- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 86 ถืออาวุธ สวมเกราะ ไร้สิ่งต้องห้าม ตอนแรก
บทที่ 86 ถืออาวุธ สวมเกราะ ไร้สิ่งต้องห้าม ตอนแรก
บทที่ 86 ถืออาวุธ สวมเกราะ ไร้สิ่งต้องห้าม ตอนแรก
สองชั่วโมงต่อมา ณ หมู่บ้านไฉเจียไจ้
เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจเข้าควบคุมพื้นที่แล้ว ร่างของนักศึกษารุ่นพี่แซ่หลิวถูกพบในซากอาคารที่ถล่มลงมา
ร่างของเขาถูกปกคลุมด้วยร่มกันกระสุนที่ขาดรุ่งริ่ง ชุดเกราะป้องกันบนตัวของเขายังคงอยู่ในสภาพดีโดยรวม แต่บาดแผลร้ายแรงเกิดจากคานไม้ที่พังลงมาทับด้านบน
ตอนที่เขาเสียชีวิตท่าทางของเขายังคงเป็นท่าหมอบกับพื้น โดยมีร่างของเด็กคนหนึ่งอยู่ใต้ตัวเขา เด็กคนนั้นหมดสติไป แต่โชคดีที่พื้นที่ที่รุ่นพี่หลิวกันไว้ช่วยให้เด็กยังสามารถหายใจได้และร่างกายของเด็กก็ไม่มีบาดแผลใดๆ
นักศึกษาหญิงในกลุ่มพูดขึ้นเบาๆ
“ตรวจสอบแล้ว รอบๆห้องมีชาวบ้านถูกจับมัดอยู่เต็มไปหมด ถนนก็ถูกฝังระเบิดที่จุดชนวนได้จากระยะไกล เห็นได้ชัดว่ามันเป็นกับดักเพื่อดึงดูดให้พวกเราเข้าไปช่วยเหลือแล้วกดระเบิดใส่พวกเรา โชคดีที่พวกเราออกมาเร็ว…”
เธอกลั้นน้ำตาไว้ก่อนพูดต่อ
“เขาสามารถหนีออกมาได้แท้ๆ”
นักศึกษาชายที่ยืนอยู่รอบๆเงียบกันหมด
เฉินชวนกวาดตามองไปรอบๆอาคารหลายหลังพังลงมาจากแรงระเบิด อย่างน้อยเด็กคนนี้รอดชีวิตเพราะการเสียสละของนักศึกษารุ่นพี่แซ่หลิว แต่ชาวบ้านคนอื่นๆในอาคารที่พังถล่มไปกลับไม่ได้โชคดีเช่นนั้น
หานกั๋วเดินเข้ามาแล้วพูดขึ้น
“เกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักศึกษาหลิว ฉันจะรายงานเรื่องนี้ไปตามความเป็นจริง”
นักศึกษารุ่นพี่แซ่วู่แค่นเสียงเยาะ
“คนตายไปแล้ว มันมีความหมายอะไรอีก?”
หานกั๋วตอบ
“ถึงตัวเขาจะตาย แต่ชื่อของเขาจะยังคงอยู่ สิ่งที่เขาทำมีความหมายและคณะกรรมการดูแลร่างผู้เสียชีวิตจะช่วยดำเนินการต่อไป” เธอมองไปรอบๆกลุ่มนักศึกษา
“นอกจากนี้ ฉันต้องแจ้งให้พวกเธอทราบว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายโดยตรงถูกยกเลิกแล้ว”
นักศึกษาทุกคนตกใจและหันไปมองเธอทันที นักศึกษาหญิงจ้องมองเธอเขม็งก่อนจะถามเสียงเข้ม “หมายความว่ายังไง?”
