- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 118 แสงอรุณ
บทที่ 118 แสงอรุณ
บทที่ 118 แสงอรุณ
เฉินชวนจ้องมองไปที่อสูรเศียรเหินฟ้าตัวนั้น มือของเขาคว้าปืนพกอู่จี้ขึ้นมาทันทีแล้วเล็งปากกระบอกปืนไปยังหน้าผากของมันจากนั้นเหนี่ยวไกยิงทันที
ปัง!
ประกายไฟสว่างวาบออกมาจากปากกระบอกปืน
เศียรเหินฟ้าตัวนั้นเหมือนตกใจส่งเสียงร้องแหลมสูงแปลกประหลาดก่อนจะลอยตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เส้นผมดำยาวของมันพลิ้วตามขึ้นมาปิดบังสายตาของเขาจนหมด
เฉินชวนมั่นใจว่าเมื่อครู่เขายิงถูกแน่นอน แต่เหมือนกระสุนทะลุผ่านหัวของมันไปราวกับยิงถูกแค่เงาลวงตาเท่านั้น ทว่าในจังหวะเดียวกันเขากำด้ามดาบไว้แน่นแล้วฟันขึ้นไปตามสัญชาตญาณ!
เศียรเหินฟ้าร้องเสียงแหลมสูงอีกครั้ง ตอนที่ใช้ปืนยิงใส่เหมือนจะไม่ได้ผลอะไร ทว่าคราวนี้คมดาบของเขากลับฟันโดนสิ่งที่คล้ายกับมีแรงต้านอยู่เล็กน้อย แม้จะให้ความรู้สึกเหมือนฟันถูกสิ่งที่ไร้รูปร่าง แต่เขาก็มั่นใจว่าโดนเป้าหมายอย่างแน่นอน
ในขณะเดียวกันเขาก็สังเกตเห็นว่า “ตัวตนที่สอง” มีอาการพร่าเลือนเพิ่มขึ้นในชั่วพริบตา ทำให้เขาแน่ใจว่าเมื่อครู่เขาสามารถทำร้ายเจ้าสิ่งนี้ได้จริงเพียงแต่ผลของมันดูจะไม่มากนัก
เวลานี้เศียรเหินฟ้าตัวนั้นบินทะลุม่านบางออกไปแล้วบินวนอยู่ในอากาศด้านบนไม่ยอมลงมาอีก
เฉินชวนเหลือบมองไปยังจุดที่เศียรเหินฟ้าเคยเกาะอยู่ก่อนหน้านี้ เห็นมีเศษซากเนื้อกระดูกปนเปกันเหมือนโคลนสกปรกจนดูไม่ออกว่าเดิมทีเป็นอะไร
เขาหันกลับไปมองเศียรเหินฟ้าตัวนั้นอีกครั้ง การยิงปืนไม่มีผล แต่ว่าดาบเสวี่ยจวินกลับสัมผัสมันได้ ข้อแตกต่างที่สำคัญคือดาบเล่มนี้มีส่วนประกอบของ “เนื้อเยื่อกลายพันธุ์” อยู่ภายใน เพียงแต่ปริมาณของเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ในดาบยังน้อยเกินไป
ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว...
