เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 126 การไปเยือน

บทที่ 126 การไปเยือน

บทที่ 126 การไปเยือน 


ผ่านไปอีกหลายวันจนกระทั่งถึงวันหยุดวันแรกหลังเปิดเรียน เฉินชวนก็กลับไปเยี่ยมบ้านน้าสาว

คราวนี้เหนียนฟู่ลี่ก็อยู่บ้านด้วย ตอนที่เขาเดินเข้าไปในบ้านเห็นอีกฝ่ายกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักพิง ฟังวิทยุ ยกขาพาดอีกข้าง อ่านหนังสือพิมพ์ ส่วนลูกพี่ลูกน้องสองคนก็เล่นกันอย่างสนุกสนานอยู่ข้าง ๆ

เฉินชวนกล่าวทักทายทั้งสองคนแล้วก็เดินไปอีกมุมเพื่อรินน้ำดื่ม

ขณะนั้นเหนียนฟู่ลี่มองเฉินชวนทีหนึ่ง แล้วก็เหลือบมองไปทางอวี๋หว่าน เขาลูบหน้าอกตัวเองก่อนจะพูดขึ้นว่า

“บุหรี่หมดแล้ว อวี๋หว่าน ไปช่วยซื้อบุหรี่ให้หน่อยสิ”

อวี๋หว่านมองเขาแวบหนึ่งแล้วพูดกับเฉินชวนว่า

“ดูสิ พอได้เป็นหัวหน้าหน่วยก็เริ่มสั่งคนเป็นแล้วนะ”

เหนียนฟู่ลี่ทำหน้าเหมือนจะจนใจ

“ก็แค่บุหรี่ซองเดียว ถึงฉันจะเป็นหัวหน้าหน่วยใหญ่ แต่ก็สูบได้วันละแค่ซองเดียวอยู่ดี…”

“ได้เลย ท่านหัวหน้าหน่วยเหนียน จะไปซื้อให้เดี๋ยวนี้แหละ”

พออวี๋หว่านออกจากบ้าน เหนียนฟู่ลี่ก็วางหนังสือพิมพ์ลง ลุกขึ้นไล่ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนให้เข้าไปเล่นในห้อง แล้วถึงเดินกลับมาหาเฉินชวนพูดว่า

“เสี่ยวชวน ได้ยินมาว่าคนของมาก้าแกเป็นคนจัดการเอง? ตอนนั้นแกอยู่ในเหตุการณ์เหรอ?”

เฉินชวนตอบว่า

“ใช่ครับน้า เป็นกิจกรรมที่สถาบันจัดขึ้น ตอนเกิดเหตุกราดยิงผมก็อยู่ที่นั่น ไม่ทราบว่าท่านผู้อำนวยการหลิวเป็นยังไงบ้างครับ?”

เหนียนฟู่ลี่พูดว่า

“ไม่ต้องไปห่วงพวกนั้นหรอก พวกข้าราชการของสำนักงานบริหารเมืองพวกนั้นไม่ยอมออกจากบ้านถ้าไม่ใส่ชุดเกราะ หลิวจ้านแค่ตกใจนิดหน่อยไม่เป็นอะไรมาก แต่เพราะเรื่องนี้ทำเอาพวกพี่น้องในสถานีต้องวิ่งกันให้วุ่นเลย…”

เฉินชวนฟังแล้วถึงรู้ว่าวันนั้นจุดที่ถูกโจมตีไม่ได้มีแค่ที่เดียว เห็นได้ชัดว่าเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของกองกำลังสถานีตำรวจ

เขาถามต่อว่า

“น้าครับ แล้วพวกนักศึกษาจากมาก้าจะถูกจัดการยังไงครับ?”

เหนียนฟู่ลี่พูดว่า “จัดการยังไงเหรอ? ก็จัดการตามระเบียบของพวกผู้หลบหนีลี้ภัยนั่นแหละ”

“ผู้หลบหนีลี้ภัย?” เฉินชวนตกใจ

“พวกเขาไม่ใช่นักศึกษาแลกเปลี่ยนเหรอครับ?”

