- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 106 ลัทธิเศียรเหินฟ้า
บทที่ 106 ลัทธิเศียรเหินฟ้า
บทที่ 106 ลัทธิเศียรเหินฟ้า
เฉินชวนพอได้ยินเขาพูดถึงภารกิจรับจ้างรายใหญ่นี้ก็เริ่มสนใจขึ้นมาทันทีจึงถามรายละเอียดเพิ่มเติมไปอีกหลายข้อ
เหรินชู่ก็รีบตั้งใจเล่าให้ฟังอย่างละเอียด
เมื่อไม่นานมานี้ในพื้นที่จำนวนมากของหมู่บ้านและตำบลทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหยางจือได้เกิด ‘ลัทธิเศียรเหินฟ้า’ ขึ้นมา ว่ากันว่าชาวบ้านในละแวกนั้นบูชาหัวลอยที่บินไปบินมา
ตอนแรกยังได้ยินว่าแค่บางหมู่บ้านเท่านั้นที่ทำพิธีบูชาประหลาดนี้ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดจำนวนผู้ศรัทธากลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนมีแนวโน้มจะแพร่กระจายไปยังเมืองใกล้เคียงและลุกลามเข้าสู่ตัวเมืองด้วย
ก่อนหน้านี้สำนักงานบริหารเมืองหยางจือได้สั่งให้สถานีตำรวจออกกวาดล้างจุดศูนย์กลางของลัทธิเศียรเหินฟ้าในตัวเมืองไปแล้ว แต่ในระหว่างการดำเนินงานกลับเกิดการปะทะกันเล็กน้อย แถมยังตรวจพบอาวุธปืนและกระสุนบางส่วนอีกด้วย ด้วยเหตุนี้สำนักงานบริหารจึงสงสัยว่าเบื้องหลังของเรื่องนี้อาจมี กลุ่มต่อต้านรัฐบาล อยู่ด้วย
ดังนั้นเมืองหยางจือจึงมีแผนจะเปิดปฏิบัติการกวาดล้างจุดศูนย์กลางของลัทธินี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในจุดที่สำคัญ แต่เนื่องจากหลายจุดอยู่ในเขตภูเขาและหมู่บ้านที่การคมนาคมไม่สะดวก ทำให้สถานีตำรวจไม่สามารถส่งกำลังเข้าไปล้อมปราบขนาดใหญ่ได้จึงตัดสินใจมอบหมายภารกิจนี้ให้กับบริษัทตัวแทนต่างๆแทน
และด้วยความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะเข้าร่วม
"อย่างนี้นี่เอง" เฉินชวนคิดในใจ ‘แบบนี้ถึงสมเหตุสมผล’
สองสามวันที่ผ่านมาอยู่ๆก็มีคนมากมายติดต่อเข้ามา เขารู้สึกแปลกใจเพราะแม้ว่าเขาจะแสดงให้เห็นว่าแก้ไขเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติได้ แต่ก่อนหน้านี้เรื่องพวกนี้ไม่เคยได้รับความสำคัญขนาดนั้น จึงไม่ควรจะมีปฏิกิริยารุนแรงแบบนี้ ทว่าตอนนี้มองย้อนกลับไปก็ชัดเจนว่าบริษัทตัวแทนทั้งหลายคงได้รับข่าวล่วงหน้ากันมาแล้ว
สิ่งที่พวกเขาทำอยู่ตอนนี้คือเตรียมตัวเพื่อภารกิจนี้นั่นเอง
หมิ่นหลานไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับเขามาก่อน อาจเป็นเพราะยังไม่มีโอกาสเหมาะที่จะคุยหรือไม่แน่อาจเป็นเพราะเธอเองก็ยังไม่รู้เรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ
เขาถามว่า
“มีคนรู้เรื่องนี้มากไหมครัล?”