เฉินชวนตั้งใจถอยหลังไปสองสามก้าว เมื่อเศียรเหินฟ้าเห็นเขาออกจากจุดนั้น มันจึงบินวนบนฟ้าสักพักก่อนจะพุ่งกลับไปยังจุดกองซากเนื้อบนแท่นบูชาอีกครั้ง
เฉินชวนปักดาบเสวี่ยจวินลงบนพื้นรอจนเศียรเหินฟ้าบินต่ำลงมาใกล้ๆ เขาก็ยื่นมือออกไปคว้าด้วยความรวดเร็ว ราวกับคว้าบางสิ่งบางอย่างได้ จากนั้นกำแน่น เขาจับเส้นผมยาวของมันเอาไว้ได้จริงๆ ทำให้เศียรเหินฟ้าตัวนั้นต้องหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศทันที
เขารู้สึกมีแรงกระตุ้นขึ้นมาทันที เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ เพราะร่างกายของเขามีเนื้อเยื่อกลายพันธุ์มากพอจึงสามารถสัมผัสกับเจ้าสิ่งนี้ได้โดยตรง
แน่นอนว่าการกระทำนี้ย่อมต้องมีผลตอบแทน ในเวลาเดียวกันนั้นอาการพร่าเลือนของตัวตนที่สองก็หนักขึ้นในทันที
เขาไม่ได้สนใจสิ่งนี้ เขารีบใช้สองมือจับเส้นผมเอาไว้แน่นตะโกนคำรามออกมา ออกแรงที่เอวและหลังพร้อมกันแล้วก้าวเท้าถอยหลังไปทีละก้าว ดึงเจ้าสิ่งนี้ออกห่างจากกองซากเนื้อนั่นทีละน้อย ระหว่างที่เขาดึงนั้นมันก็ดิ้นรนต่อสู้ตลอดเวลาส่งเสียงร้องแหลมสูงดังไปทั่ว
แม้เศียรเหินฟ้าตัวนี้จะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่กลับมีพละกำลังมหาศาลส่งผ่านมาที่เขาไม่น้อย
เนื่องจากเขาต้องเก็บตัวตนที่สองไว้ป้องกันผลกระทบที่ไม่ทราบที่มา เฉินชวนจึงไม่ได้เลือกให้ตัวตนที่สองทับซ้อนกับตัวเขาในตอนนี้ เขาใช้เพียงพละกำลังของตัวเองต่อสู้กับเจ้าสิ่งนี้เท่านั้น โชคดีที่เนื้อเยื่อกลายพันธุ์ในตัวเขาไม่ได้เติบโตขึ้นมาเปล่าๆ กำลังของเขาเพิ่มขึ้นมหาศาลจนเพียงพอสำหรับการต่อสู้นี้แล้ว
ในเวลานั้นเขาปรับการหายใจเล็กน้อย ใช้มือทั้งสองสลับกันดึงเส้นผมทีละช่วงแล้วค่อยๆขยับตัวเข้าไปใกล้มันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเข้าใกล้ในระยะที่เหมาะสมแล้วเขาก็ตะโกนออกมาเสียงดังพร้อมคว้าจับหัวของมันไว้แล้วกอดรัดแน่นไว้ในอ้อมแขน!
เศียรเหินฟ้าดูเหมือนตกใจมาก มันดิ้นรนอย่างรุนแรงด้วยพละกำลังมหาศาล ราวกับจะดึงเขาขึ้นไปด้วยทั้งตัว แต่สีหน้าของเฉินชวนกลับสงบนิ่งไม่ได้คลายแรงที่ใช้แม้แต่น้อย
ระหว่างการดิ้นรนมีอยู่หลายครั้งที่มันเกือบจะหลุดออกไปจากแขนของเขาได้ แต่ทุกครั้งเขาก็สามารถควบคุมมันกลับมาได้ด้วยการทับซ้อนตัวตนที่สองเป็นครั้งคราว ผ่านไปนานพอสมควรเขาก็รู้สึกได้ว่าอ้อมแขนของเขาว่างเปล่า เมื่อก้มมองลงไปก็พบว่าเศียรเหินฟ้าตัวนี้ได้หายไปอย่างกะทันหันเสียแล้ว
เขายืดตัวขึ้นช้าๆตบเสื้อผ้าของตัวเองเบาๆ เขาไม่ได้คิดว่าเจ้าสิ่งนี้จะถูกกำจัดไปได้ง่ายดายขนาดนั้น การจะทำลายปรากฏการณ์เหนือธรรมชาตินั้นไม่มีทางง่ายดายแบบนี้ ดูเหมือนเพียงแค่เวลาสำหรับพิธีบูชายัญหมดลงเท่านั้นเอง
เพราะเมื่อถึงเวลาบูชายัญครั้งต่อไปมันจะต้องปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งอย่างแน่นอน มีแต่การทำให้มันไม่อาจปรากฏตัวได้อีกหลังการบูชายัญเท่านั้นถึงจะเรียกได้ว่ากำจัดมันได้สำเร็จ
เขาเดินไปยังแท่นบูชาหยิบดาบเสวี่ยจวินขึ้นมาอีกครั้งแล้วหันหลังเดินออกไป
“คุณเฉินออกมาแล้ว!”
