เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 ดักโจมตี

บทที่ 37 ดักโจมตี

บทที่ 37 ดักโจมตี 


เฉินชวนกับพวกของโฉวหูจื่อที่เหลืออยู่สองคนมีระยะห่างกันอย่างน้อยหนึ่งร้อยเมตร แต่ทันทีที่เขาเร่งความเร็วก็เหมือนจะใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ ร่างของเขาก็พุ่งเข้าหาทั้งสองคนนั้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งสองตกใจรีบชักมีดสั้นที่พกติดเอวออกมาอย่างคล่องแคล่ว

“โอ้โอ้…” กัวอ้วนทำหน้าตาราวกับกำลังดูละครสนุกๆ มือเปล่าปะทะกับอาวุธเป็นเรื่องที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ต่อให้ฝีมือดีแค่ไหนถ้าไม่มีเสื้อเกราะป้องกันก็อาจได้รับบาดเจ็บได้

ต่อให้มีคนบาดเจ็บหรือตายมันก็เป็นเรื่องของผู้ว่าจ้าง ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาอยู่แล้ว อีกทั้งแค่เป็นลูกน้องของผู้ว่าจ้าง ลู่เว่ยป้าน ก็คงไม่มาถึงขั้นแตกหักกับเขาเพราะเรื่องแค่นี้

แม้ว่าเฉินชวนจะต่อสู้ด้วยมือเปล่า แต่เมื่อ ตัวตนที่สอง ซ้อนทับเข้ากับร่าง ความเร็วและปฏิกิริยาตอบสนองของเขาก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ดังนั้นในสายตาของเขาแล้วการเคลื่อนไหวของสองคนนั้นจึงดูเชื่องช้าเป็นอย่างมาก

ขณะเคลื่อนที่เขาปรับจังหวะฝีเท้าเพียงเล็กน้อยให้เบี่ยงไปทางด้านข้าง ส่งผลให้คู่ต่อสู้ทั้งสองเผลอขยับตามโดยไม่รู้ตัว ทำให้พวกเขาเข้าอยู่ในตำแหน่งที่หนึ่งอยู่หน้า อีกหนึ่งอยู่หลัง จากนั้นเขาก็เร่งฝีเท้ากะทันหันพุ่งตัวไปเตะเข้าที่ร่างของชายทางซ้าย จากนั้นอาศัยแรงหมุนตัวตวัดขาถีบศีรษะของชายอีกคนทางขวา

สองเท้าที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยพลังนั้นทำให้ทั้งสองคนหมดสภาพการต่อสู้ในทันที หลังจากจัดการเสร็จสรรพเฉินชวนไม่หยุดการเคลื่อนไหวรีบไล่ตามโฉวหูจื่อต่อไป

สำหรับคนอื่นๆที่มองอยู่ก็แค่เห็นเฉินชวนพุ่งเข้าไปเพียงเสี้ยววินาที จากนั้นเพียงการหมุนตัวและเตะเพียงครั้งเดียวร่างของสองคนนั้นก็กระเด็นไปคนละทิศคนละทาง และยังไม่ทันได้ร่วงถึงพื้นเฉินชวนก็พุ่งตัวผ่านไปแล้ว

กัวอ้วนประหลาดใจมาก เขาลูบคางพลางพึมพำกับตัวเองว่า

“หืม? ท่วงท่าคล้ายสำนักหมัดเหล็กแฮะ… เป็นศิษย์ของกู่เม่าหรือศิษย์น้องของเขากัน?”

จากนั้นเขาก็กลับมามีสีหน้าตื่นเต้นหันกลับไปทำสัญญาณมือเป็นท่าชูขึ้นให้กับกลุ่มด้านหลัง นักตีกลองที่อยู่ด้านหลังเข้าใจสัญญาณทันที เขาเร่งจังหวะตีกลองให้หนักหน่วงและเร็วขึ้นอีกครั้ง

เฉินชวนใช้เวลาไม่นานก็ไล่ตามโฉวหูจื่อทัน แต่ในขณะที่โฉวหูจื่อหันศีรษะไปพูดอะไรบางอย่างกับคนข้างๆ ร่างของชายที่วิ่งเคียงข้างเขาก็หยุดลงทันทีก่อนจะชักมีดสั้นออกจากเอว เขาสะบัดมีดให้หมุนเล็กน้อยในมือก่อนจะพลิกให้ปลายมีดชี้ลงพร้อมจับแน่น สายตาของเขาเผยความโหดเหี้ยมออกมา