เหรินชู่ตอบว่า
“ในระดับผู้บริหารของบริษัทตัวแทนต่างๆถือว่าไม่ใช่ความลับเลย พอสำนักงานบริหารเริ่มมีแผนออกมาพวกเขาก็รู้กันแล้ว ส่วนพวกเรากว่าจะได้ข่าวนี้มาก็ต้องพยายามกันพอสมควร”
“ตอนนี้ยังสามารถเก็บเงียบไว้ได้ เพราะทุกบริษัทต่างก็มีความเข้าใจกันโดยปริยายว่าจะไม่เปิดเผยข่าวนี้ง่ายๆเพื่อจะแข่งขันแย่งความได้เปรียบ แต่พอเวลาผ่านไปทุกคนเตรียมการเสร็จหมดแล้วข่าวก็จะกระจายว่อนแน่ๆ”
เฉินชวนถามรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยแล้วก็พบว่าเหรินชู่สามารถพูดถึงเรื่องในระดับบนได้อย่างชัดเจน แต่กลับไม่ค่อยรู้เรื่องในระดับล่างมากนัก คงเป็นเพราะบุคคลที่เขาติดต่อด้วยในแต่ละวันนั้นต่างกัน
เมื่อเห็นว่าเฉินชวนยังคงครุ่นคิดไม่หยุด เหรินชู่ก็กัดฟันแน่นแล้วเสนอเงื่อนไขสำคัญอีกข้อหนึ่ง
“ถ้าคุณเฉินยินดีเข้าร่วม เราสามารถให้คุณเข้าร่วมในฐานะผู้ร่วมทุนได้เลย ต่อจากนี้ถ้าเป็นภารกิจเกี่ยวกับเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติ คุณจะรับหรือไม่รับจะจัดการยังไงก็แล้วแต่คุณตัดสินใจทั้งหมด เราจะไม่เข้าไปแทรกแซงและเราจะเขียนทุกอย่างลงในข้อตกลงชัดเจน!”
เฉินชวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะสถานะผู้ร่วมทุนนั้นก็คือเทียบเท่าผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจสำคัญต่างๆได้ตามสิทธิ์ตามกฎหมาย และในทางทฤษฎีแล้วไม่ว่าจะเป็นข้อมูลหรือผลกำไรเขาย่อมมีสิทธิ์รับรู้และแบ่งปันเช่นเดียวกับหุ้นส่วนคนอื่น
ยิ่งไปกว่านั้นหากฝ่ายเหรินชู่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับรายละเอียดของภารกิจเลยก็เท่ากับว่ามอบอำนาจในสายงานนี้ให้เขาดูแลอย่างสมบูรณ์ เมื่อพิจารณาว่าบริษัทแห่งนี้เพิ่งเริ่มต้น หากเขาตอบตกลงเข้าร่วมก็เท่ากับว่าเขาจะได้ควบคุมทั้งฝ่ายปฏิบัติการทันที การเสนอเงื่อนไขขนาดนี้ก็เหมือนกับยกตำแหน่งให้เขาโดยปริยาย
เขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า
“ข้อเสนอของคุณน่าดึงดูดมาก แต่จำเป็นต้องลงทุนขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
เหรินชู่พูดอย่างจริงใจว่า
“พวกเราทำไปเพื่ออนาคตของบริษัท ขอแค่เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทเราก็พร้อมจะลองทุกอย่าง”
“พวกเราก็มีความฝันในชีวิตเหมือนกัน พูดตามตรงพวกเราไม่ได้ขาดเงิน เราไม่ใช่คนที่ไล่ล่าทรัพย์สิน แต่เราแค่อยากพิสูจน์ให้บางคนเห็นว่าพวกเราก็สามารถสร้างคุณค่า สร้างปาฏิหาริย์ได้ ไม่ใช่พวกไร้ค่าอะไรเลย”
เฉินชวนดูออกว่าคำพูดของเขานั้นออกมาจากใจจริงและยังบอกเป็นนัยว่าพวกเขามีทุนสำรองอยู่แล้ว ถ้าล้มเหลวก็แค่สร้างใหม่อีกบริษัทหนึ่งก็ยังได้
เขาจึงพูดว่า
“ข้อเสนอของพวกคุณถือว่าจริงใจมาก เรื่องนี้ขอผมพิจารณาก่อนแล้วกัน ผมจะให้คำตอบที่ชัดเจนภายในวันที่หนึ่ง ระหว่างนี้ผมจะไม่ให้คำตอบกับบริษัทไหนทั้งนั้น”
เหรินชู่ดีใจจนเผลอยกก้นขึ้นนิดหนึ่ง เขาตบหัวตัวเองเบาๆอย่างนึกขึ้นได้ แล้วรีบหยิบนามบัตรของตัวเองออกมายื่นให้
“ถ้าคุณเฉินคิดว่าบริษัทของเราเหมาะสมก็ใช้บัตรใบนี้ติดต่อเราได้เลยครับ”
เฉินชวนรับมาพร้อมกล่าวว่า
“งั้นวันนี้คุยกันเท่านี้ก่อนแล้วกันครับ”
“ได้ครับ”
เหรินชู่ลุกขึ้นยืน ตอนพูดเมื่อครู่ดูผ่อนคลายไม่ตึงเครียดเหมือนตอนเริ่มคุย แต่พอยืนขึ้นเผชิญหน้ากับร่างสูงกว่าของเฉินชวนเขากลับรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่มองไม่เห็นจนต้องถอยหลังในใจเล็กน้อย
เฉินชวนสังเกตเห็นอาการกระอักกระอ่วนของเขาจึงยื่นมือไปก่อนพร้อมรอยยิ้ม
“คุณเหริน ไม่ว่ายังไงวันนี้คุณก็มาหาผมถึงที่ แถมยังให้ข่าวดีๆ ผมต้องขอบคุณคุณมาก”
เหรินชู่ค่อยๆยื่นมือออกมาจับแน่นแล้วพยักหน้าด้วยแรงหนึ่งที
หลังจากออกจากห้องมาทั้งสองคนก็กล่าวลา จากนั้นเหรินชู่เดินลงบันไดออกจากหอพักไปคนเดียว
พวกลูกน้องอย่างเจ้าเจียงที่มาด้วยกันต่างพากันรออยู่อย่างกระวนกระวาย พอเห็นเขาเดินออกมาก็รีบกรูกันเข้ามาถามเสียงระงม
“ว่าไงบ้างครับพี่เหริน?”