เหนียนฟู่ลี่ว่า

“เบื้องบนตรวจสอบแล้วว่าพวกนี้ไม่ใช่นักศึกษาแลกเปลี่ยน แต่เป็นผู้ลี้ภัยจากประเทศมาก้า พวกนักศึกษาแลกเปลี่ยนตัวจริงบอกว่าตอนเดินทางเข้าประเทศต้าซุ่นถูกพวกนั้นโจมตีแล้วสวมรอยเข้ามา”

“เป็นแบบนั้นเองเหรอ…”

เฉินชวนขมวดคิ้วพิจารณาในใจ จากการที่เขาเคยสัมผัสกับอาจารย์ตูมาและนักศึกษาพวกนั้น พวกเขาดูมีความเป็นนักศึกษาจริงๆ แถมยังผ่านการฝึกฝนการต่อสู้มาอย่างเข้มงวด ถ้าไม่อย่างนั้นทางมหาวิทยาลัยอู่ยี่ก็คงแยกแยะไม่ได้แน่

เขาคาดเดาในใจว่านี่อาจเป็นแผนของมาก้าที่เจตนาสลับตัวเพื่อไม่ให้ถูกจับผิดหรือกระทบความสัมพันธ์ทางการทูตกับต้าซุ่น แถมยังไม่ถูกโยงไปถึงกลุ่มต่อต้านรัฐบาล

และก็จริงอย่างที่คิด เฉพาะในทางพฤตินัยก็ถือว่ามีคำอธิบายให้แล้ว เผินๆดูแล้วฝ่ายคณะแลกเปลี่ยนของมาก้ายังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบด้วยซ้ำ เพราะพวกนักโทษที่ก่อเหตุนั้นถูกถอดสัญชาติไปแล้วไม่ถือเป็นคนของมาก้าอีกต่อไป

แต่ใครๆก็ไม่โง่หรอกว่าเรื่องจริงคืออะไร เชื่อว่าผู้มีอำนาจเบื้องบนคงรู้ดี หากเรื่องนี้เป็นการจัดฉากจากมาก้าจริง แม้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะยังดูดีในทางการเมือง แต่เบื้องหลังคงไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมได้แน่นอน

เขาถามอีกว่า

“น้าครับ แล้วพวกนักศึกษาที่ขนของหนีไปวันนั้นล่ะครับ?”

เหนียนฟู่ลี่ว่า

“ตอนนี้ยังหาไม่เจอ คาดว่าน่าจะมีคนมารับตัวไป กลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่ปรากฏตัวในเหตุการณ์นี้ ทางสำนักงานบริหารเมืองให้ความสำคัญมาก มีแนวโน้มว่าเป็นพวกที่เคยร่วมมือกับพวกฟางต้าหวีที่ก่อความวุ่นวายเมื่อครั้งก่อนแต่ไม่สำเร็จ คราวนี้ก็เลยฉวยโอกาสออกมาอีก”

เขาพูดพลางหยิบซองบุหรี่ที่เหลือครึ่งซองออกมา หยิบมวนหนึ่งขึ้นจุดสูบพ่นควันออกมาแล้วถอนหายใจว่า

“พวกเบื้องบนแค่ขยับปาก แต่ข้างล่างวิ่งกันขาขวิด พวกพี่น้องในสถานีก็ต้องเหนื่อยกันอีกแล้วล่ะ”

เฉินชวนคิดในใจว่าน้าเขาพอได้เลื่อนตำแหน่งแล้วความคิดจิตใจก็ดูจะเปลี่ยนตามไปด้วยเหมือนกัน

หลังจากสูบบุหรี่ไปไม่กี่คำเหนียนฟู่ลี่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขามองออกไปข้างนอกหลายรอบ แล้วรีบดับบุหรี่ เปิดหน้าต่างระบายอากาศอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นหันมาพูดกับเฉินชวนด้วยสีหน้าจริงจังว่า

“เรื่องที่แกอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นอย่าไปบอกน้าสาวแกล่ะ เดี๋ยวเธอจะเป็นห่วงอีก”

เฉินชวนหัวเราะ

“วางใจเถอะครับน้า ผมไม่บอกน้าสาวแน่นอน”

