- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งทีขอใช้ชีวิตดี๊ดีในวันสิ้นโลกด้วย ระบบตุนเสบียง
- บทที่ 340 - ศึกตัดสินครั้งสุดท้าย
บทที่ 340 - ศึกตัดสินครั้งสุดท้าย
บทที่ 340 - ศึกตัดสินครั้งสุดท้าย
บทที่ 340 - ศึกตัดสินครั้งสุดท้าย
ห้องสอบสวนคุกทมิฬตั้งอยู่ในจุดที่ลึกที่สุดของหัวใจกรมยุทธนาการ เป็นสถานที่ที่อับชื้น มืดมิด และอบอวลไปด้วยบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัว
แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันเพียงไม่กี่ดวงส่องแสงวูบวาบอย่างอ่อนแรง พยายามขับไล่ความมืดที่ปกคลุมอยู่โดยรอบ กำแพงหินเต็มไปด้วยคราบสกปรกและรอยแตกร้าว ราวกับทุกตารางนิ้วกำลังกรีดร้องบอกเล่าเรื่องราวความโหดร้ายและคาวเลือดที่เคยเกิดขึ้น
ร่องรอยเหล่านี้คือตราบาปแห่งกาลเวลา เป็นพยานแห่งเสียงคร่ำครวญของดวงวิญญาณนับไม่ถ้วนที่เคยดับสูญและยอมจำนน ณ ที่แห่งนี้
ที่นี่คือสถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในตำหนักฟ้า ชื่อของมันเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนขวัญผวา... ห้องสอบสวนคุกทมิฬ
วีรบุรุษผู้กล้ามากมายถูกทรมานจนเสียโฉม จิตใจแตกสลาย และสุดท้ายต้องยอมจำนนต่อการสอบสวนที่ไร้ความปรานี ภายในห้องเต็มไปด้วยเครื่องทรมานนานาชนิด วางเรียงรายด้วยความเย็นชาและแข็งกระด้าง ทุกชิ้นดูเหมือนจะแฝงคำสาปและพลังงานชั่วร้ายที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องตัวสั่น
เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้มีไว้แค่ทรมานร่างกาย แต่มีไว้เพื่อทำลายจิตวิญญาณ บิดเบือนความเป็นคนจนเหลือเพียงความสิ้นหวัง
ในเวลานี้บรรยากาศในห้องตึงเครียดถึงขีดสุด โต๊ะไม้เก่าคร่ำครึตั้งอยู่กลางห้อง จางลี่หมินหัวหน้ากรมยุทธนาการและโจวหงเซินรองหัวหน้า นั่งประกบข้างด้วยสีหน้าเคร่งขรึม สายตาคมกริบจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าเขม็ง
เซียวหลิงเอ๋อร์ถูกมัดมือไพล่หลัง ยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะสอบสวน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ
"เธอจะบอกว่าเธอยอมมอบตัวด้วยความสมัครใจงั้นเหรอ"
น้ำเสียงของจางลี่หมินทุ้มต่ำทรงพลัง แฝงอำนาจข่มขู่
เซียวหลิงเอ๋อร์เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววดูแคลน
"ไม่งั้นจะให้ทำยังไง ฝีมือระดับพวกคุณ ถ้าคิดจะจับหนูคงต้องสังเวยชีวิตลูกน้องไปหลายร้อยศพแน่ ถึงจะเอาหนูลง"
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจและถือดี ราวกับไม่เห็นหัวผู้คุมกฎทั้งสองคน
จางลี่หมินและโจวหงเซินหันมาสบตากัน แววตาของทั้งคู่ฉายความแปลกใจวูบหนึ่ง