“พี่เหริน ข้อตกลงสำเร็จไหม?”
“พี่เหริน แล้วเฉินชวนคนนั้นหน้าตายังไงเหรอ?”
เหรินชู่คิดอยู่สักพักแล้วตอบว่า
“ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่สิ่งที่ควรพูดฉันก็พูดหมดแล้ว” เขาหันไปมองหอพัก
“จากนี้ก็รอลุ้นผลก็พอ”
เฉินชวนกลับออกมาไม่นานก็ไปทักทายพูดคุยกับนักศึกษาอีกคนหนึ่งชื่อหลิง จากนั้นก็กลับเข้าห้องพักของตัวเอง
ตอนนี้เขายังครุ่นคิดถึงข้อมูลที่เหรินชู่นำมา ถ้าข่าวนี้เป็นความจริงแผนปฏิบัติการของสำนักงานบริหารเมืองหยางจือครั้งนี้คงไม่ใช่เล็กๆ และบรรดาบริษัทตัวแทนต่างก็คงอยากเข้ามามีส่วนร่วม ถ้าเป็นแบบนั้นต่อจากนี้คงจะมีคนมาเจรจากับเขาอีกเยอะ
เป้าหมายของเขาในการรับภารกิจรับจ้างก็เพื่อหาแหล่งทรัพยากรไว้ฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่งขึ้น ถ้าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เขาก็ไม่ลังเลที่จะร่วมด้วย และภารกิจนี้ก็ดูท่าว่าจะเป็นงานใหญ่มาก ถ้าร่วมได้จริงต่อให้ยังไม่ได้ ใบอนุญาตป้องกันตัวแบบไร้ขีดจำกัด อย่างน้อยก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการขอใบอนุญาตสวมเกราะ
และหากดูจากเงื่อนไขที่เหรินชู่เสนอให้ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่บริษัทอื่นจะให้ข้อเสนอระดับเดียวกันได้
อันที่จริงยังมีทางเลือกอีกทาง คือไปรับงานจากสำนักงานบริหารโดยตรงในฐานะบุคคลทั่วไป แต่ปัญหาคือเขายังเป็นแค่นักศึกษาปีหนึ่ง ยังไม่มีสถานะได้รับการรับรองฝึกงานอย่างเป็นทางการ
ยิ่งไปกว่านั้นการรับงานโดยตรงยังต้องผ่านกระบวนการมากมาย เช่น การให้สำนักงานกฎหมายเป็นผู้ดำเนินการสัญญา การวางเงินประกัน การหาผู้ค้ำประกัน และอื่นๆอีกมาก แถมยังต้องประสานงานกับข้าราชการในหลายหน่วยงาน ซึ่งล้วนเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อนไม่ใช่ใครก็ทำได้
ด้วยเหตุนี้คนส่วนใหญ่จึงเลือกทำงานผ่านบริษัทตัวแทนมากกว่า
อย่างไรก็ตามก่อนจะตัดสินใจเรื่องนี้ เขายังต้องไปหารือกับอาจารย์ที่ปรึกษาเฉิงจื่อทงก่อนว่าทางอาจารย์มีแผนอะไรไว้หรือไม่ ถ้ามีก็ไม่จำเป็นที่เขาจะต้องรีบตัดสินใจเอง
เพราะเฉิงจื่อทงเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าหลังจากหมดช่วงยุ่งๆแล้วจะหาเวลามาคุยเรื่องใบอนุญาตป้องกันตัวแบบไร้ขีดจำกัดกับเขา ตอนนั้นก็จะได้ถามเรื่องภารกิจนี้ไปด้วย เขาจึงไม่ได้โทรหาแต่รออย่างใจเย็นแทน
เวลาเผลอผ่านไปสองวัน วันนี้เป็นวันที่ยี่สิบเก้าซึ่งเป็นวันเริ่มต้นวันหยุดของสถาบันแล้ว