กู้หมิงเต๋อเห็นเฉินชวนเดินออกมาจากด้านในจึงยกมือกั้นคนข้างหลังไว้ แล้วเดินเข้าไปหาเฉินชวนคนเดียว เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรสีหน้าของกู้หมิงเต๋อจึงผ่อนคลายลง
“คุณเฉิน สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างครับ?”
เฉินชวนมองไปที่เขาแล้วมองเลยไปยังทุกคนที่อยู่ด้านหลังก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
“คุณกู้ ทุกท่าน ศึกนี้คงจะยืดเยื้อ ผมสามารถขัดขวางไม่ให้เจ้าสิ่งนั้นกินเครื่องสังเวยได้สำเร็จ แต่การบูชายัญที่นี่จะหยุดไม่ได้ เพราะถ้าหยุดไปเจ้าสิ่งนี้อาจจะหนีไปที่อื่นได้ รอจนกระทั่งถึงพิธีครั้งหน้าผมจะเข้าไปจัดการมันอีกครั้ง”
กู้หมิงเต๋อตอบว่า
“ก่อนหน้านี้ผมแจ้งไปที่แนวหลังเรียบร้อยแล้ว ของที่คุณเฉินต้องการกำลังจะถูกส่งมาในไม่ช้านี้ พวกเรามีเสบียงเพียงพอตราบใดที่วิธีการนี้ใช้ได้ผลเราก็จะสู้กับมันไปจนถึงที่สุดครับ”
เฉินชวนพยักหน้าเห็นด้วย กล่าวขึ้นว่า
“ใช่แล้วครับ ผมเผชิญอันตรายหนักหน่อย แต่พวกคุณก็ต้องมาคอยระวังหลังให้ผม ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
“ถูกต้องแล้วครับ คุณเฉิน คุณเสี่ยงอันตรายที่สุด พวกเราก็แค่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกจะบ่นอะไรได้อีก?”
“ใช่ๆ คุณเฉินวางใจได้เลย พวกเราจะสนับสนุนคุณเต็มที่!”
เฉินชวนมองทุกคนอย่างซาบซึ้งใจ
“มีพวกคุณคอยหนุนหลังให้แบบนี้ ผมถึงสามารถสู้กับเจ้าสิ่งนั้นได้เต็มที่” จากนั้นเขาประสานมือคารวะ
“เรื่องด้านนอกคงต้องฝากพวกคุณด้วยครับ”
ทุกคนต่างประสานมือคารวะตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจังเช่นกัน
เฉินชวนเดินแยกตัวออกไป เขาหยิบหยกสีเหลืองชิ้นนั้นออกมาดูอีกครั้ง พบว่าหยกเกือบครึ่งกลายเป็นสีดำไปแล้ว หลังจากเก็บหยกกลับไปที่เดิมเขาก็นั่งลงที่มุมหนึ่งของลาน
ระหว่างการต่อสู้เขาไม่ทันได้รู้สึก แต่เมื่อจัดการกับอสูรเศียรเหินฟ้าไปแล้ว เขากลับรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังกระตุ้น “เนื้อเยื่อกลายพันธุ์” ในร่างกาย เขาจึงเริ่มใช้วิชาลมหายใจควบคุมและปรับสภาพทันที
พลังนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนที่เขากินยาปกติไปหลายเท่า หากเขาไม่ได้เตรียมปรับโครงสร้างของเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ให้พร้อมก่อนล่วงหน้าแล้วละก็ อาจจะกลายเป็นการเจริญเติบโตผิดปกติตามที่เฉิงจื่อทงเคยเตือนไว้ได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้พลังนี้กลับกลายเป็นยาบำรุงชั้นดีสำหรับเขาแทน