พวกเขารู้ซึ้งถึงฝีมือของเซียวหลิงเอ๋อร์ดี และรู้ว่าสิ่งที่เธอพูดไม่ใช่ราคาคุย ด้วยเพลงธนูแกตลิ่งของเธอ การจะกวาดล้างยอดฝีมือของกรมยุทธนาการให้ลงไปนอนคุยกับรากมะม่วงไม่ใช่เรื่องยาก
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขางุนงงคือทำไมคนเก่งขนาดนี้ถึงยอมมอบตัวง่ายๆ
"ทำไมถึงยอมแพ้"
โจวหงเซินอดถามไม่ได้
สีหน้าของเซียวหลิงเอ๋อร์เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที เธอพูดด้วยน้ำเสียงกระฟัดกระเฟียด
"ก็เพราะพ่อของหนูมันทำตัวน่ารังเกียจน่ะสิ เขาคิดจะกบฏต่อสวรรค์ แต่เขารู้ไหมว่าทำแบบนั้นมันเท่ากับปิดตายเส้นทางของเมืองจิ่วโจว"
น้ำเสียงของเธออัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้นและความไม่ยินยอม ราวกับต้องการระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดออกมา
"หนูมาจากเมืองจิ่วโจว ถึงจะเป็นลูกสาวเซียวเฉิน แต่หนูไม่เคยเจอหน้าเขามาก่อน เขาหนีไปตั้งแต่หนูยังไม่เกิด หนูไม่มีความผูกพันอะไรกับเขาเลย ตรงกันข้าม หนูผูกพันกับเมืองจิ่วโจวมากกว่า ที่นั่นมีเพื่อน มีญาติพี่น้องของหนู"
แววตาของเซียวหลิงเอ๋อร์ฉายแววอาลัยอาวรณ์เมื่อเอ่ยถึงบ้านเกิด
"ถ้าเพราะการกบฏของเซียวเฉินทำให้ตำหนักฟ้าสั่งปิดทางเข้าเมืองจิ่วโจว หนูรับไม่ได้ หนูจะไม่ยอมไปกับเขา ไม่ใช่แค่นั้นนะ หนูยังถือว่าเขาเป็นศัตรูคู่อาฆาต หนูต้องการรักษาเส้นทางของเมืองจิ่วโจวเอาไว้"
ถ้อยคำของเธอหนักแน่นเด็ดขาด ความเกลียดชังที่แสดงออกมาดูสมจริงอย่างยิ่ง
จางลี่หมินขมวดคิ้ว เขารู้ว่าสิ่งที่เซียวหลิงเอ๋อร์พูดมีมูลความจริง บทลงโทษผู้ทรยศของตำหนักฟ้านั้นรุนแรงมาก และเมืองจิ่วโจวในฐานะบ้านเกิดของเซียวเฉิน ย่อมต้องโดนหางเลขไปด้วย หากความผิดของเซียวเฉินถูกตัดสิน เมืองทั้งเมืองอาจถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
สำหรับเซียวหลิงเอ๋อร์ นี่คือเรื่องคอขาดบาดตาย
ถึงอย่างนั้น จางลี่หมินก็ยังไม่ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเซียวหลิงเอ๋อร์จะยอมจำนนและหักหลังพ่อตัวเองจริงๆ
เขาระแวงว่านี่อาจเป็นแผนซ้อนแผนของพ่อลูกตระกูลเซียว
"เซียวหลิงเอ๋อร์ เธออาจจะไม่รู้ถึงวิธีการของตำหนักฟ้า เรามีวิธีตรวจสอบความจริงอย่างน้อยสิบกว่าวิธี ที่จะรู้ได้ว่าเธอพูดจริงหรือโกหก"
น้ำเสียงของจางลี่หมินเจือคำขู่
เซียวหลิงเอ๋อร์เชิดหน้าท้าทาย แววตาไร้ความเกรงกลัว
"ก็ตรวจสอบสิ ดูให้เห็นกับตาเลยว่าหนูเกลียดขี้หน้าเซียวเฉินจริงๆ หรือแค่ปั้นน้ำเป็นตัว"
จางลี่หมินกระแอมไอเบาๆ แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เขาตบมือสองครั้ง ประตูห้องสอบสวนค่อยๆ เปิดออก ชายรูปร่างหน้าตาประหลาดคนหนึ่งเดินเข้ามา
หว่างคิ้วของชายคนนี้มีดวงตาที่สามตั้งตรงอยู่ ดูคล้ายกับเทพเอ้อหลางในตำนาน