หานกั๋วพูดเรียบๆ
“ก็แค่หมายความตามตัวอักษร อย่าถามฉันว่าทำไมเพราะฉันเองก็ไม่รู้ แต่คะแนนที่พวกเธอสมควรได้รับจะยังคงมีอยู่ บางทีอาจเป็นเพราะลูกชายของ ส.ส. ฟางรอดแล้วก็ได้”
นักศึกษารุ่นพี่แซ่วู่หัวเราะเยาะ
“รอดเหรอ? เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก”
เฉินชวนเองก็เพิ่งได้ยินเรื่องนี้ก่อนหน้านี้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทุ่มเทค้นหาทั่วหมู่บ้าน เด็กชายของ ส.ส. ฟาง กลับแอบหนีออกจากบ้านไปเล่นลูกดอกกับเพื่อนที่บ้านของเขาเอง พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่าเด็กถูกลักพาตัวไป สองเด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องราวยังคิดว่าสนุกและแอบซ่อนตัวอยู่จนกระทั่งเวลาผ่านไปนานกว่าทุกคนจะรู้ความจริง
ถ้าไม่มีเรื่องเข้าใจผิดนี้เหตุการณ์คงไม่บานปลายไปขนาดนี้
หานกั๋วพูดต่อ
“แม้ว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจะถูกยกเลิก แต่ภารกิจทั่วไปยังคงมีอยู่ เพียงแต่ตอนนี้ถูกโอนไปอยู่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจ พวกเธอจะเลือกทำต่อหรือถอนตัวก็ได้ คณะกรรมการจะไม่เข้ามาแทรกแซง”
นักศึกษาหญิงถามขึ้น
“ตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไงกันแน่?”
หานกั๋วตอบ
“กลุ่มของฟางต้าหวีหนีไปได้ไม่ไกล ตอนนี้พวกมันหลบอยู่ในป้อมร้างจากยุคแห่งการบุกเบิกครั้งใหญ่ทางตอนเหนือ แต่ทางเข้ามีพื้นที่แคบมาก ตำรวจพยายามบุกเข้าไปหลายครั้งแต่ก็ยังฝ่าเข้าไปไม่ได้”
เธอหยุดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ
“แล้วแต่พวกเธอจะตัดสินใจ อยากถอนตัวก็มากับฉัน ฉันจะรอพวกเธอสิบนาที”
พูดจบเธอก็เดินจากไปทันที
กลุ่มนักศึกษายืนนิ่งกันไปชั่วครู่
ไม่นานนักนักศึกษาหญิงพูดขึ้นว่า
“ฉันถอนตัว”
นักศึกษาชายคนหนึ่งก้มหน้าก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ฉันก็เหมือนกัน”
“ฉันก็ถอนตัว” อีกคนพูดขึ้นพลางมองไปรอบๆ
“ฉันยอมรับว่าฉันกลัว ถ้าหากรุ่นพี่หลิวไม่ตายฉันคงอยู่ต่อ แต่พวกนายก็ลองคิดดูดี ๆเถอะนะ พื้นที่ตรงนั้นเราต้องเป็นคนบุกทะลวงลงไปเองแล้วเราจะทำได้เหรอ? ไหนจะเรื่องที่ภารกิจหลักถูกยกเลิกไปแล้วทำไมต้องเสี่ยงชีวิตต่อไปอีก?”
นักศึกษารุ่นพี่แซ่วู่ลังเล เขาดูเหมือนอยากจะอยู่ต่อ แต่ก็ตัดสินใจไม่ได้ เขาหันไปมองเฉินชวนก่อนจะถามว่า
“แล้วนายล่ะ เฉินชวน?”
เฉินชวนมองไปรอบๆเห็นได้ชัดว่าทุกคนคาดหวังให้เขาถอนตัวเช่นกัน
แต่ก่อนที่เขาจะตอบ เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากที่ไกลๆ
“เฉินชวน ใช่นายหรือเปล่า?”
เฉินชวนมองไปตามเสียงเรียกแล้วพบกับเด็กสาวร่างผอมบางผิวขาวสะอาดที่ยืนอยู่ตรงนั้น เธอผูกผมเป็นสองเปีย สวมเสื้อผ้าธรรมดาแบบเด็กสาวในชนบท แต่ถึงอย่างนั้นเธอกลับมีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัย
เขาแปลกใจเล็กน้อย
“กวนเสี่ยวฮุ่ย?”