คนอื่นๆเห็นเขานั่งอยู่กับที่ไม่ไหวติงต่างคิดว่าเขากำลังพักผ่อน ทุกคนจึงเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง เพราะเข้าใจดีว่าพวกตนแค่เข้าใกล้อสูรเศียรเหินฟ้าเพียงเล็กน้อยก็แทบจะเสียสติไปแล้ว แต่เฉินชวนต้องเผชิญหน้ากับฝูงอสูรและตัวต้นตอโดยตรง คงจะมีแรงกดดันหนักหนามากจนทุกคนสงสัยว่าเขาทนผ่านมาได้อย่างไร
พอถึงช่วงเที่ยงก็มีคนขนเครื่องสังเวยขึ้นมาจากเชิงเขา พร้อมจัดคนไว้ทำพิธีบูชายัญ โชคดีที่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปด้านในแค่ทำพิธีอยู่ด้านนอกก็พอแล้ว
เมื่อใกล้ถึงเวลาเย็นคนบางส่วนก็ตามเฉินชวนเข้าไปในวัดเก่าอีกครั้ง เพื่อจัดเครื่องสังเวยขึ้นไปบนแท่นบูชา แต่พอเห็นซากอสูรเศียรเหินฟ้ากระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นต่างก็รู้สึกตกใจจนพูดไม่ออก พวกเขารู้ดีว่าเจ้าสิ่งนี้จัดการยากขนาดไหน สายตาที่มองเฉินชวนเต็มไปด้วยความชื่นชมและนับถืออย่างลึกซึ้ง
เฉินชวนกล่าวขึ้นว่า
“รบกวนทุกท่านด้วยนะครับ”
“ไม่รบกวนเลยครับ เรื่องเล็กๆแค่นี้เทียบกับที่คุณเฉินทำไม่ได้เลย”
พูดคุยตามมารยาทอีกไม่กี่ประโยคพวกเขาก็ไม่กล้าอยู่ในนั้นนานรีบถอนตัวออกมาทันที เพราะเพียงแค่เข้าไปข้างในครู่เดียวก็รู้สึกไม่สบายตัวอย่างหนัก มีอาการวิงเวียน คลื่นไส้รุนแรง
เมื่อออกมายืนกลางแดดด้านนอกแล้วพวกเขารู้สึกราวกับได้ชีวิตใหม่ขึ้นมาทันที พวกเขาต่างอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมและสงสัยว่าเฉินชวนทนอยู่ด้านในได้นานขนาดนั้นได้อย่างไร
เฉินชวนมานั่งอยู่บนบันไดทางด้านหนึ่งของแท่นบูชา เขาวางดาบเสวี่ยจวินพิงไว้ข้างๆเงยหน้ามองขึ้นไปด้านบน แสงแดดที่สาดลงมาจากรูบนเพดานคงจะเป็นความอบอุ่นเพียงอย่างเดียวที่สัมผัสได้ในที่แห่งนี้
เขานั่งอยู่อย่างเงียบสงบเพียงลำพังในวัดเก่าแห่งนี้ ดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศโดยรอบ แต่ดวงตาของเขากลับยังคงแจ่มใสอยู่เสมอ ดาบที่อยู่ข้างกายก็เหมือนจะเปล่งประกายคมกริบได้ตลอดเวลา
เมื่อเวลาผ่านไปแสงอาทิตย์ก็ค่อยๆเลือนหาย ลานพิธีตกอยู่ในความมืดทีละน้อย
การบูชายัญทั้งสองครั้งเกิดขึ้นเวลาเช้า 6.30 และเย็น 6.30 มองดูเวลาแล้วก็ใกล้จะถึงพิธีในช่วงเย็นแล้ว
เฉินชวนยกมือขึ้นดูนาฬิกาเห็นว่าใกล้ได้เวลาจึงลุกขึ้นยืน จุดคบไฟที่ติดอยู่รอบกำแพงของวัดเก่าขึ้นมาทีละดวงทำให้บริเวณนี้สว่างไสวภายใต้แสงไฟที่สั่นไหว
แต่ภายใต้แสงไฟอันพร่ามัวนั้น เงาที่ทอดยาวไปทั่ว ซากรูปปั้นที่พังทลาย และเศษเนื้อที่กระจัดกระจายกลับยิ่งทำให้บรรยากาศโดยรอบดูน่าหวาดกลัวมากขึ้นไปอีก
ทันใดนั้นแกะที่ถูกมัดไว้บนแท่นบูชาก็ดิ้นรนอย่างรุนแรง ผิวหนังและเนื้อของมันฉีกขาดออกเองโดยไร้สาเหตุ เลือดสดๆไหลทะลักออกมาจากบาดแผลและไหลรินไปทั่วแท่น
เฉินชวนเงยหน้าขึ้นมองไปยังด้านบนแท่นบูชา เพียงชั่วครู่คบไฟรอบด้านก็กระพือไหวอย่างรุนแรง จากนั้นอสูรเศียรเหินฟ้าตัวนั้นก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืดด้านบนพุ่งตัวลงมายังเครื่องสังเวยบนแท่น เส้นผมยาวของมันสยายเป็นเงาดำขนาดใหญ่ครอบคลุมแท่นเอาไว้