เขาคือ 'หลี่มู่ไป๋' ตุลาการเนตรสวรรค์แห่งกรมสอบสวน ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วตำหนักฟ้าในเรื่องความสามารถอ่านใจคนและแยกแยะความจริงเท็จ
"นี่คือตุลาการเนตรสวรรค์ หลี่มู่ไป๋ เขาสามารถมองทะลุคำโกหกของทุกคนได้"
จางลี่หมินแนะนำ
"ถ้าเธอผ่านการทดสอบนี้ไปได้ เราไม่เพียงจะรับปากเรื่องความปลอดภัยของเมืองจิ่วโจว แต่จะมอบโอกาสให้เธอได้ดวลเดี่ยวกับเซียวเฉินด้วย"
เซียวหลิงเอ๋อร์ฟังแล้วสีหน้ายังคงเรียบเฉย เธอพยักหน้าเบาๆ
"เอาสิ ตรวจเลย"
หลี่มู่ไป๋เดินมาหยุดตรงหน้าเซียวหลิงเอ๋อร์
"ข้าจะเจาะเข้าไปในสมองของเจ้า อย่าต่อต้าน จงปล่อยใจให้ไหลไปตามการตรวจสอบ ไม่อย่างนั้นการทดสอบจะล้มเหลว"
"ตามสบาย หนูบริสุทธิ์ใจอยู่แล้ว"
ทันใดนั้นดวงตาที่สามของหลี่มู่ไป๋ก็เปล่งแสงเจิดจ้า พุ่งตรงเข้าสู่ดวงตาของเซียวหลิงเอ๋อร์
เซียวหลิงเอ๋อร์รู้สึกถึงพลังจิตอันมหาศาลที่พุ่งเข้ามาปะทะหน้า ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงวิญญาณ แต่เธอไม่ถอยหนี กลับจ้องมองแสงนั้นกลับไปอย่างแน่วแน่
ภายใต้การจ้องมองของหลี่มู่ไป๋ ความทรงจำของเซียวหลิงเอ๋อร์ค่อยๆ ผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ ภาพการเติบโตในเมืองจิ่วโจว ภาพเพื่อนพ้องที่เคยร่วมเป็นร่วมตาย และภาพแผ่นหลังของพ่อที่ทิ้งเธอไป... ความทรงจำเหล่านี้หลั่งไหลออกมาดั่งสายน้ำ ท่วมท้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อน
แต่ในความทรงจำเหล่านั้น หลี่มู่ไป๋ไม่พบคำโกหกหรือการหลอกลวงใดๆ
ทุกคำพูดของเซียวหลิงเอ๋อร์คือความจริง ความผูกพันที่มีต่อเมืองจิ่วโจว ความโกรธแค้นและผิดหวังในตัวพ่อ ความเด็ดเดี่ยวที่จะต่อต้าน... ทั้งหมดคือความรู้สึกจริงๆ จากก้นบึ้งหัวใจเธอ
ในที่สุด หลี่มู่ไป๋ก็เก็บแสงจากดวงตาที่สามกลับคืน สีหน้าของเขาดูซับซ้อนเล็กน้อย ราวกับรู้สึกนับถือในความมุ่งมั่นของเด็กสาวคนนี้
เขาหันไปพยักหน้าให้จางลี่หมินและโจวหงเซิน
"นางพูดความจริง นางเกลียดเซียวเฉินจริงๆ"
จางลี่หมินและโจวหงเซินสบตากันแล้วยิ้มออกมา
พวกเขารู้ดีว่าผลการสอบสวนครั้งนี้จะเปลี่ยนเกมกระดานนี้ไปอย่างสิ้นเชิง ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของเซียวหลิงเอ๋อร์ทำให้พวกเขาเห็นความหวัง บางทีเธออาจจะเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งเซียวเฉินและกอบกู้เกียรติยศของตำหนักฟ้า
...
ณ ขอบฟ้าอันเวิ้งว้าง มีเมืองโบราณนามว่า 'เมืองอิ๋งโจว' ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางทะเลหมอก
ในยามนี้ เมืองโบราณถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟัน เพราะเซียวเฉิน อดีตประมุขพรรคมารและผู้นำคนปัจจุบันของกองทัพกอบกู้บัลลังก์ กำลังนำทัพนับแสนนายปักหลักอยู่ที่นี่