เฉินชวนมองเห็นอย่างชัดเจน ชายคนนั้นน่าจะเป็น ไจ๋อู่ คนที่เว่ยฉางอันเคยพูดถึงมาก่อน แต่ถึงกระนั้นความเร็วของเขาก็ไม่มีท่าทีจะลดลงแม้แต่น้อย

ไจ๋อู่เผยสีหน้าดุดัน เมื่อเห็นเฉินชวนไม่ชะลอฝีเท้าก็รีบก้าวขึ้นไปขวางทางเขาทันที

แม้ว่าเฉินชวนจะมี ตัวตนที่สอง แต่เขาก็ไม่คิดจะปล่อยให้ตัวเองถูกแทง เขามองเห็นระยะกระชั้นเข้ามาทุกทีจึงสะบัดมือขวาอย่างแนบเนียนส่งหินสองก้อนลอยออกไปก่อนล่วงหน้า

ไจ๋อู่มีปฏิกิริยาตอบสนองเร็วมาก เขาหลบหินก้อนหนึ่งได้อย่างฉิวเฉียด ส่วนอีกก้อนหนึ่งถูกปัดออกไปด้วยมีดสั้นของเขาจนเกิดเป็นประกายไฟขึ้น

เฉินชวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แม้ว่าเทคนิคการขว้างของเขาจะยังไม่ดีนัก แต่ด้วยความเร็วและพลังของเขาหินพวกนี้ไม่น่าจะรับมือได้ง่ายๆ ทว่าชายคนนี้กลับสามารถใช้มีดปัดออกไปได้อย่างแม่นยำ นี่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งสายตาและความเร็วระดับสูง

แต่เมื่อเขาเข้าสู่สภาวะการต่อสู้แล้ว ไอเดียและกลยุทธ์มากมายก็ผุดขึ้นมาในหัว ขณะนั้นเองเมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า เขาก็คิดหาวิธีรับมือได้ทันที ฝีเท้ายิ่งเร่งเร็วขึ้น มือซ้ายลดระดับลงเล็กน้อย แสร้งทำท่าเหมือนจะขว้างหินอีกครั้ง…

ไจ๋อู่มีสายตาที่เฉียบแหลม เมื่อเห็นท่าทางของเฉินชวนก็เกิดการคาดเดาขึ้นโดยอัตโนมัติว่าอาจจะมีหินอยู่ตรงนั้นจริงๆ ทำให้เขารู้สึกตื่นตัว แม้ว่าในหัวจะเริ่มสงสัยว่าเฉินชวนอาจจะใช้กลลวง แต่ร่างกายของเขากลับตอบสนองไปก่อนแล้ว ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวที่เกินความจำเป็น

ในช่วงเวลานี้ทั้งสองกำลังเข้าใกล้กันด้วยความเร็วสูง เพียงแค่การเคลื่อนไหวเล็กน้อยนี้ก็เพียงพอให้เฉินชวนชิงจังหวะได้ก่อน เขาตะโกนสั้นๆใช้เท้ากระทืบพื้นอย่างแรงส่งร่างพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงจนเกิดภาพติดตา พร้อมกับใช้มือปัดแขนที่ถือมีดออกไป ในขณะเดียวกันก็พุ่งทะลุเข้าไปด้านในของวงป้องกันพร้อมซัด หมัดสะท้านจิต เข้าใส่ใบหน้าของอีกฝ่าย!

ไจ๋อู่ที่แขนยังถูกตรึงไว้เห็นหมัดพุ่งเข้ามาด้วยพลังมหาศาลก็รู้ตัวว่าไม่มีทางหลบพ้นได้แล้ว ดวงตาของเขาหดเกร็งลงทันที ทว่าในวินาทีนั้นเอง เขาตรึงเท้าแน่นกับพื้น ยกมืออีกข้างปัดออก และเปล่งเสียงตะโกนพร้อมกับสั่นแขน ทำให้กล้ามเนื้อใต้ผิวหนังเกร็งแน่นทันที พลังแฝง ระเบิดออกจากภายในร่าง

เขาคิดจะใช้แรงนี้ผลักเฉินชวนออกไป แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือเฉินชวนสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของตัวเองได้กะทันหัน เขาปักเท้าลงกับพื้นอย่างมั่นคงและปล่อยพลังทั้งหมดออกไปทางหมัด ทำให้แม้จะไม่ได้ปะทะกันโดยตรง แต่แรงสะเทือนก็ทำให้ร่างของไจ๋อู่สั่นสะท้านและถอยหลังไปหนึ่งก้าว

เฉินชวนยังคงไม่หยุด เขาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกหนึ่งก้าว แขนที่ดึงกลับก่อนหน้านี้ถูกเหวี่ยงออกไปใหม่ และ… หมัดที่สองพุ่งเข้าใส่!

