- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งทีขอใช้ชีวิตดี๊ดีในวันสิ้นโลกด้วย ระบบตุนเสบียง
- บทที่ 200 - เมืองซานสุ่ยอันสงบสุข
บทที่ 200 - เมืองซานสุ่ยอันสงบสุข
บทที่ 200 - เมืองซานสุ่ยอันสงบสุข
บทที่ 200 - เมืองซานสุ่ยอันสงบสุข
สิ่งที่เรียกว่าระบบผัวเดียวเมียเดียว กลับกลายเป็นเพียงผลผลิตทางอารยธรรมที่ไม่สอดคล้องกับกฎแห่งธรรมชาติ และถูกคัดทิ้งไปโดยปริยาย
เมืองอื่นก็เป็นเช่นนี้ เจ้าเมืองบางคนถึงขั้นประกาศว่าผู้หญิงทุกคนในเมืองเป็นสมบัติของเขา
คนอื่นทำได้แค่เช่า แต่เขาจะเรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้ตามอำเภอใจ
เจ้าเมืองบางคนออกกฎว่าถ้าผู้หญิงในเมืองแต่งงาน คืนเข้าหอต้องมาปรนนิบัติเจ้าเมืองก่อนหนึ่งคืน
หากโชคดีมีลูกกับเจ้าเมือง ก็ถือว่าได้ถีบตัวเองขึ้นสู่ชนชั้นสูง
แม้แต่เจ้าเมืองที่เป็นผู้หญิงก็ไม่ต่างกัน
เจ้าเมืองหญิงคนหนึ่งประกาศกวาดต้อนหนุ่มหล่อทั้งหมดเข้าจวน ไว้คอยรับใช้
แถมยังรับสมัครกลุ่มผู้ปลุกพลังหญิงสุดแกร่ง ให้มาร่วมใช้บริการหนุ่มๆ เหล่านี้ด้วยกัน
โลกใบนี้มันบิดเบี้ยวไปหมดแล้ว
เจ้าเมืองอย่างเซียวเฉินที่มีผู้หญิงแค่ห้าคน กลับกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาดหายาก
ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ยืนดูป้ายประกาศข้างๆ กำลังวิพากษ์วิจารณ์สาวๆ เหล่านี้อย่างออกรส
"ฉันว่านะ คุณหลงปิงปิงเจ๋งสุดแล้ว พอไม้เรียวของเธอฟาดขวับ ทุกคนต้องสยบ"
"คุณหนิงสเว่ยโหรวสิเก่งสุด เมื่อก่อนฝีมือสูสีกับท่านเจ้าเมืองเลยนะ ถ้าไม่ติดว่าท้องอยู่ล่ะก็... หึ รับรองชนะคุณหลงปิงปิงขาดลอย"
"เทพธิดาโม่เสี่ยวถงของผมต่างหากที่หนึ่งในใจ ไม้กวาดด้ามเดียวกวาดล้างทั่วหล้า"
"[อย่ามาเพ้อเจ้อ!] คุณฟ่านมี่มี่สิของจริง ตะหลิวพิฆาต โจรหน้าไหนเจอก็สุกเกรียม"
"พอเลยพวกแก โหย่วลี่หยาของฉันต่างหากที่สุดยอด บู๊ก็ได้ บุ๋นก็ดี ไร้เทียมทานในใต้หล้า"
"หา? ไร้เทียมทาน? แล้วท่านเจ้าเมืองล่ะ?"
คนที่พูดรีบแก้ตัวทันควัน "ท่านเจ้าเมืองนั่นมันคนบนฟ้า ผมหมายถึงไร้เทียมทานในโลกมนุษย์ เข้าใจไหม?"
กงตงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะออกมา "อวยกันไส้แตกขนาดนี้ ฉันล่ะอยากเห็นจริงๆ ว่าแม่สาวพวกนี้จะเก่งสักแค่ไหนกันเชียว"
"แม่ครัวฟ่านมาแล้ว! แม่ครัวฟ่านมาแล้ว! เอาวัตถุดิบมาแจกพวกเราอีกแล้ว เร็วเข้าทุกคน ช้าหมดอดนะเว้ย!"