ตอนเที่ยงกินข้าวที่บ้านเสร็จ เฉินชวนก็วางแผนจะไปพบกับศิษย์ของเฉิงจื่อทงคนหนึ่งชื่อว่าเฮ่อหนาน

คราวนี้ไม่ใช่ภารกิจรับจ้าง เขาเลยไม่เรียกรถของบริษัท แต่โทรศัพท์นัดหมายไว้ก่อนจากนั้นก็นั่งรถรางไปยังที่พักของศิษย์พี่เฮ่อหนาน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมือง

ที่นั่นเป็นโรงฝึกซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไป่เหอทางตอนใต้ของเมือง ตลอดแนวคันกั้นน้ำมีต้นหลิวปลูกเรียงราย ตอนนี้ตายอดหลิวเริ่มผลิใบอ่อน มีสีเขียวให้พอมองแล้วสบายตา

เมื่อเข้าไปในโรงฝึกก็มีชายหนุ่มที่ดูเหมือนผู้ติดตามคนหนึ่งเดินออกมาต้อนรับอย่างนอบน้อม

“คุณเฉินใช่ไหมครับ? คุณหนูกำลังรออยู่ เชิญทางนี้ครับ”

เฉินชวนขอบคุณเบาๆแล้วเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปข้างใน แม้จะเป็นสถานที่ฝึกซ้อม แต่ทางเดินที่เชื่อมต่อไปยังลานฝึกกลับปูด้วยหินกรวดขัดมันสะอาดตา สองข้างทางเป็นซุ้มไม้ประดับต้นไม้กระถางมีสีเขียวชะอุ่มชวนให้รู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวา

พอเดินถึงโถงด้านนอกก็ได้กลิ่นหอมอบอวลอ่อนๆที่ชวนให้รู้สึกสบายใจ

ผ่านฉากกั้นที่ทำจากไม้แกะลายก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังตัดแต่งดอกไม้อยู่ที่หน้าต่าง ข้างตัวมีดาบยาววางอยู่ใกล้มือชนิดที่หยิบใช้ได้ทันที

ผู้ติดตามคนนั้นเดินเข้าไปพูดอะไรบางอย่างกับเธอ เธอวางของลงเดินไปล้างมือที่อ่างด้านข้าง จากนั้นเช็ดมือให้สะอาดเสยผมเล็กน้อยแล้วจึงเดินออกมาหาเขา

เฉินชวนมองคนที่เดินออกมาแล้วกวาดสายตามองโดยรวมเป็นผู้หญิงอายุราวๆสามสิบต้นๆ หน้าตาสะสวย รูปหน้ารูปไข่ คิ้วเรียวบางดูมีความอ่อนโยน มีบรรยากาศสงบนุ่มนวล ผมถูกรวบเป็นมวยไว้ด้านหลัง สวมชุดฝึกฝนสีขาวมุกแบบรัดเอวที่ตัดเย็บปรับแต่งมาอย่างดี

ถ้าไม่สังเกตท่าทางการเดินที่ก้าวแต่ละก้าวเป็นจังหวะอย่างมั่นคงและมีแรงส่งแผ่ออกมาจางๆ แค่ดูจากใบหน้าก็คงไม่คิดว่าเธอเป็นนักสู้

เขายกมือคารวะแล้วเอ่ยว่า

“พี่เฮ่อใช่ไหมครับบ?”

ศิษย์พี่เฮ่อยิ้มน้อยๆแล้วพูดว่า

“เป็นศิษย์ของอาจารย์เฉิงจริงๆด้วย หน้าตายังเด็กอยู่เลย อย่าเอาแบบอย่างอาจารย์เฉิงที่แข็งทื่อนักล่ะนะ” เธอเดินเข้ามาหาแล้วยื่นมือออกมาเพื่อจับมือกับเฉินชวนอย่างเป็นกันเอง

“เข้ามานั่งก่อนสิ”

เธอพาเฉินชวนเข้าไปด้านในมานั่งที่เก้าอี้ไม้จันทน์ลวดลายโบราณใต้หน้าต่างฉากแกะลาย จากนั้นให้คนชงชาอันหอมกรุ่นมาเสิร์ฟ

