- หน้าแรก
- ทะลุมิติยุคบรรพกาล ตี้จวิ้นคนนี้ขอแค่มีชีวิตรอด
- บทที่ 40 ความต่างชั้นของเทพอสูรโดยกำเนิด, ระฆังแห่งความโกลาหลสั่นสะเทือนวังจื่อเซียว
บทที่ 40 ความต่างชั้นของเทพอสูรโดยกำเนิด, ระฆังแห่งความโกลาหลสั่นสะเทือนวังจื่อเซียว
บทที่ 40 ความต่างชั้นของเทพอสูรโดยกำเนิด, ระฆังแห่งความโกลาหลสั่นสะเทือนวังจื่อเซียว
บทที่ 40 ความต่างชั้นของเทพอสูรโดยกำเนิด, ระฆังแห่งความโกลาหลสั่นสะเทือนวังจื่อเซียว
"เดี๋ยวนะ! ข้าไปทำอะไรให้ใครเดือดร้อนตอนไหนเนี่ย!?"
คุนเผิงที่เพิ่งจะได้สติกลับคืนมา ในใจเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว อัดอั้นตันใจ และหวาดกลัวจนถึงขีดสุด นัยน์ตาแดงก่ำดุจโลหิต
โดยไม่ทันได้ไตร่ตรอง เขาเผยร่างจริง 'พญาคุนเผิง' ขนาดมหึมานับร้อยล้านจั้งออกมาทันที พร้อมกระตุ้นมหาอิทธิฤทธิ์ระดับสูงสุด 'กลืนกินอุดรทมิฬ' อาศัยการผสาน 'กฎแห่งวาโย' และ 'กฎแห่งวารี' ก่อกำเนิดเป็นแรงดูดกลืนมหาศาล เพื่อรับมือการโจมตีจากหยวนสื่อและหนี่วาที่ถาโถมเข้ามาติดๆ กัน
ที่นี่คือวังจื่อเซียว... อย่าเห็นว่าซานชิงและคุนเผิงนั่งอยู่บนเบาะรองนั่งใบเล็กๆ แท้จริงแล้วเบาะใบหนึ่งนั้นกว้างใหญ่ไพศาลไม่ต่างจาก 'โลกมหาพัน' ใบหนึ่งเลยทีเดียว
เพียงแต่เมื่อถึงระดับ 'ต้าหลัวจินเซียน' การโจมตีเพียงกระบวนท่าเดียว สามารถพุ่งข้ามโลกมหาพันไปกระแทกหน้าคู่ต่อสู้ได้ในพริบตา ดังนั้นในสายตาของยอดคนเหล่านี้ โลกมหาพันก็เป็นเพียงระยะห่างเท่าเบาะรองนั่งเท่านั้น
น่าเสียดาย... แม้คุนเผิงจะทุ่มสุดตัว แต่จะมีสักกี่คนในโลกหงฮวงที่ต้านทานการรุมโจมตีของหยวนสื่อและหนี่วาได้? แม้การประสานงานของทั้งคู่จะไม่ได้รู้ใจกัน และมีช่องว่างของเวลาอยู่บ้างก็ตาม
เมื่อเผชิญหน้ากับแรงดูดกลืนอุดรทมิฬของคุนเผิง หยวนสื่อ เพียงแค่ปรายตามองด้วยความดูแคลน พร้อมเร่งพลังเวทเต็มกำลัง 'คทายู่อี่หยกสามสมบัติ' ในมือพุ่งทะลุพายุหมุนดูดกลืนเข้าไปโดยแทบไม่ชะงัก แล้วฟาดเปรี้ยงเข้าใส่ร่างจริงของคุนเผิงอย่างจัง!
ตูม!!!
คุนเผิงถูกฟาดจนเลือดทะลักออกเจ็ดทวาร ร่างร่วงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น แรงดูดกลืนอุดรทมิฬอันน่าสะพรึงกลัวพลันแตกสลายไปในพริบตา!
