลงมาวางไว้ด้านข้าง จากนั้นก็โบกมือลาแล้วขับออกไป
ระหว่างทางเขาถามว่า
“ลุงเหอ แค่วันเดียว…เขาจะไหวเหรอ? ผมตอนนั้นใช้เวลาเป็นครึ่งเดือนเลยนะ แบบนี้ไม่โหดไปหน่อยเหรอครับ?”
เหอเสี้ยวสิงพูดเสียงเรียบ
“สำหรับเขาแค่วันเดียวก็พอแล้ว”
ฉางป้าอือในลำคอ แต่ในใจกลับรู้สึกเปรี้ยวๆเล็กน้อย
หลังจากทั้งสองจากไป เฉินชวนก็ยังจดจ่ออยู่กับการฝึก แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังไม่สามารถหาจุดสมดุลที่ถูกต้องได้
เขาไม่ดันทุรังแต่หยุดพักเดินไปที่สัมภาระ หยิบหลอดโภชนาการออกมากินแล้วใช้เวลาสรุปจุดที่ยังทำได้ไม่ดีก่อนกลับไปทดลองใหม่อีกครั้ง
การฝึกกินเวลาไปจนถึงช่วงเย็น หลังจากฝึกอีกครั้ง เขามองแขนที่ยังคงแดงจางๆ แม้จะขับสาหร่ายออกไปบางส่วนแล้วแต่เขาก็รู้ดีว่ายังไม่สมบูรณ์
เขาเงยหน้าขึ้นเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นทอดเป็นแสงเรื่อบนขอบฟ้า ผืนน้ำของทะเลสาบโอสถที่อยู่เบื้องหน้าราวกับรวมเข้ากับท้องฟ้ายามเย็นเป็นหนึ่งเดียว สะท้อนแสงแดงเข้มเจิดจ้าสวยจนแทบละสายตาไม่ได้ เป็นภาพที่ยากจะพบเจอที่อื่น
มองอยู่ครู่หนึ่งเขาก็พลันเกิดความคิดขึ้นอีกครั้ง มองไปรอบๆธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้า
ใช่แล้ว…ภาพรวม!
แม้เหอเสี้ยวสิงจะบอกว่าต้องใช้องค์ประกอบกลายพันธุ์บางส่วนในการฝึก แต่นั่นไม่ได้แปลว่าต้องใช้เฉพาะส่วนนั้นเท่านั้น และอาจารย์เหอก็เคยพูดไว้ว่า
“ทุกคนต้องหาวิธีที่เหมาะกับตัวเอง”
ที่ผ่านมาเขาทำไม่สำเร็จเพราะองค์ประกอบกลายพันธุ์ที่ใช้ยังไม่แข็งแกร่งพอ
แต่ว่าเขานั้นฝึกพลังแฝงรอบด้าน มีองค์ประกอบกลายพันธุ์ที่ครบถ้วนและสมบูรณ์กว่าคนทั่วไป ถ้าอย่างนั้นการใช้ “ลมหายใจภายใน” ก็สามารถดึงส่วนอื่นมาช่วยได้เช่นกัน!
และการใช้ “ทั้งระบบ” แบบองค์รวมก็คือแก่นแท้ของการฝึกแบบ “วิถีแห่งนักสู้” ตั้งแต่เริ่มต้นนั่นเอง
เมื่อแนวคิดนี้ปรากฏเขาก็ลุกขึ้นในทันที
จากนั้นขณะฝึกด้วยลมหายใจภายในเขาก็ลองดึงองค์ประกอบกลายพันธุ์ทั้งหมดในร่างให้เข้ามาร่วมกระบวนการด้วย
แรกเริ่มยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงชัดเจน
แต่ประมาณสิบนาทีต่อมาผงเทาสะเก็ดบางๆก็เริ่มร่วงลงเต็มเท้า แขนของเขากลับมาเป็นปกติทั้งหมด!
…
เช้าวันถัดมาราวหกโมงกว่าๆ ฉางป้าขับรถพาเหอเสี้ยวสิงมาที่จุดฝึก
แต่ไกลเขาก็เห็นเฉินชวนนั่งอยู่บนก้อนหินริมทะเลสาบ ขากางเกงถกขึ้นแช่เท้าอยู่ในน้ำ
ใบหน้าหันไปทางขอบฟ้าจ้องมองพระอาทิตย์ที่กำลังโผล่ขึ้นมาจากเส้นขอบฟ้าอย่างเงียบสงบ
เมื่อได้ยินเสียงรถเขาก็ลุกขึ้นจากก้อนหินและเดินขึ้นมาบนฝั่ง
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดเข้ามาพร้อมกับเงาร่างของเขาที่สะท้อนบนพื้นทราย
ที่น่าทึ่งคือบริเวณขาและเท้าของเขาไม่มีร่องรอยแดงแม้แต่น้อย
(จบบท)