เฉินชวนรู้สึกว่าการตกแต่งภายในที่นี่ประณีตมาก ทั้งโทนสีและบรรยากาศทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สังเกตได้ว่าทุกชิ้นเครื่องใช้ล้วนถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน แสดงให้เห็นว่าพี่เฮ่อเป็นคนที่รักในชีวิตแบบละเมียดละไม

เฮ่อหนานนั่งหลังตรงท่าทางสง่างาม มือวางที่หน้าท้อง กล่าวขึ้นว่า

“ก่อนหน้านี้อาจารย์เฉิงโทรหาฉันแล้ว เรื่องนี้ทำให้ท่านเหลยกลัดกลุ้มมานาน แต่เจ้าตัวเป็นคนไม่ชอบติดหนี้น้ำใจใคร พอเขาไม่เอ่ยปากฉันเองก็ลำบากใจที่จะขอให้อาจารย์เฉิงช่วย ครั้งนี้อาจารย์เฉิงยินดีช่วยถือว่าช่วยปลดเรื่องที่ค้างคาในใจฉันไปหนึ่งอย่างเลยทีเดียว”

เฉินชวนฟังแล้วก็เดาได้ทันทีว่าศิษย์พี่คนนี้คงเข้าใจผิด คิดว่าอาจารย์เฉิงยินดีช่วยเหลือเรื่องของลูกชายผู้อำนวยการเหลย ส่วนเขาเป็นเพียงตัวเชื่อมโยงเท่านั้น

แต่เขาก็ไม่คิดจะอธิบายอะไร เพราะถ้าเฉิงจื่อทงไม่พูดอะไรย่อมมีเหตุผลของเขา ที่สำคัญคือศิษย์พี่เฮ่อพูดถึงผู้อำนวยการเหลยด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเป็นห่วง แต่ก็เต็มไปด้วยความเป็นกันเอง เห็นได้ชัดว่าทั้งสองสนิทสนมกันมาก

เขาถามว่า

“ไม่ทราบว่าควรไปพบผู้อำนวยการเหลยเมื่อไหร่ดีครับ?”

เฮ่อหนานตอบว่า

“เธอยังเป็นนักศึกษาอยู่ไม่ใช่เหรอ การเรียนคงยุ่งมาก ที่พอหาเวลามาได้แบบนี้ก็ต้องขอบคุณมากเลยนะ วันนี้เป็นวันหยุดพอดี ท่านเหลยก็อยู่บ้าน ฉันโทรไปแจ้งไว้แล้ว เดี๋ยวเธอนั่งรถฉันไปก็แล้วกัน”

เฉินชวนว่า

“ขอบคุณพี่มากครับ”

เฮ่อหนานยิ้มพลางพูดว่า

“เฉินชวน เธออุตส่าห์มาเพื่อช่วยเหลือท่านเหลย ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอ”

หลังจากพูดคุยกันไม่กี่ประโยคเฉินชวนก็ออกมาแล้วขึ้นรถเก๋งสีฟ้าอ่อนยี่ห้ออวี้ฝูหลาน ดูก็รู้ว่าฐานะของศิษย์พี่เฮ่อไม่ธรรมดา บ้านอยู่เขตเมืองตอนใต้มีรถยนต์พร้อมคนขับส่วนตัว

หลังขึ้นรถ รถก็แล่นตรงไปทางทิศใต้ ความเร็วไม่ช้าแต่ก็ขับได้เรียบนิ่ง ประมาณสามสิบนาทีเศษ รถก็ขับมาถึงเขตชายขอบของเขตเฉวียนโจว ซึ่งเกือบจะพ้นเขตตัวเมืองแล้ว ตำแหน่งที่ตั้งถือว่าอยู่มุมตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองหยางจือ รอบๆมีบ้านเรือนอยู่น้อย ส่วนใหญ่เป็นตึกเตี้ยสองถึงสามชั้น กระจายตัวห่างกันค่อนข้างมากทำให้ดูเงียบสงบ

เขาถามคนขับว่า

“คุณลุง ที่นี่คือบ้านของผู้อำนวยการเหลยเหรอครับ?”

