- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 66 คาบเรียนเชิญ
บทที่ 66 คาบเรียนเชิญ
บทที่ 66 คาบเรียนเชิญ
หลังจากให้คำแนะนำกับเฉินชวนอยู่ครู่หนึ่งเฉิงจื่อทงก็กล่าวขึ้น
“พลังแฝงรอบด้านไม่มีทิศทางพิเศษเหมือนพลังแฝงประเภทอื่น และไม่มีจุดเด่นที่ชัดเจน ดังนั้นจากมุมมองของฉันสิ่งที่นายต้องทำคือเสริมรากฐานให้แข็งแกร่ง นอกจากการฝึกซ้อมแล้วสิ่งสำคัญคือการใช้ยา ในอดีตสมุนไพรที่ช่วยเสริมสร้างร่างกายในลักษณะนี้หาได้ยากมาก ทว่าวันนี้มันไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป มีเพียงเรื่องของราคาเท่านั้น เดี๋ยวฉันจะเตรียมให้”
พูดจบเขาหยิบบัตรธนาคารออกจากกระเป๋าเอกสารแล้วเลื่อนให้เฉินชวน
“ค่าตอบแทนจากภารกิจรับจ้างทั้งสองครั้งของนายเข้ามาแล้ว ฉันเปิดบัญชีให้นาย เงินทั้งหมดฝากเข้าไปแล้ว นายสามารถเบิกใช้ได้ตามต้องการ ถ้าค่ายาเกินจากที่มีอยู่ฉันจะหักจากบัญชีนี้ก่อนถ้ายังไม่พอค่อยว่ากันอีกที”
เฉินชวนรับบัตรมาแล้วกล่าว
“ขอบคุณครับอาจารย์”
เฉิงจื่อทงเตือนขึ้นมาอีกครั้ง
“แม้ว่านายจะฝึกพลังแฝงสำเร็จแล้วแต่ควรใช้มันให้น้อยที่สุด เพราะทุกครั้งที่ใช้มันจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย แม้ว่าจะใช้ยาเพื่อฟื้นฟูได้แต่ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าใช้โดยเปล่าประโยชน์”
เฉินชวนมี ตัวตนที่สอง อยู่จึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับภาระที่เกิดจากการใช้พลังแฝงมากนัก ทว่าเพื่อไม่ให้เฉิงจื่อทงสงสัยเขาจึงแค่พยักหน้ารับทราบ
ในตอนนั้นเฉิงจื่อทงกลายเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“อีกอย่างหนึ่งเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ของนายถูกควบคุมเอาไว้ก็จริง แต่เราต้องสังเกตดูต่อไปอีกสักระยะว่ามันจะชะลอการเติบโตหรือเปล่า นี่เป็นเรื่องสำคัญ อีกไม่กี่วันก็คงเห็นผล”
เฉินชวนพยักหน้ารับ
“ผมจะคอยสังเกตหากมีการเปลี่ยนแปลงจะรีบแจ้งอาจารย์ครับ”
เฉิงจื่อทงพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายขึ้น
“ไม่ต้องกังวลมากเกินไป แม้ว่ามันจะยังเติบโตอยู่ก็ตาม แต่ตอนนี้น่าจะผ่านช่วงเติบโตอย่างรวดเร็วไปแล้ว นายไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว”
เมื่อกล่าวจบเขาก็หัวเราะ
“นายฝึกพลังแฝงสำเร็จแล้วฉันเองก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง…เอ้อ ว่าแต่นี่เข้ามหาวิทยาลัยสองเดือนกว่าแล้วใช่ไหม? นายยังไม่เคยเข้าเรียนคาบเรียนเปิดหรือคาบเรียนเชิญเลยสินะ?”