เขาคิดทบทวนก่อนจะพูดกับเหล่านักศึกษารุ่นพี่
“รุ่นพี่ไปกันก่อนเถอะครับ”
เมื่อเห็นว่าเขาพบคนรู้จัก คนอื่นๆก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงมองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนจะทยอยเดินจากไป
เฉินชวนเดินเข้าไปหาเธอแล้วพูดว่า
“กวนเสี่ยวฮุ่ยจริงๆด้วย? เธอ… มีญาติอยู่ที่หมู่บ้านไฉเจียไจ้เหรอ?”
เขาเคยได้ยินติงเจียวพูดถึงเธอในงานเลี้ยงรุ่นมาก่อนว่า พ่อของกวนเสี่ยวฮุ่ยติดหนี้พนันหนักมาก ส่วนแม่เลี้ยงก็พาลูกสาวหนีไปทิ้งเธอไว้เพียงลำพัง เธอจึงต้องหนีมาอาศัยอยู่ในชนบทหรือว่าเธอมาอยู่ที่นี่?
กวนเสี่ยวฮุ่ยพยักหน้าเบาๆแล้วพูดว่า
“เฉินชวน แล้วนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
เฉินชวนตอบ
“ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยอู่ยี่ได้ ที่ฉันมาอยู่ที่นี่ก็เพราะได้รับมอบหมายจากสำนักงานบริหารเมืองหยางจือ”
กวนเสี่ยวฮุ่ยมองเขาอย่างแปลกใจราวกับรู้สึกว่าเพื่อนร่วมรุ่นที่เธอเคยรู้จักเปลี่ยนไปแล้ว
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเธอพยักหน้าเบาๆ
“เข้าใจแล้ว” แล้วเธอพูดต่อ
“บ้านแม่ของฉันอยู่ที่หมู่บ้านไฉเจียไจ้ แต่ไม่กี่วันก่อนหมู่บ้านถูกกลุ่มโจรยึดไป ฉันกับน้าชายรอดมาได้เพราะวันนั้นเราออกไปข้างนอกพอดี”
เธอถอนหายใจเบาๆแล้วเล่าต่อ
“เราส่งข่าวไปในเมืองขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครสนใจ น้าของฉันเลยไปติดต่อญาติในหมู่บ้านอื่นเพื่อรวมตัวกันเข้ามาช่วยกันตีพวกโจรออกไป”
เธอมองไปยังกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยอู่ยี่ที่กำลังทยอยจากไปก่อนจะถาม
“พวกนายจะไปกันหมดเลยเหรอ?”
เฉินชวนมองเธออีกครั้งแล้วหันไปมองอาคารที่ถล่มลงมาโดยรอบ เขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฉันจะอยู่ต่อ”
ในศูนย์บัญชาการชั่วคราว กวานอวี้หมิงกำลังจ้องแผนที่อยู่ของพวกฟางต้าหวีและพรรคพวกหนีไปได้ก็จริง แต่พวกมันยังไม่สามารถหนีออกจากพื้นที่ได้ ตอนนี้พวกมันติดอยู่บนที่ราบสูงแห่งหนึ่ง
ปัญหาคือที่ตั้งนั้นเป็นจุดที่โจมตีได้ยาก พื้นที่ด้านข้างสามด้านเป็นหน้าผาชัน อีกทั้งป้อมร้างที่พวกมันหลบอยู่ก็ยังมีเสบียงและน้ำสะสมไว้พอสมควร ดังนั้นหวังให้พวกมันหมดกำลังไปเองคงเป็นไปไม่ได้ในเวลาอันสั้น
และที่น่ากังวลกว่านั้นก็คือนับตั้งแต่ลูกชายของ ส.ส. ฟางถูกพบตัว ความสนใจและแรงสนับสนุนจากสำนักงานบริหารเมืองหยางจือก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ตอนนี้สถานการณ์ยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน กลางวันยังพอจัดการได้ แต่พอตกกลางคืนอาจมีปัญหามากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกองกำลังของตำรวจถูกตรึงตัวอยู่ที่นี่ หากกลุ่มต่อต้านรัฐบาลมีแผนเคลื่อนไหวในเมืองล่ะ?