ยังไม่ทันที่คุนเผิงจะได้ตั้งหลัก 'ปิ่นตรึงฟ้า' ของหนี่วาก็ตามมาติดๆ
ด้วยความเป็น 'มารดาแห่งการสร้างสรรค์' ในอนาคต จิตใจของหนี่วายังมีความเมตตาหลงเหลืออยู่บ้าง ดังนั้นแทนที่จะ "แทง" ให้ตาย ปิ่นตรึงฟ้าจึงเบี่ยงทิศทางเล็กน้อย และด้วยความคิดของหนี่วา มันขยายขนาดขึ้นเป็นปิ่นทองคำยักษ์นับร้อยล้านจั้ง ใช้ด้านข้างของตัวปิ่น "กวาด" ร่างคุนเผิงกระเด็นออกไปอย่างแรง
ผลก็คือ คุนเผิงกลิ้งหลุนๆ เหมือนน้ำเต้าตกพื้น กลิ้งตกลงมาจากเบาะรองนั่งในสภาพทุลักทุเลและน่าสมเพชที่สุด หมดสิ้นสง่าราศีจ้าวแห่งความเร็วแห่งแดนเหนือ!
เมื่อเห็นภาพนี้ เหล่าเทพอสูรโดยกำเนิดที่เหลือต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นตระหนก
ซู๊ดดด!
จนถึงตอนนี้ พวกเขาถึงได้ตระหนักว่า แม้จะเป็น 'เทพอสูรโดยกำเนิดระดับสูงสุด' เหมือนกัน และอยู่ในระดับ 'ต้าหลัวจินเซียนขั้นต้น' เหมือนกัน แต่ความห่างชั้นระหว่างพวกเขากับตัวตนระดับหยวนสื่อและหนี่วานั้น... อาจจะห่างไกลยิ่งกว่าช่องว่างระหว่างแมวบ้านกับพยัคฆ์ร้ายเสียอีก
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น
'ต้าหลัวจินเซียน' เป็นเพียงระดับขั้น แต่จะสำแดงพลังออกมาได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับ รากฐานความเป็นมา, กุศลกรรม, โชคชะตา และ ยุคสมัย ของแต่ละคนอย่างแยกไม่ออก
ต้าหลัวจินเซียนในยุคไซอิ๋ว จะเอามาเทียบกับซานชิงและหนี่วาที่ (ในตอนนั้น) เป็นแค่ต้าหลัวจินเซียนได้หรือ? ...ฝันไปเถอะ!
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ... ก็เหมือนคนเหมือนกัน แต่เด็กสามขวบจะไปสู้กับ 'ไมค์ ไทสัน' ช่วงพีคได้ไหม?
ต่อให้เด็กสามขวบรุมร้อยคน ไทสันก็ยังชนะใสๆ
แน่นอนว่า ถ้าเทียบกับต้าหลัวยุคไซอิ๋ว... ซานชิงไม่ใช่แค่ไมค์ ไทสัน แต่เป็น 'อุลตร้าแมนทาโร่' เลยต่างหาก
(ก็ทาโร่ก็นับเป็น "ยอดมนุษย์" เหมือนกันนี่นา)
นี่แหละคือความฉลาดเฉลียวของซานชิงและหนี่วา
การกระทำครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การใช้เบาะของคุนเผิงเพื่อผูกมิตรกับตี้จวินเท่านั้น แต่ยังเป็นการ 'เชือดไก่ให้ลิงดู' เพื่อเตือนตี้จวินและเทพอสูรตนอื่นๆ ในที่นี้ด้วยว่า...
"พวกข้ามีดีพอตัวนะ... ถ้ากล้าก็เข้ามาแย่งสิ!"