เขาหัวเราะพลางเสริมขึ้น
“ก่อนสอบกลางภาคนายควรเข้าร่วมสักหนึ่งหรือสองครั้งอย่างน้อยก็เพื่อให้มีชื่อเข้าเรียนบ้าง ไม่อย่างนั้นหากไม่มีรายชื่อนายอยู่ในระบบเลยคนอื่นอาจจะเอาเรื่องนี้ไปพูดกัน”
เฉินชวนพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นผมจะเข้าเรียนสักคาบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”
หลังจากจัดการเรื่องที่ต้องพูดเรียบร้อยแล้วเฉิงจื่อทงก็พอใจและจากไป
หลังจากนั้นเฉินชวนหยิบนาฬิกาปลุกขึ้นมาตรวจสอบและคำนวณเวลาอีกครั้ง
ความสำเร็จของพลังแฝงรอบด้านทำให้ตัวตนที่สองเติบโตขึ้นจริงๆ
เวลาที่เพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนหน้าถึงเจ็ดนาที! และหากรวมกับเวลาที่สะสมมาก่อนหน้าตอนนี้เขามีเวลามากกว่าหนึ่งส่วนสี่ของชั่วโมงแล้ว
จากนี้ไปนอกจากการเสริมสร้างพลังให้ตัวเองแล้วเขายังสามารถเข้าร่วมการต่อสู้จริงมากขึ้นเพื่อสะสมเวลาให้กับตัวตนที่สอง
เมื่อคิดได้เขาก็ออกจากหอพักไป
ไม่นานนักเมื่อเขากลับมาในมือมีจดหมายเชิญเข้าคลาสเรียนสองฉบับ
ก่อนหน้านี้เขายุ่งเกินกว่าที่จะสนใจสิ่งอื่นนอกจากภารกิจรับจ้างและการพักผ่อน แต่ตอนนี้เมื่อเขาฝึกพลังแฝงรอบด้านสำเร็จแล้วและได้รับคำเตือนจากเฉิงจื่อทงเขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมชั้นเรียน
คาบเรียนเชิญไม่ได้จำกัดว่าเป็นนักศึกษาระดับเอหรือระดับบี ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอาจารย์ผู้สอนเป็นหลัก อย่างไรก็ตามนักศึกษาระดับเอส่วนใหญ่มักจะได้รับจดหมายเชิญและโดยปกติจะมีการแจ้งล่วงหน้าหนึ่งวัน
ในมือของเขามีจดหมายเชิญสองฉบับ
ฉบับหนึ่งเป็นคลาสเรียนของวันพรุ่งนี้และอีกฉบับหนึ่งคือคลาสเรียนในช่วงบ่ายของวันนี้
เมื่อเขาพลิกอ่านรายละเอียดก็พบว่าจดหมายเชิญสำหรับวันนี้มาจากอาจารย์สอนแผนกจับล็อกนามว่า สวีเหวย
เมื่อเห็นเช่นนั้นเฉินชวนก็ตัดสินใจไปเข้าฟัง
ขณะพลิกดูรายละเอียดในจดหมายเขาเห็นว่ามีข้อความเล็กๆเพิ่มเติมอยู่ด้านล่าง เมื่ออ่านเสร็จเขายกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ช่วงเที่ยงเดิมทีเขาตั้งใจจะไปกินข้าวกับหลัวไคหยวนและเฟิงเสี่ยวฉี แต่พวกเขาไม่อยู่รวมถึงเว่ยตงก็ไม่รู้หายไปไหน น่าจะอยู่กับอาจารย์เพื่อฝึกซ้อมกัน
ดังนั้นเขาจึงกินข้าวคนเดียว จากนั้นกลับหอพักเพื่ออาบน้ำและเตรียมตัวก่อนจะเดินไปยังสถานที่จัดคาบเรียนเชิญ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเดินเล่นในบริเวณมหาวิทยาลัยโดยไม่ได้เร่งรีบ
ในช่วงเดือนพฤศจิกายนต้นเมเปิลสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ใบไม้สีทองและสีแดงสลับกันอย่างงดงามมีใบไม้ร่วงลงมาจากกิ่งไม้เป็นระยะๆให้บรรยากาศของฤดูใบไม้ร่วงที่สมบูรณ์แบบ
หลังจากเดินมาประมาณหนึ่งส่วนสี่ของชั่วโมง เขาก็มาถึงสถานที่เรียนซึ่งเป็นอาคารฝึกซ้อมแบบครึ่งวงกลม ด้านหน้ามีแท่นฝึกสอนที่ยกสูงขึ้น
เขามาถึงก่อนเวลาขณะนี้ยังเหลืออีกประมาณยี่สิบนาทีกว่าชั้นเรียนจะเริ่มจึงเลือกที่นั่งบริเวณกลางๆใกล้ทางเดิน
ไม่นานนักนักศึกษาคนอื่นๆก็ทยอยเข้ามา ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาหญิง ซึ่งไม่น่าแปลกใจนักเพราะแผนกศิลปะการต่อสู้เชิงทหารและแผนกจับล็อกมีนักศึกษาหญิงอยู่มาก
ขณะนั้นเองมีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง เธอพันแถบพันมือไว้แน่นหนาทรงผมสั้นประบ่าสวมชุดฝึกสีขาวเคลื่อนไหวคล่องแคล่วก้าวเดินเบาและมั่นคง
การปรากฏตัวของเธอทำให้เกิดเสียงกระซิบกระซาบขึ้น
“ดูนั่นสิ กวนซินอิน ใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว เธอเป็นลูกสาวของอาจารย์กวนและยังเป็นนักศึกษาระดับเออีกด้วย ได้ยินว่าติดอันดับต้นๆของนักศึกษาหญิงที่ฝีมือแข็งแกร่งแถมยังสวยมาก วันนี้เธอมาเพราะเป็นคลาสของอาจารย์สวี ไม่อย่างนั้นปกติพวกนักศึกษาระดับเอที่มีอาจารย์พิเศษคอยสอนจะไม่มาเข้าคลาสแบบนี้หรอก”
“แล้วไง? ลองดูทางนั้นสิมีนักศึกษาผู้ชายที่ตัวสูงๆนั่งอยู่ไม่ใช่เหรอ? นั่นก็เป็นนักศึกษาระดับเอเหมือนกัน”
“จริงด้วย! นั่นก็เป็นนักศึกษาระดับเอ!”