ไจ๋อู่ที่เพิ่งได้รับผลกระทบจากการปะทะก่อนหน้าไม่อาจทำอะไรได้มากนัก นอกจากต้องใช้มือยกขึ้นเพื่อรับหมัดนี้อีกครั้ง ร่างกายของเขาสั่นสะเทือนอีกครั้งและถอยหลังไปอีกก้าว

แต่เฉินชวนไม่ปล่อยโอกาส เขากระชับพื้นที่เข้าไปอย่างต่อเนื่องและซัดหมัดที่สามออกไปในลักษณะเดียวกัน!

ไจ๋อู่ในตอนนี้ก็เริ่มเอาจริงขึ้นมาเช่นกัน เขาตรึงเท้าแน่นกับพื้นจนรองเท้าจมลงไปในโคลน และเปล่งเสียงตะโกนออกมาพร้อมปะทะกับหมัดของเฉินชวนอีกครั้ง

หนึ่งรุก หนึ่งถอย เฉินชวนออกหมัดต่อเนื่องทุกครั้งที่พุ่งเข้าหา ขณะที่ไจ๋อู่ก็ถอยร่นตามแรงปะทะของแต่ละหมัด ภายในเวลาไม่กี่ลมหายใจ ทั้งสองปะทะกันถึงห้าครั้ง และไจ๋อู่ก็ถอยไปแล้วห้าก้าว

“ตึง… ตึง… ตึง… ตึง… ตึง…”

เสียงกลองดังสนั่นสะท้อนเข้ากับแต่ละครั้งที่พวกเขาปะทะกัน เสียงกลองหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับซ้ำเติมความรุนแรงของการต่อสู้

เมื่อเฉินชวนกำลังจะซัดหมัดที่หก ไจ๋อู่ยังคงมีสีหน้าดุดัน ทว่า… มีเลือดไหลออกมาจากมุมปากของเขาอย่างไม่รู้ตัว จากนั้นร่างกายของเขาก็เหมือนหมดเรี่ยวแรง เขาเข่าทรุดเลงไปกับพื้นและล้มคว่ำหน้าลงไปบนโคลนอย่างสิ้นสภาพ

เมื่อเห็นว่าคนที่ขวางทางหมดสภาพไปแล้ว เฉินชวนก็ไม่เสียเวลาสนใจเขาอีก เขากระโจนข้ามร่างของไจ๋อู่และพุ่งตัวตรงไปหาโฉวหูจื่อ เสียงกลองจากด้านหลังก็เร่งจังหวะขึ้นให้สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของเขา

ในขณะนั้น โฉวหูจื่อได้เปิดประตูรถและกระโดดเข้าไปนั่งเรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นเฉินชวนวิ่งเข้ามา เขากระชากประตูปิดอย่างรวดเร็ว และพยายามเสียบกุญแจเพื่อสตาร์ทรถ ทว่า…เพราะความตื่นตระหนกเขาพยายามสองครั้งแต่ก็ยังเสียบไม่ตรง

เฉินชวนเห็นภาพนั้นอย่างชัดเจน และรู้ทันทีว่าหากปล่อยให้เขาขับหนีไปสถานการณ์จะยุ่งยากขึ้นมาก เขาสูดหายใจลึกและเร่งความเร็วขึ้นถึงขีดสุดพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อเข้าใกล้รถเขาก็ออกแรงกระโดดพุ่งตัวขึ้นไป

มือกลองที่อยู่ด้านหลังเมื่อเห็นภาพนี้ ดวงตาก็เบิกกว้างราวกับตกตะลึง ทั่วร่างของเขาเย็นเฉียบด้วยความตื่นเต้น จากนั้นเขายกมือทั้งสองขึ้นสูง และลงมือฟาดกลองลงไปเต็มแรง!

“ตึง!!!”

เสียงกลองกระแทกหูดังกึกก้อง และในขณะเดียวกัน เท้าของเฉินชวนก็พุ่งกระแทกไปที่ประตูรถอย่างเต็มแรง!

“โครม!!!”