เฉินชวนยืนอยู่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ สายตาไล่ไปทั่วทิวทัศน์ขาวโพลนที่เต็มไปด้วยหิมะในช่วงสองวันที่ผ่านมา จนแม้แต่ทะเลสาบชุนชิวก็เริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งบางๆแล้ว
แต่ภายในห้องแม้จะไม่มีเครื่องทำความร้อน เขาก็ไม่ได้รู้สึกหนาวเลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับรู้สึกสบายมาก
จริงๆแล้วไม่ใช่แค่เขา นักศึกษาทุกคนที่ฝึกจนมีเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ต่างก็ไม่รู้สึกหนาวทั้งนั้น ส่วนใหญ่ยังใส่เสื้อผ้าฤดูใบไม้ร่วงอยู่เลยด้วยซ้ำ
แม้แต่กลุ่มนักเรียนระดับรองหลังจากฝึกฝนวิชาลมหายใจก็สามารถทำให้ร่างกายร้อนขึ้นได้อย่างรวดเร็วจึงไม่ค่อยอยากใส่เสื้อหนาๆเพิ่ม หากหิวบ่อยขึ้นก็แค่กินเจลอาหารเสริมแบบแจกฟรีเพิ่มอีกไม่กี่หลอดก็พอแล้ว
“ตึก ตึก ตึก…”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก เขาเดินไปเปิดประตู แล้วทักขึ้นว่า
“อาจารย์ครับ”
เฉิงจื่อทงพยักหน้ารับ เขาเดินเข้ามาในสภาพยังใส่เสื้อแขนสั้นแบบเดียวกับที่ใส่ในสำนักงาน ใบหน้าแดงเรื่อดูสดใส เขายิ้มพลางพูดว่า
“นายไม่ไปดูการแข่งขันเหรอ? เห็นนักศึกษาหลายคนพอสอบเสร็จก็รีบไปดูเลยนะ”
เฉินชวนตอบว่า
“ผมอยากใช้เวลาให้มากที่สุดในการฝึกครับ”
เฉิงจื่อทงหัวเราะเบาๆ
“อย่าฝึกจนเกินไปนักล่ะ พักผ่อนบ้างก็ได้ เอาล่ะ ฉันรู้ว่านายรอฉันมาคุยเรื่องใบอนุญาตป้องกันตัวแบบไร้ขีดจำกัดอยู่ ไม่ต้องรีบร้อน วันนี้ฉันว่างพอดีจะคุยเรื่องนี้กับนายให้ละเอียดเลย”
เขานั่งลงหยิบชาร้อนที่เฉินชวนยื่นให้ขึ้นมาจิบ รอจนเฉินชวนก็นั่งลงเรียบร้อยแล้วจึงค่อยๆพูดขึ้น
“เรื่องการสอบใบอนุญาตป้องกันตัวแบบไร้ขีดจำกัด ต้องยื่นคำร้องขอก่อนและการจะยื่นได้นั้นก็มีเงื่อนไขอยู่หลายอย่าง อย่างน้อยต้องเคยได้รับการประเมินผลระดับสูงจากหน่วยงานของรัฐ พร้อมกับได้หนังสือแนะนำจากพวกเขา”
“ต้องเข้าใจก่อนว่าการประเมินผลที่ว่านี้ไม่ใช่การประเมินผลจากภารกิจรับจ้างทั่วไป แต่ต้องเป็นการประเมินจากหน่วยงานราชการจริงๆ”
“มันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก อย่าง เสิ่นเจิ้ง ตอนนั้นเขาได้คะแนนประเมินจาก สำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษ เพราะผลงานของเขาโดดเด่นมากและด้วยคะแนนประเมินนั้น เขาถึงได้คุณสมบัติไปเข้าสอบใบอนุญาตนี้”
“สำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษเหรอครับ?”