เฉินชวนก้าวไปด้านหน้าสองก้าว เพียงแวบเดียวก็ข้ามระยะห้าหกเมตรไปได้ทันที เขาเตะขาขึ้นด้วยท่าเตะตวัดไปที่เศียรเหินฟ้าอย่างแม่นยำจนมันกระเด็นหลุดออกไปจากแท่นบูชา
เศียรเหินฟ้าถูกขัดขวางไม่ให้กินเครื่องสังเวยส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงที่คุ้นเคยออกมา พยายามจะกลับเข้ามาใกล้แท่นอีก แต่เฉินชวนยืนขวางไว้คอยเตะและขับไล่ไม่หยุดหย่อน หลังจากขับไล่ไปหลายต่อหลายครั้งในที่สุดเศียรเหินฟ้าก็หายตัวไปอีกครั้ง
เฉินชวนหยิบหยกสีเหลืองออกมาจากอกเสื้อ พบว่ากลายเป็นสีดำไปหมดแล้ว เขาออกแรงบีบเบาๆ หยกนั้นก็แตกสลายเป็นผงละเอียดร่วงหล่นจากมือของเขา
หยกนี้ช่วยเขาได้ไม่น้อยเลย พรุ่งนี้เขาคงต้องรับมือผลกระทบทั้งหมดด้วยตัวเองแล้ว แต่เขาก็สัมผัสได้ชัดเจนว่าเศียรเหินฟ้าอยู่ได้สั้นลงกว่าเดิมมาก แสดงว่าวิธีนี้ใช้ได้ผลจริงๆ
เฉินชวนโบกมือเล็กน้อยแล้วเดินออกไปด้านนอก เมื่อแจ้งสถานการณ์ให้กู้หมิงเต๋อและทุกคนทราบแล้วเขาจึงกลับไปยังเต็นท์พักที่เตรียมไว้ และเริ่มใช้วิชาลมหายใจควบคุมการเติบโตของเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ต่อทันที
วันต่อมาเขาเดินกลับเข้าไปในวัดเก่าอีกครั้ง สถานการณ์ทั้งวันก็แทบจะเหมือนกับวันก่อนหน้า ทุกครั้งเขาสามารถขับไล่อสูรเศียรเหินฟ้าออกจากเครื่องสังเวยได้สำเร็จเช่นเดิม
อย่างไรก็ตามเมื่อผ่านพ้นวันนั้นไป ผลกระทบที่ปรากฏบน “ตัวตนที่สอง” กลับชัดเจนและรุนแรงขึ้นมาก แม้จะยังอยู่ในขอบเขตที่เขาสามารถทนได้ แต่ก็แน่นอนว่านี่คือสงครามแห่งการกัดกร่อนอย่างแท้จริง ความเสียหายต่อ “ตัวตนที่สอง” กำลังสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ หากยังคงเป็นแบบนี้ต่อไปต่อให้ไม่มีเหตุการณ์พิเศษใดเกิดขึ้นก็คาดว่าคงรับมือได้อีกเพียงหนึ่งหรือสองวันเท่านั้น
วันที่สามหลังจากเฉินชวนปรับสภาพร่างกายเรียบร้อยแล้ว เขาเข้าไปยังวัดเก่าอีกครั้ง พอถึงเวลาพิธีบูชายัญ เศียรเหินฟ้าก็ปรากฏตัวขึ้นอีก และเช่นเคยเฉินชวนสามารถขับไล่มันจนหายตัวไปได้อีกครั้ง ครั้งนี้มันปรากฏตัวได้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
เขารู้สึกได้ว่าครั้งต่อไปที่มันปรากฏตัวน่าจะเป็นการเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายเพื่อจัดการกับมันให้จบสิ้นอย่างแท้จริง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีกวันหนึ่งผ่านพ้นไปอย่างเงียบงัน กระทั่งเวลาใกล้จะถึงพิธีบูชายัญช่วงเย็น ทันใดนั้นเองสมาชิกทีมที่เฝ้าอยู่ด้านนอกส่งเสียงร้องอย่างตื่นตระหนก ชี้ไปยังท้องฟ้าด้านนอกภูเขาแล้วพูดเสียงดังว่า
“หัวหน้ากู้ รีบมาดูนี่เร็ว!”