เสียงกระแทกดังกึกก้อง รถทั้งคันถูกเตะจนเลื่อนไปข้างๆกว่าครึ่งเมตร ประตูด้านข้างบุบลึกเข้าไปอย่างรุนแรง ส่วนโฉวหูจื่อที่อยู่ในตำแหน่งคนขับก็ถูกแรงกระแทกอัดจนลอยไปกระแทกกับเบาะที่นั่งข้างคนขับ ร่างของเขาแนบติดกับกระจกหน้าต่างโดยสิ้นเชิง!

คนของแก๊งเสวี่ยเหินต่างมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง บางคนถึงกับกรีดร้องด้วยความตื่นเต้น การเตะครั้งนี้เป็นการปลดปล่อยพลังและความรุนแรงอย่างแท้จริง ภาพที่เห็นนั้นสะเทือนขวัญและเร้าอารมณ์จนทำให้อะดรีนาลีนของพวกเขาพุ่งสูงขึ้น

เฉินชวนถอนเท้ากลับก่อนจะเดินอ้อมไปอีกด้านของรถ เขาดึงที่จับประตูแรงๆและโฉวหูจื่อก็ถูกลากออกมาทันที พร้อมกันนั้นมือกลองก็เร่งจังหวะเคาะกลองและเมื่อโฉวหูจื่อลงถึงพื้นก็ปิดท้ายด้วยเสียงกลองหนักแน่นหนึ่งครั้ง

ในขณะเดียวกันเสียงระเบิดดังขึ้นจากอีกด้านของลานกว้าง กรอบประตูของตู้โทรศัพท์เก่าถูกกระแทกกระเด็นออกมา เว่ยฉางอัน ลูบหน้าผากพลางเดินออกมาจากข้างใน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา

กัวอ้วนยิ้มแย้มพลางพูดว่า

“ออกมาแล้วสินะ”

เว่ยฉางอันจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า

“วันนี้ถ้าปล่อยให้โฉวหูจื่อหนีไปได้ คุณต้องรับผิดชอบแน่ กัวอ้วน”

“โอ้ งั้นเหรอ?” กัวอ้วนทำสีหน้าไม่แยแส

เว่ยฉางอันไม่สนใจเขาอีกต่อไป เขาเดินไปข้างหน้าแล้วใช้เท้ากดลงบนไหล่ของโฉวหูจื่อ

“ไงล่ะ? ยังคิดจะหนีอีกไหม?”

โฉวหูจื่อหอบหายใจหนัก

“ถ้า… ถ้าไอ้หน้าบากนั่นไม่ได้ไปที่อื่น…พวกแกคงจับฉันไม่ได้ง่ายๆหรอก”

เว่ยฉางอันเบื่อหน่ายจะฟังคำแก้ตัว เขาจับคอเสื้อของโฉวหูจื่อแล้วยกขึ้นก่อนจะหันไปบอกเฉินชวนว่า

“น้องชาย ช่วยเอาหมอนี่ไปยัดใส่ท้ายรถที แล้วของนายก็เอาไปไว้ที่เบาะหลัง”

เฉินชวนตอบรับสั้นๆ

“ได้ครับ”

ทั้งสองเดินไปที่รถ เว่ยฉางอันเปิดกระโปรงหลัง เฉินชวนหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเองออกมาใส่ไว้ที่เบาะหลัง จากนั้นก็จับแขนของโฉวหูจื่อไขว้หลังแล้วใส่กุญแจมือที่เตรียมไว้อย่างแน่นหนา ก่อนจะโยนเขาเข้าไปในกระโปรงหลัง

เว่ยฉางอันปิดฝากระโปรงล็อกด้วยกุญแจ แล้วเฉินชวนก็ถามขึ้นว่า “เมื่อกี้ที่โฉวหูจื่อพูดถึง ‘คนหน้าบาก’ เขาคือใครครับ?”