เห็นไหมล่ะ... 'ความแข็งแกร่ง' คือสัจธรรมสูงสุดในการรักษาสิทธิอำนาจเสมอ
ในเวลานี้ นอกจากกลุ่มของตี้จวินทั้งสี่คนแล้ว ไม่มีเทพอสูรตนไหนกล้าแม้แต่จะคิดฝันถึงที่นั่งของซานชิงและหนี่วาอีกต่อไป
และด้วยความเกรงกลัวในบารมีของตี้จวิน แม้เบาะของคุนเผิงจะว่างลงแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้าเข้าไปแย่งชิงตัดหน้า
เพราะถึงแม้พวกเขาจะมองระดับพลังของตี้จวินไม่ออก แต่ระดับพลังของ 'ไท่อี' นั้น... พวกเขาดูออกกันหมดแล้ว
"บ้าไปแล้ว! ต้าหลัวจินเซียนขั้นกลาง! เป็นคนเดียวในหมู่พวกเราที่ไปถึงขั้นนี้ แม้แต่ไท่ชิง เหล่าจื๊อ ยังเทียบไม่ได้! สู้ไม่ได้แน่ๆ... ขืนเข้าไปมีหวังตายหยังเขียด!"
อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่ซานชิงและหนี่วาก็เริ่มรู้สึกกดดันขึ้นมาจริงๆ แล้ว
เพราะคนฉลาดอย่างพวกเขา ย่อมฉุกคิดถึงประเด็นสำคัญอีกข้อหนึ่ง:
"ในเมื่อไท่อียังมีพลังถึงระดับต้าหลัวขั้นกลาง... แล้ว ตี้จวิน ผู้เป็นพี่ใหญ่ ผู้ที่มีชื่อเสียงสะท้านหงฮวงถึงสองครา และเคยไล่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สัตว์ร้ายมาสามหมื่นปี... จะแข็งแกร่งขนาดไหนกัน? ...ยิ่งคิดยิ่งขนลุก!"
ไท่อียิ้มอย่างพึงพอใจ แล้วหันไปกล่าวกับตี้จวิน: "ท่านพี่ ในเมื่อคุนเผิงไร้คุณธรรม ไม่คู่ควรกับตำแหน่ง เช่นนั้นเบาะนี้สมควรเป็นของท่านพี่ขอรับ!"
จากนั้น ไท่อีก็กวาดสายตามองไปยังอีกห้าคนที่เหลือ แล้วเริ่มใช้ 'ตรรกะอัจฉริยะ' ของเขาทำงาน:
"พวกเรามากันสี่คน... ตอนนี้มีที่ว่างแค่ที่เดียว ย่อมไม่พอ ดังนั้น... ต้องบังคับให้พวกเขาลุกออกไปอีกสามที่!"
และแล้ว สายตาของไท่อีก็ไปหยุดอยู่ที่ เหล่าจื๊อ: "ไม่สิ... พี่ใหญ่ของข้าคืออันดับหนึ่งในหมู่ผู้เกิดก่อนฟ้าดิน แล้วเจ้าเหล่าจื๊อมีสิทธิ์อะไรไปนั่งหัวแถวตรงนั้น? ที่ตรงนั้นควรเป็นของพี่ใหญ่ข้าต่างหาก!"
ไท่อีเป็นคนตรงไปตรงมา ความหยิ่งผยองและความคิดของเขาแทบจะเขียนแปะไว้บนหน้าผาก
ซานชิงเห็นดังนั้นก็เครียดจัด รีบงัดเอาสมบัติวิเศษก้นหีบออกมาเตรียมพร้อมทันที เหล่าจื๊อถึงขั้นเรียก 'เจดีย์เสวียนหวงหลิงหลง' ออกมาลอยอยู่เหนือหัวเพื่อป้องกันตัวล่วงหน้า
หนี่วาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจหยิบ 'ปิ่นตรึงฟ้า' และ 'ศิลาหนี่วา' ขึ้นมากระชับในมือ
มีเพียง หงอวิ๋น ที่กำลังใช้สมองอย่างหนัก... เขากับคุนเผิงนั้นตกที่นั่งลำบากพอๆ กัน คือไม่มีสมบัติวิเศษระดับเทพคุ้มกาย
ความจริงไม่ใช่ว่าหงอวิ๋นไม่มีสมบัติวิเศษ ระดับเทพอสูรชั้นแนวหน้าอย่างน้อยก็ต้องมี 'สมบัติวิเศษโดยกำเนิดระดับสูง' ติดตัวบ้าง แต่จะให้เอาของระดับนั้นมาโชว์ในวงวงไฮโซที่มีแต่ของระดับสุดยอด ... มันก็ออกจะน่าอายไปหน่อย สู้ไม่เอาออกมาเลยดีกว่า
ไท่อีเห็นปฏิกิริยาของทุกคน คิ้วสีทองแดงเพลิงของเขาก็ขมวดมุ่น แค่นเสียงในใจ: "จะแข่งกันด้วยสมบัติวิเศษงั้นรึ? คิดว่าข้ากลัวพวกเจ้ารึไง!?"