กู้หมิงเต๋อรีบหันไปมอง ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เขาเห็นเศียรเหินฟ้าจำนวนมากบินเข้ามาจากทุกทิศทาง เมื่อมองดูดีๆแล้วมีจำนวนมากถึงสี่สิบหรือห้าสิบตัวเลยทีเดียว
เขารีบพูดออกมาทันที
“น่าจะเป็นเศียรเหินฟ้าจากฐานอื่นๆ ของลัทธิที่บินมาที่นี่ คงเพราะวิธีของคุณเฉินได้ผลดีจริงๆ!” เขาตะโกนสั่งการทันทีว่า
“เตรียมพร้อมรับมือ!” พร้อมกำชับว่า
“พยายามอย่าให้พวกมันบินเข้าไปในวัด!”
เหล่าสมาชิกต่างตะโกนตอบรับคำสั่งพร้อมกัน ทุกคนยกปืนขึ้นเล็งไปยังท้องฟ้าแล้วเริ่มยิงกระหน่ำใส่กลุ่มอสูรทันที บนภูเขาขณะนี้มีคนรวมตัวกันมากกว่า 100 คน เสียงปืนดังสนั่นจนฝูงนกต่างแตกตื่นบินหนีไป เศียรเหินฟ้าบางส่วนถูกยิงร่วงลงมา แต่สุดท้ายก็ยังมีประมาณหนึ่งในสามที่เล็ดลอดบินผ่านรูบนหลังคาเข้าไปในวัดเก่าจนได้
กู้หมิงเต๋อมองไปทางวัดด้วยสีหน้าหนักใจ สิ่งที่พวกเขาทำได้ก็ทำไปหมดแล้ว เศียรเหินฟ้าที่หลุดเข้าไปด้านในคงมีเพียงเฉินชวนเท่านั้นที่จะจัดการได้
ขณะเดียวกันภายในวัดเก่า เฉินชวนกำลังเผชิญหน้ากับเศียรเหินฟ้าต้นตออีกครั้ง เดิมทีหากเป็นไปตามวิธีที่ใช้มาก่อนหน้านี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ทันทีที่เศียรเหินฟ้าจำนวนมากบินเข้ามาด้านใน เขาก็รู้สึกถึงแรงรบกวนที่ชัดเจนทันที
เขารู้สึกได้ว่าหากปล่อยให้เศียรเหินฟ้าตัวต้นตอสัมผัสกับเลือดเนื้อใหม่ๆได้ มันจะสามารถฟื้นคืนพลังกลับมาได้อย่างแน่นอน และนั่นจะสร้างปัญหาใหญ่หลวงตามมา
ในช่วงเวลาวิกฤตินี้ดวงตาของเขาสว่างวาบขึ้น เขาพุ่งตัวเข้าไปข้างหน้าสองก้าวรีบคว้าเศียรเหินฟ้าตัวต้นตอหนีบไว้ใต้แขน จากนั้นชักปืนออกมาแล้วหมุนตัวกลับไปยิงต่อเนื่องทันที เสียงปืนดังระรัวต่อเนื่อง เศียรเหินฟ้าจำนวนมากที่บินเข้ามาต่างบินหนีแตกตื่น เมื่อยิงจนหมดแม็กเขาโยนปืนทิ้งไปแต่ยังคงหนีบเศียรเหินฟ้าตัวต้นตอไว้ แล้วชักดาบเสวี่ยจวินขึ้นมาฟันออกไปอย่างดุดัน!