เว่ยฉางอันตอบว่า

“อดีตบอดี้การ์ดของโฉวหูจื่อ ว่ากันว่าเคยเป็นหนี้ชีวิตเขา เพราะโฉวหูจื่อใช้ยาอะไรบางอย่างช่วยไว้ หลังจากนั้นก็ติดหนี้บุญคุณและทำงานให้เขามาตลอด คนๆนี้มีฝีมือดี เป็นนักสู้ชั้นยอด เคยผ่านสนามรบมาแล้ว ใช้ทั้งปืนและอาวุธได้ดี และอาจจะมี ร่างแฝงชีวภาพ อยู่ในตัว ทำให้รับมือได้ยาก โชคดีที่เมื่อไม่นานมานี้หมอนั่นก่อเรื่องบางอย่างจนถูกหมายจับ ตอนนี้ไม่รู้หายไปไหนแล้ว”

เขาเดินไปที่ประตูรถ เปิดเข้าไปนั่งก่อนจะพูดว่า

“แต่นั่นไม่ใช่เรื่องของเรา ขอแค่ส่งโฉวหูจื่อไปที่ สถานีตำรวจเขตเป่าฟง ส่วนพวกตำรวจจะรีดข้อมูลเกี่ยวกับพรรคพวกของฟางต้าหวีออกมายังไงหรือจะใช้เขาล่อให้คนอื่นมาติดกับก็เป็นเรื่องของพวกเขา”

ทั้งสองขึ้นรถ พอปิดประตู เว่ยฉางอันก็สบถออกมา

“ชิ ที่นี่มันซังกะตายสุดๆ ฉันไม่อยากมาที่นี่อีกเลย” จากนั้นเขาก็สตาร์ทรถขับฝ่าถนนที่เต็มไปด้วยโคลนและกระแทกไปสองสามครั้งก่อนจะแล่นออกไป

หลังจากเฉินชวนและเว่ยฉางอันจากไป กัวอ้วนแสดงท่าทีผิดหวัง

“ที่นี่น่าเบื่อชะมัด กว่าจะหาอะไรสนุกๆได้ก็ดันจบเร็วไปหน่อย” เขาหันไปบอกลูกน้อง

“ไปดูไจ๋อู่หน่อย ถ้ายังไม่ตายก็พยุงมันขึ้นมา โธ่เอ๊ย แค่ให้มันเล่นละครเป็นบอดี้การ์ดของโฉวหูจื่อไม่ได้ให้มันไปสู้ตายแท้ๆ ไม่รู้หรือไงว่าเงินที่มันได้มาใครเป็นคนจ่าย?”

ลูกน้องรีบเดินไปตรวจสอบสถานการณ์ก่อนจะรายงานกลับว่า

“หัวหน้า…ไจ๋อู่ดูเหมือนจะใกล้หมดลมหายใจแล้ว”

“เป็นไปได้ไง?”

กัวอ้วนเบิกตากว้าง

“ก็แค่โดนอัดไปไม่กี่หมัด นี่มันนักสู้ประจำเวทีเถื่อนเชียวนะ ?” จากนั้นเขาหันไปหาแพทย์ประจำตัว

“หมอหลิว ไปดูหน่อย”

ชายที่สวมเสื้อกาวน์สีขาวเดินเข้าไปตรวจดูอาการอย่างละเอียด ก่อนจะสรุปว่า

“พลังแฝงถูกใช้มากเกินไปทำให้ระบบภายในล้มเหลว เป็นผลกระทบทั่วไปของการปะทะด้วยแรงโดยตรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องร่างกายของเขาจะพังถาวร”

“จริงเหรอ?” กัวอ้วนขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ

“หมอนี่เป็นความหวังของฉันในเวทีเดิมพัน ถ้ามันตาย ไอเหมอนั่น...ไอ้ขาเป๋...ต้องมาไถเงินฉันแน่… เดี๋ยว แล้วไอ้เด็กนั่นล่ะ? ทำไมมันถึงไม่มีปัญหาอะไรเลย?”

หมอหลิวครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะอธิบาย

“มีสองความเป็นไปได้ หนึ่งคือระดับพลังแฝงของเด็กคนนั้นเหนือกว่าไจ๋อู่ หรือสองคือเขามีพรสวรรค์โดยธรรมชาติ ดูจากตอนที่เขาเตะรถเมื่อกี้ แม้จะใช้พลังเต็มที่ แต่ตัวเขาเองกลับไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย แสดงว่าความสามารถในการรับแรงกระแทกของกระดูกและกล้ามเนื้อของเขาอยู่ในระดับที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป นั่นแหละที่ทำให้ไจ๋อู่หมดสภาพ”

กัวอ้วนสบถออกมาอย่างหัวเสีย

“นึกว่าเป็นลูกแกะ แต่ดันกลายเป็นเสือซะได้…ช่างเถอะ คราวนี้ถือว่าฉันขาดทุนไปก็แล้วกัน รีบรักษามันก่อนเถอะ”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 37 ดักโจมตี

คัดลอกลิงก์แล้ว