คิดได้ดังนั้น ไท่อีก็ตัดสินใจเด็ดขาด เรียก 'ระฆังแห่งความโกลาหล' ออกมาทันที!
แก๊ง!!!
เมื่อระฆังแห่งความโกลาหล ซึ่งเป็น 'สมบัติวิเศษระดับสัจธรรม' ปรากฏกายขึ้น บรรยากาศทั่วทั้งวังจื่อเซียวก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทุกคนต่างสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง แม้แต่ซานชิงก็อดไม่ได้ที่จะตาแดงก่ำด้วยความอิจฉา
ช่วยไม่ได้... ในยุคปัจจุบัน แค่มีสมบัติวิเศษระดับสุดยอดก็ถือว่าโชควาสนาสูงส่งแล้ว แต่นี่ไท่อีเล่นงัดระดับสัจธรรมออกมาโชว์ดื้อๆ
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ทันทีที่ระฆังปรากฏตัว แม้ไท่อียังไม่ได้กระตุ้นพลังของมัน แต่เทพอสูรโดยกำเนิดทุกคนในที่นั้น ต่างรู้สึกได้ทันทีว่าการไหลเวียนของพลังเวทในร่างติดขัดและเชื่องช้าลงไปถึงสามส่วน
นี่ขนาดยังไม่เริ่มใช้นะ... ช่างน่าสะพรึงกลัวอะไรเช่นนี้!
วินาทีนี้ ซานชิงและหนี่วารู้สึกกดดันจนแทบจะรับมือไม่ไหว
ส่วน หงอวิ๋น... เขายอมจำนนต่อโชคชะตาโดยสมบูรณ์
"หงอวิ๋นผู้นี้ตระหนักดีว่าตนเองมีกุศลธรรมไม่เพียงพอ... เบาะนี้ ข้าไม่ขอนั่งแล้ว!"
กล่าวจบ หงอวิ๋นก็ลุกขึ้นยืน แล้วถอนหายใจยอมสละที่นั่งแต่โดยดี
สถานการณ์พลิกผัน... จากที่นั่งเต็ม ตอนนี้ว่างลงถึงสองที่
ซานชิงและหนี่วาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก: "ตอนนี้มีที่ว่างสองที่แล้ว น่าจะพอสำหรับสองพี่น้องนั่นแล้วนะ! พวกเจ้าแย่งของคุนเผิงกับหงอวิ๋นไปแล้ว คงไม่หน้าด้านมาแย่งของพวกข้าอีกหรอกใช่ไหม!"
แต่ถึงกระนั้น เหล่าจื๊อก็ตัดสินใจเด็ดขาด หันไปส่งกระแสจิตหาพี่น้อง:
"น้องรอง น้องเล็ก... นี่คือการแย่งชิงวิถีธรรม จะถอยไม่ได้เด็ดขาด! หากสองพี่น้องตี้จวิน-ไท่อียังได้คืบจะเอาศอก พวกเราจะงัดไม้ตาย 'ค่ายกลผสานวิสุทธิ์รวมเต๋า' อัญเชิญเสี้ยววิญญาณของพระบิดาผานกู่ออกมาร่วมมือกันสู้ตายไปเลย!"
ในเวลาเดียวกัน ฝูซีก็ส่งกระแสจิตหาหนี่วา:
"น้องหญิง... หากครั้งนี้ตี้จวินและไท่อียังไม่พอใจ พวกเราจะกาง 'ค่ายกลหยินหยางโดยกำเนิด' สู้กับพวกเขา... เบาะนี้ จะเสียไปไม่ได้เด็ดขาด!"