ทุกครั้งที่ดาบฟันออกไปจะต้องมีเศียรเหินฟ้าร่วงตกลงพื้นเสมอ เมื่อแสงของดาบเล่มสุดท้ายดับลง โถงพิธีที่กว้างใหญ่นี้ก็ไม่มีเศียรเหินฟ้าเหลืออยู่อีกแม้แต่ตัวเดียว
ในเวลานั้นเองเขาเหมือนได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆดังขึ้นที่ข้างหู ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าอ้อมแขนของเขาว่างเปล่าลง เมื่อเขาหันไปมองก็เห็นเถ้าถ่านร่วงหล่นลงมาพร้อมกับเส้นผมสีดำมากมายที่ตกกระจายอยู่บนพื้น
เฉินชวนสังเกตเห็นว่า “ตัวตนที่สอง” ของเขาเวลานี้ดูเหมือนจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก รูปร่างสั่นไหวพร่าเลือนรุนแรงจนเกือบจะสลายไปในอากาศ
ในเวลาเดียวกันนั้นเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ในร่างกายเขาก็ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ด้วยสภาพแบบนี้...
แค่การใช้วิชาลมหายใจเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว
เขาสูดหายใจลึกๆถอดเสื้อคลุมออกแล้วเริ่มฝึก “กระบวนท่ามือเปล่าขั้นสูงสุด” ทันที แต่หลังจากฝึกไปไม่กี่รอบ เขาก็พบว่ามันยังไม่พอจะตามทันความเร็วของการเติบโตของเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ได้ เขาจึงลองเปลี่ยนไปฝึกกระบวนท่าอื่นๆตามที่เคยเรียนรู้จากอาจารย์เหอเสี้ยวสิงรวมทั้งฝึก “ท่ายืนพลังแฝง” แบบต่างๆที่เคยเรียนรู้มา
เขาลองฝึกฝนไปทีละกระบวนท่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายก็ยังรู้สึกว่าไม่เพียงพอ เขาจึงตัดสินใจหยิบดาบเสวี่ยจวินขึ้นมา ในขณะที่ฝึกวิชาลมหายใจก็ฝึก “พลังแฝงดาบพิฆาต”ไปพร้อมกัน ทันใดนั้นเอง ดาบของเขาก็เปล่งแสงแวววาว คมดาบแผ่พลังออกไปทั่วบริเวณ ซากของเศียรเหินฟ้าบนพื้นล้วนถูกพลังจากดาบของเขาบดขยี้จนแหลกละเอียดไปหมด
เฉินชวนฝึกฝนอยู่เช่นนี้ตลอดทั้งคืน เมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันใหม่ส่องลงมาจากช่องบนเพดาน เขาก็หยุดการเคลื่อนไหวของดาบ และในตอนนั้นเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นแววตาของเขาก็เปล่งประกายสว่างวาบออกมาชั่วขณะหนึ่ง
เขาถอนหายใจยาวๆครั้งหนึ่งเก็บดาบแล้วลุกขึ้นยืน เขาคิดอยู่เล็กน้อยก่อนจะก้มลงเก็บเศษเถ้าถ่านและเส้นผมบนพื้น จากนั้นจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อยวางดาบพาดบ่าแล้วเดินออกไปยังด้านนอก
คนที่รออยู่ด้านนอกต่างกระวนกระวายใจอย่างมาก กู้หมิงเต๋อที่คางเต็มไปด้วยหนวดเครา ทุกคนต่างไม่ได้หลับได้นอนเลยตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา
เพราะตั้งแต่เมื่อคืนหลังจากเศียรเหินฟ้าบินเข้าไปในวัด เฉินชวนก็ไม่ได้ออกมาจากวัดอีกเลย ทุกคนต่างกังวลว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ฟ้าสว่างแล้วหากเขายังไม่ออกมาพวกเขาก็เตรียมตัวจะเสี่ยงบุกเข้าไปช่วยแล้ว
ในตอนนั้นเองทุกคนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น คนที่นั่งอยู่ต่างลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ แล้วหันไปมองที่ประตูทางเข้าวัดเก่าพร้อมกัน
เสียงฝีเท้านั้นดังชัดขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเฉินชวนที่ถือดาบไว้ในมือก็ก้าวออกมาจากเงามืดในวัดเก่า ร่างของเขาเดินจากเงามืดออกมาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมายืนอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์แรกของยามเช้าอย่างมั่นคง
(จบบท)