เฉินชวนหลังจากเริ่มฝึกฝนพลังแฝงทำให้ประสาทสัมผัสเฉียบคมขึ้นอย่างมาก ตอนนี้ยิ่งเพิ่มพลังแฝงเข้าไปยิ่งสามารถรับรู้สิ่งรอบตัวได้ชัดเจน
เขาเข้าใจได้ทันทีว่าพวกเขากำลังพูดถึงเขาแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
เพียงไม่นานเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาทางเขา พอเงยหน้าขึ้นก็พบกับสายตาคมกริบของกวนซินอิน
เมื่อสบตากันเขาก็พยักหน้าให้เธออย่างสุภาพ อีกฝ่ายเองก็ตอบกลับด้วยการพยักหน้าเบาๆเป็นการทักทายระหว่างนักศึกษาระดับเอ
เมื่อถึงเวลาเรียนนักศึกษาทยอยมากันครบ
อาจารย์ที่ขึ้นไปบนแท่นสอนเป็นชายหนุ่มวัยประมาณสามสิบต้นๆ สวีเหวย
เขามีข้อนิ้วหนาใหญ่ดูแข็งแรงเป็นพิเศษ ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองนักศึกษาอย่างละเอียด เมื่อมองใครคล้ายกับใช้เข็มทิ่มแทง
เขากวาดตามองทั่วห้อง สายตาของเขาหยุดอยู่ที่เฉินชวนครู่หนึ่งก่อนจะเลื่อนสายตาไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นเริ่มแนะนำตัวเองแล้วเข้าสู่เนื้อหาการสอน
วันนี้เขาสอนเกี่ยวกับวิธีประสานศิลปะการจับล็อกเข้ากับสายหมัดอื่นๆ
เขาอธิบายอย่างกระชับตรงประเด็นทำให้เข้าใจง่าย
อย่างไรก็ตามทฤษฎีเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ และการเข้าใจเพียงรอบเดียวอาจไม่เพียงพอ ดังนั้นเพื่อช่วยให้นักศึกษาเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นเขาจึงเรียกนักศึกษาบางคนขึ้นมาสาธิตเป็นตัวอย่าง
บทเรียนดำเนินไปอย่างราบรื่นไม่นานก็ผ่านไปกว่าครึ่ง
ขณะนั้นอาจารย์สวีเหวยกล่าวขึ้นว่า
“ศิลปะการจับล็อกที่เน้นพลังตรง มักจะประสานกับกระบวนท่ามือเปล่าได้ดีที่สุด โดยทั่วไปแล้วต้องโจมตีก่อนแล้วจึงจับล็อก อย่างไรก็ตามในเทคนิคพันรัดหากเป็นการต่อสู้ในสนามแข่งขันการใช้การทุ่มและล็อกร่วมกันจะได้ผลยิ่งกว่า”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริมขึ้น
“วันนี้เราได้รับเกียรติจากนักศึกษารุ่นพี่จากแผนกจับทุ่ม...ชิวซิน ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยอู่ยี่กลับมาช่วยสอนในวันนี้”
เขาพูดจบก็เริ่มปรบมือ นักศึกษาในห้องก็ปรบมือตามกันเบาๆ
จากนั้นชายร่างใหญ่คนหนึ่งก้าวขึ้นมาจากข้างเวที
เขาอายุประมาณยี่สิบต้นๆ รูปร่างหนาและกำยำขายืนมั่นคงเหมือนหลักเสา เมื่อก้าวเท้าลงพื้นแทบไม่มีเสียงราวกับว่าเขาเป็นลูกบอลหนังขนาดใหญ่ที่มีความยืดหยุ่นสูง
ชิวซินค้อมศีรษะให้กับนักศึกษาทุกคนก่อนจะกล่าวว่า
“วันนี้ผมได้รับเกียรติมาช่วยอาจารย์สวีในการสอน ผมไม่ใช่อาจารย์และไม่ถนัดเรื่องการบรรยาย ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนเข้าใจชัดเจนขึ้น ผมอยากจะขอให้นักศึกษาคนหนึ่งขึ้นมาช่วยเป็นตัวอย่าง”
“ฉันเอง”
เสียงใสดังขึ้น กวนซินอินลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า
“ฉันขอเป็นฝ่ายช่วยรุ่นพี่เอง”
ชิวซินมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนส่ายหัวเบาๆ จากนั้นสายตาของเขาหันไปทางเฉินชวนอย่างไม่ตั้งใจแล้วกล่าวว่า
“นักศึกษาพอจะสะดวกขึ้นมาช่วยสาธิตไหม?”
เฉินชวนสบตาเขาแวบหนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“ได้ครับ”
เขาลุกขึ้นจากที่นั่งเดินไปตามทางเดินภายใต้สายตาของนักศึกษาคนอื่นๆและก้าวขึ้นสู่เวที
กวนซินอินเหลือบมองเขาเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงไปตามเดิม
เมื่อมายืนตรงหน้าของชิวซิน เฉินชวนถามขึ้น
“รุ่นพี่ต้องการให้ผมช่วยอะไรครับ?”
ชิวซินตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“แค่สาธิตให้ดูง่ายๆ โดยทั่วไปนักศึกษาอาจจะป้องกันตัวได้ไม่ดีพอ แต่ฉันเชื่อว่านายไม่มีปัญหา”
เฉินชวนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าว
“ถ้าเป็นแบบนั้นผมเองก็มีคำถามเกี่ยวกับการฝึกการทุ่มและล็อก หลังจากสาธิตเสร็จผมขอปรึกษาเทคนิคบางอย่างกับรุ่นพี่ได้ไหม?”
ชิวซินพยักหน้าด้วยความยินดี
“แน่นอน ไม่มีปัญหา”
หลังจากทั้งสองตกลงกันอาจารย์สวีเหวยก็ถอยออกไปด้านหลังเพื่อให้พื้นที่แก่พวกเขา ขณะที่นักศึกษาคนอื่นๆก็ดูอย่างสนใจ
ที่นี่มีนักศึกษาปีหนึ่งจำนวนไม่น้อย หลายคนยังไม่เคยเห็นนักศึกษาระดับเอแสดงฝีมืออย่างจริงจังครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็น
ชิวซินเดินเข้ามาใกล้เฉินชวนแล้วจับที่หัวไหล่และเอวของเขา
“อย่าขยับนะ อยู่ในท่านี้ไว้ ผมจะแสดงท่าทุ่มหมุนตัวลงพื้น กรุณาป้องกันตัวเองให้ดี”
เฉินชวนมองเขาอย่างสงบนิ่ง
ทันใดนั้นชิวซินเปลี่ยนสายตาเป็นเย็นเยียบ นิ้วมือของเขาขยับแน่นขึ้นพร้อมกับปล่อยพลังแฝงซึมเข้าไปในร่างของเฉินชวน
มือที่จับอยู่บนไหล่ของเฉินชวนไม่ขยับ แต่ร่างของเขาหมุนตัวอย่างฉับพลันไปอยู่ด้านหลัง จากนั้นใช้มืออีกข้างยกตัวของเฉินชวนขึ้นทั้งร่างแล้วกระแทกลงพื้นอย่างรุนแรง!
ตึง!
พื้นเวทีสั่นสะเทือน เสียงอุทานดังขึ้นจากนักศึกษาที่นั่งอยู่ด้านล่าง
หลายคนตกใจและส่งเสียงร้องออกมา แม้แต่กวนซินอินก็ขมวดคิ้วแน่น
ชิวซินดูเหมือนจะนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วรีบพุ่งไปข้างหน้าท่าทางเหมือนเป็นกังวลเขาหันไปหาอาจารย์สวีเหวย
“อาจารย์สวีผมคิดว่าผมใช้แรงมากไปเรียกแพทย์มาเร็ว!”
อย่างไรก็ตามสีหน้าของอาจารย์สวีเหวยดูแปลกไปเล็กน้อย เขายืนเงียบอยู่ที่เดิมไม่ได้พูดอะไร
และที่สำคัญบรรยากาศรอบตัวเงียบสนิทอย่างผิดปกติ
ชิวซินกวาดตามองรอบๆ และดูเหมือนว่าเขาเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างทำให้เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
ขณะที่เบื้องหลังเขา ร่างของเฉินชวนค่อยๆลุกขึ้นจากพื้น
เขาปัดแขนเสื้อของตัวเองเบาๆก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“รุ่นพี่ดูเหมือนจะใช้แรงน้อยเกินไปนะ”
(จบบท)