คนขับอธิบายว่า

“ผู้อำนวยการเหลยไม่ชอบอยู่ในที่คนพลุกพล่านครับ”

รถวิ่งต่ออีกห้าถึงหกนาที แล้วก็เลี้ยวเข้าซอยที่มีต้นไม้สองข้างทางและจอดหน้าบ้านสามชั้นที่ล้อมด้วยสวนดอกไม้ คนขับบอกว่า

“ถึงแล้วครับ”

เฉินชวนลงจากรถเห็นสวนด้านหน้าเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีสดใส เขาจำชื่อไม่ได้ แต่เดาว่าอาจเป็นพันธุ์ต่างประเทศหรือสายพันธุ์ที่ปลูกพิเศษ เพราะเป็นเดือนกุมภาพันธ์ แต่ยังสามารถปลูกให้สดใสขนาดนี้ได้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

พอเห็นดอกไม้เหล่านี้ ภาพของศิษย์พี่เฮ่อก็ผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่รู้สาเหตุ เขาไม่สามารถอธิบายได้ว่าเพราะอะไร แต่รู้สึกว่าทุกอย่างที่นี่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเธอ

หลังจากกล่าวขอบคุณคนขับแล้วเฉินชวนก็เดินตามทางเดินสะอาดเอี่ยมไปยังหน้าบ้าน เขาเดินผ่านหลังคาโปร่งแล้วขึ้นไปเคาะประตู

ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ประตูถูกเปิดออกจากด้านใน ชายวัยไม่เกินสี่สิบปีคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า สวมแว่นกรอบดำ ใส่เสื้อแจ็กเก็ตสีเทาดำ ด้านในเป็นเสื้อเชิ้ตขาว จมูกโด่ง ปากได้รูป หน้าตาหล่อเหลา

เฉินชวนไม่แน่ใจในตัวตนของชายคนนี้จึงพูดว่า

“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าที่นี่คือบ้านของผู้อำนวยการเหลยหรือเปล่า? ผมมาหาท่านเหลยครับ”

ชายคนนั้นพยักหน้า

“ฉันเอง เธอเป็นคนที่เฮ่อหนานฝากมาใช่ไหม?” เมื่อเห็นเฉินชวนพยักหน้าเขาก็พูดด้วยท่าทีสุภาพ “ลำบากเธอแล้วที่อุตส่าห์มา” แล้วหันหลังเดินนำเข้าไปในบ้าน

“เข้ามานั่งก่อนสิ”

เฉินชวนมองอีกฝ่ายอย่างพินิจ ชายคนนี้ดูไม่เหมือนข้าราชการของสำนักงานบริหารเมือง กลับดูคล้ายอาจารย์สอนหนังสือมากกว่า เขาถอดรองเท้าที่หน้าประตูแล้วเดินเข้าไปข้างใน

แม้เฉินชวนจะยังเยาว์วัย แต่ผู้อำนวยการเหลยก็ยังแสดงความสุภาพนอบน้อม พาเขาไปนั่งที่โซฟา แล้วรินน้ำให้หนึ่งแก้ว

“เธอชื่ออะไร?”

เฉินชวนพูดว่า

“ผมชื่อเฉินชวน เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอู่ยี่ครับ”

ผู้อำนวยการเหลยดูแปลกใจเล็กน้อยมองเขาสองสามครั้ง

“อ๋อ? เฮ่อหนานบอกแค่ว่าเธอเป็นศิษย์ของเฉิงจื่อทง ไม่ได้บอกว่าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอู่ยี่”

คำว่า "ศิษย์" กับ "นักศึกษา" ไม่เหมือนกัน แต่พอฟังแบบนี้เฉินชวนก็เดาได้ว่าศิษย์พี่เฮ่อคงต้องการเน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเฉิงจื่อทงมากกว่าเขาจึงไม่รีบแก้ไขอะไร

“เฉินชวน…” ผู้อำนวยการเหลยทวนชื่อเขาเบาๆแล้วว่า

“ชื่อเธอ...เหมือนฉันเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนนะ” เขาเงยหน้าขึ้นแววตาหลังแว่นดูเฉียบคมขึ้น

“เมื่อห้าวันก่อนเป็นเธอใช่ไหมที่จัดการสกัดและสังหารผู้หลบหนีจากมาก้าชื่อว่าตูมา?”

เฉินชวนไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้เรื่องนี้ เพราะปกติข้าราชการในสำนักงานบริหารเมืองมักไม่ใส่ใจรายละเอียดของผู้ใต้บังคับบัญชานัก เขาตอบว่า

“ใช่ครับผมเอง ไม่คิดว่าท่านผู้อำนวยการก็ทราบด้วย”

ผู้อำนวยการเหลยมองเขาแล้วพูดว่า

“เธอเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ ไม่ได้มีหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่กลับเลือกจะลุกขึ้นมาเผชิญเหตุการณ์นั้น ทำไมถึงตัดสินใจทำแบบนั้น?”

เฉินชวนตอบว่า

“ตอนแรกผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะออกหน้า แต่ตอนที่เห็นคนกราดยิงใส่พลเรือนบริสุทธิ์ ณ ตอนนั้นไม่ว่าผมจะมีสถานะอะไร ถ้าผมมีความสามารถผมก็ไม่ควรนั่งเฉยครับ”

ผู้อำนวยการเหลยพยักหน้าแล้วกล่าวประเมินว่า

“เธอเป็นคนมีความยุติธรรมดีมาก”

เฉินชวนตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า

“มันไม่ใช่แค่เรื่องยุติธรรมอย่างเดียว ผมเป็นคนเมืองหยางจือ ครอบครัวและเพื่อนของผมก็อยู่ที่นี่ ถ้าเกิดว่าในหมู่คนที่โดนยิงมีพวกเขาอยู่ด้วยล่ะครับ?”

เดิมทีผู้อำนวยการเหลยมองเขาด้วยสายตาจับจ้อง แต่พอได้ฟังประโยคนี้สายตาก็อ่อนลงไปอย่างเห็นได้ชัด เขาเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจู่ๆก็พูดขึ้นว่า

“เธอกลับไปเถอะ”

เฉินชวนชะงักไปนิด “ท่านผู้อำนวยการ?”

ผู้อำนวยการเหลยส่ายหัว

“เรื่องของลูกชายฉัน ฉันลองหาทางมาหลายแบบแล้ว จะได้ผลหรือไม่ก็ยังไม่แน่นอน แถมอาจจะสร้างปัญหาให้คนอื่นได้อีกด้วย เธอเป็นคนหนุ่มที่ดี มีอนาคตสดใส ไม่ควรถูกเรื่องนี้ดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง”

เฉินชวนคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า

“ผู้อำนวยการครับ อาจารย์ของผมให้ผมมา เพราะเขาเชื่อมั่นในความสามารถของผมครับ”

คำตอบนี้ทำให้ผู้อำนวยการเหลยประหลาดใจ เพราะเฉินชวนไม่ได้ยกอาจารย์มาเป็นเกราะกำบัง แต่กลับพูดถึงตัวเอง เขาปรับแว่นพลางมองหน้าอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ

ผ่านไปสักพักเขาพยักหน้าลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า

“งั้นตามฉันมา”

เฉินชวนเดินตามเขาขึ้นบันไดไปยังชั้นสาม ผู้อำนวยการเหลยหยิบกุญแจออกมาไขประตูห้อง แล้วชี้ไปยังมุมหนึ่งของห้องซึ่งมีเด็กชายคนหนึ่งนั่งขดตัวอยู่ข้างกำแพง เอ่ยเสียงเบาว่า

“นั่นแหละลูกชายฉัน เขากลัวคนแปลกหน้า ถ้าเธอจะถามอะไรก็ขอให้พูดให้เบาหน่อยนะ”

เฉินชวนพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปใกล้ แต่พอเดินถึงใกล้ๆก็ชะงักเท้าเงียบๆหันกลับไปมองผู้อำนวยการเหลย

ผู้อำนวยการเหลยถามอย่างเป็นธรรมชาติว่า

“เป็นอะไรไป? มีอะไรผิดปกติรึเปล่า?”

“ไม่มีอะไรครับ…” เฉินชวนหันกลับไปมองอีกครั้ง แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้น…มันคือหุ่นเชิดตัวหนึ่ง

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 126 การไปเยือน

คัดลอกลิงก์แล้ว