เฉินชวนพยักหน้าเบาๆ เขารู้ดีว่าสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษแห่งนี้ เป็นหน่วยงานระดับรัฐที่มีหน้าที่ดูแลควบคุมผู้ใช้ศิลปะการต่อสู้และกรณีที่เกี่ยวข้องกับอาวุธต้องห้าม
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือในหน่วยงานนี้มีเจ้าหน้าที่หลายคนเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการหรือหัวหน้าสาขาของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ตามภูมิภาคต่างๆ หรือบางคนก็ยังควบตำแหน่งอยู่ด้วยซ้ำ สำหรับนักศึกษาระดับเมื่อจบการศึกษา หนึ่งในเส้นทางอาชีพก็คือเข้าสู่สำนักนี้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการกลายเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตัวจริงของประเทศ
เฉิงจื่อทงกล่าวต่อว่า
“แต่ฉันไม่แนะนำให้นายใช้การประเมินจากหน่วยงานนี้นะ เพราะมันเท่ากับว่าใช้ผลประเมินจากหน่วยงานต้นสังกัดของตัวเอง ฟังดูแล้วเหมือนการย้ายของจากมือซ้ายไปมือขวา คุณค่ามันเลยไม่สูงนัก ต่อให้ผ่านจริงก็จะโดนทางสถาบันและบริษัทตัวแทนรู้ทันที เท่ากับว่าประกาศให้รู้ทั่วกันว่านายกำลังจะฝ่าแนวป้องกันออกไปแล้ว”
“แต่โชคดีที่นายต่างจากคนอื่น นายมีผลประเมินดีจากสถานีตำรวจอยู่ ฉันแนะนำว่าถ้านายจะสมัคร ก็ให้ใช้ใบแนะนำจากที่นั่นจะดีกว่า”
“เมื่อมีเอกสารนี้รวมกับ ใบอนุญาตพกอาวุธ นายก็สามารถยื่นสมัครขอสอบใบอนุญาตป้องกันตัวแบบไร้ขีดจำกัดได้แล้ว”
“เพียงแต่ว่าขั้นตอนขออนุมัติต้องใช้เวลา ถ้านายเป็นนักศึกษาระดับปีสามจะใช้เวลาสั้นหน่อย แต่ถ้าเป็นอย่างนายก็จะใช้เวลานานขึ้นนิดหน่อยราวๆหนึ่งเดือน ถ้าได้รับอนุมัติก็ต้องสอบให้ผ่านภายในครึ่งปี ฉันแนะนำว่าให้นายยื่นสมัครตั้งแต่ปีนี้เลย เพราะถ้าไม่ใช่นักศึกษาปีสามมีโอกาสสูงมากที่จะถูกปฏิเสธ”
เฉินชวนอดไม่ได้ที่จะถามว่า
“อาจารย์ครับ ทำไมถึงจะไม่ผ่านล่ะครับ?”
เฉิงจื่อทงเคาะโต๊ะน้ำชาเบาๆด้วยแว่นสายตาแฟชั่นของเขา
“การสอบใบอนุญาตนี้ต้องผ่านการอนุมัติจากสถาบันหลักและแต่ละปีจะมีการจำกัดจำนวนใบอนุญาตที่ออกให้ทั่วประเทศ ขณะเดียวกันจากมหาวิทยาลัยอู่ยี่ตามจังหวัดต่างๆก็จะมีผู้สมัครเข้าสอบจำนวนมาก ดังนั้นคณะกรรมการตรวจสอบมักจะคัดกรองโดยดูจากคุณสมบัติของนักศึกษาก่อน”
“นักศึกษาปีหนึ่งอย่างนายที่อยู่แค่ปีหนึ่งโอกาสถูกปัดตกมีสูงมาก”
“แต่ถ้าเคยยื่นเรื่องไว้รอบหนึ่งแล้วในรอบถัดไปจะได้อยู่ในลำดับพิจารณาก่อนหน้า และถ้ายังไม่ผ่านอีกพอถึงปีสามก็ไม่มีใครกล้าขัดขวางอีกแล้ว”
“เสิ่นเจิ้งก็เหมือนนายเลย ปีหนึ่งก็ได้ใบพกอาวุธ แต่กว่าจะได้สิทธิ์สอบก็ต้องรอถึงปีสามเหมือนกัน”
เฉินชวนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ
“แล้วถ้า…แค่สมมติว่าครับ…ถ้ารอบนี้ผมสมัครแล้วผ่านเลย ผมก็จะมีเวลาแค่ครึ่งปีในการเตรียมตัวใช่ไหมครับ?”
เฉิงจื่อทงมีสีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ ถ้านายไม่มั่นใจก็รอถึงปีสองก่อนก็ได้ รอให้แน่ใจมากกว่านี้แล้วค่อยสมัครก็ยังทัน”
เฉินชวนคิดต่อแล้วถามอีกว่า
“อาจารย์ครับ ผมอยากรู้ว่า ใบอนุญาตป้องกันตัวแบบไร้ขีดจำกัด กับ โควตาเข้าสู่ศูนย์กลางเมือง มันมีความเกี่ยวข้องกันไหมครับ?”
(จบบท)