ในขณะที่กวานอวี้หมิงกำลังคิดอยู่นั้น ผู้ช่วยเดินเข้ามาพร้อมรายงานว่า
“หัวหน้าครับ ด้านนอกมีกลุ่มชาวบ้านมารวมตัวกัน พวกเขามีทั้งเด็กและคนแก่ พวกเขาบอกว่าญาติพวกเขาถูกกลุ่มโจรฆ่าตาย เลยอยากให้เราช่วยกำจัดพวกโจรให้ที”
กวานอวี้หมิงเดินออกไปมองไปยังกลุ่มชาวบ้านที่ยืนอยู่นอกแนวเส้นกั้น เขาพูดด้วยเสียงหนักแน่น “บอกพวกเขาว่าฉันจะทำเต็มที่”
ขณะนั้นเองเจ้าหน้าที่แจ้งข่าวรีบวิ่งเข้ามาพร้อมตะโกนว่า
“หัวหน้ากวาน! ผู้บัญชาการโทรมา!”
กวานอวี้หมิงรีบเดินกลับไปที่ศูนย์บัญชาการและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“ฮัลโหล ผมกวานอวี้หมิง”
ปลายสายมีเสียงพูดขึ้นทันที
“ฉันมีข่าวจะแจ้งให้ บริษัทโม่หลานกำลังส่งหน่วยรักษาความปลอดภัยไปที่นั่น”
กวานอวี้หมิงขมวดคิ้ว
“พวกเขามาทำไม?”
“เพราะพวกนายทำงานล่าช้าเกินไป สำนักงานบริหารเมืองหยางจือไม่พอใจ บริษัทโม่หลานได้โน้มน้าวให้พวกเขายกหน้าที่นี้ให้ตัวเอง ตอนนี้พวกเขากำลังจะเข้ามาควบคุมสถานการณ์และจับตัวพวกของฟางต้าหวีเอง”
สีหน้าของกวานอวี้หมิงเปลี่ยนไปทันที เขาพูดเสียงแข็ง
“ท่านผู้บัญชาการ เรื่องนี้จะให้พวกเขาจัดการไม่ได้! มันมีอะไรบางอย่างผิดปกติ—”
แต่ปลายสายกลับขัดขึ้นอย่างไม่ลังเล
“ฉันถามหน่อย ทำไมในเมื่อรู้แล้วว่าลูกชายของ ส.ส.ฟางไม่อยู่ในหมู่บ้าน ทำไมนายยังมัวเสียเวลาค้างอยู่ที่นั่น?”
กวานอวี้หมิงตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เพราะหมู่บ้านเกิดระเบิดขึ้น ชาวบ้านจำนวนมากถูกฝังใต้ซากอาคาร อาจมีผู้รอดชีวิต ผมจึงให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยเหลือพวกเขาไปด้วย”
“นายมัวแต่ยุ่งเรื่องไม่เป็นเรื่องไปทำไม? ชีวิตพวกนั้นเกี่ยวอะไรกับนาย?”
กวานอวี้หมิงสูดลมหายใจลึกก่อนตอบกลับไปว่า
“ผู้บัญชาการครับ หน้าที่ของเราคือ—”
แต่ปลายสายก็ตัดบทเขาทันที
“อย่าพูดถึงหน้าที่ ฉันเข้าใจเรื่องนี้ดีกว่านายเสียอีก ตอนนี้พวกเรากำลังจะถอนกำลังจากเมือง นายจะเสียเวลาคิดมากไปทำไม?”
(จบบท)