ฝูงชนที่มุงอยู่หน้าป้ายประกาศแตกฮือทันที ต่างพากันวิ่งกรูกันไปที่หัวถนน
รถบรรทุกคันใหญ่แล่นมาจอด ฟ่านมี่มี่ในชุดทะมัดทะแมงกระโดดลงจากรถ เสยผมเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตู้ตู้คอนเทนเนอร์ด้านหลัง
ผู้คนรีบวิ่งเข้ามาล้อมและเริ่มจัดแถวกันอย่างรวดเร็ว
ฟ่านมี่มี่กับสมาชิกแกนนำอีกไม่กี่คนเริ่มแจกจ่ายวัตถุดิบอาหารให้กับคนที่มาเข้าแถว
กงตงเสวี่ยรู้สึกแปลกใจ เธอคว้าแขนผู้หญิงคนหนึ่งไว้แล้วถามว่า "น้าคะ นี่เขาทำอะไรกัน?"
ผู้หญิงคนนั้นมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ "คนต่างถิ่นล่ะสิ แม่ครัวฟ่านจะเอาวัตถุดิบมาแจกชาวเมืองวันละพันชุดฟรีๆ ใครอยากได้ก็มารับ แถมยังแจกสูตรอาหารให้ด้วยนะ ให้พวกเราเอากลับไปทำกินกัน"
"สร้างภาพชัดๆ แค่พันชุดจะมีประโยชน์อะไร?" กงตงเสวี่ยเชิดหน้าสวยๆ ของเธอขึ้นอย่างถือดี
หนึ่งพันชุด... มันน้อยเกินไปจริงๆ
เมืองนี้มีประชากรอย่างต่ำก็สิบล้านคน แค่นี้จะไปพอยาไส้อะไร?
แต่ทว่า... พอได้เห็นของที่แจก เธอก็พูดไม่ออก
มันคือวัตถุดิบที่สดใหม่มาก แถมยังเป็นของหายากในยุควันสิ้นโลกแบบนี้
โดยเฉพาะอย่างหนึ่งในนั้น... เห็นแล้วเธอยังใจเต้น
มันเป็นของที่เธอแทบไม่ได้กินเลยนับตั้งแต่โลกเข้าสู่ยุควิกฤต
ถ้าเป็นที่อื่น ของพวกนี้คงราคาแพงระยับ เป็นสินค้าควบคุม
แต่ที่นี่ ฟ่านมี่มี่กลับขนออกมาแจกชาวบ้านตาดำๆ ฟรีๆ
กติกาก็ง่ายแสนง่าย แค่เข้าแถวรอ
ตอนเข้าแถวจะมีการแจกบัตรคิว
พอครบหนึ่งพันใบ คนข้างหลังก็ไม่ต้องรอ แยกย้ายกันไปทำมาหากิน
ทุกคนไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรมากนัก
คนที่นี่พื้นฐานชีวิตไม่ได้ขัดสน ถ้าได้ของแจกก็ถือว่าได้กินดีอยู่ดีขึ้นอีกมื้อ
ถ้าไม่ได้ ก็ไม่ได้กระทบกระเทือนอะไร
หลังจากแจกครบหนึ่งพันชุด ถนนก็กลับคืนสู่ความสงบ
ฟ่านมี่มี่ปิดประตูตู้คอนเทนเนอร์ ปัดไม้ปัดมือ ยิ้มอย่างมีความสุขเตรียมตัวจะกลับ
หลังผ่านวันสิ้นโลกมา ความคิดและจิตวิญญาณของเธอเปลี่ยนไปมาก
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เรื่องแบบนี้เธอคงมองว่าน่าอาย ไม่มีทางลดตัวลงมาทำเด็ดขาด
ตอนนั้นสมองเธอถูกล้างด้วยแนวคิดสิทธิสตรีแบบสุดโต่ง ในหัวมีแต่เรื่องอยากรวยทางลัด จับผู้ชายรวยๆ แต่งเข้าตระกูลเศรษฐี
แต่วันสิ้นโลกได้ชะล้างความคิดพวกนั้นออกไปจนหมดสิ้น
ตอนนี้เธอติดดิน อ่อนโยน และขยันขันแข็ง
วัตถุดิบวันละพันกว่าชุดที่เซียวเฉินหามาได้ พวกเธอกินกันเองไม่หมดหรอก เธอเลยเอามาแบ่งปันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเมือง
จุดที่แจกของก็สุ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้กระทบการจราจรและความเป็นระเบียบเรียบร้อย
การได้ทำแบบนี้ มันทำให้เธอรู้สึกอิ่มเอมใจบอกไม่ถูก
พอก้าวขึ้นรถเตรียมสตาร์ทเครื่อง เธอก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งมายืนขวางหน้ารถ
ฟ่านมี่มี่กำลังจะบีบแตรไล่ แต่ก็ต้องตาโตเท่าไข่ห่าน
ผู้หญิงคนนี้... พิเศษมาก ถ้าให้จำกัดความคำเดียวคือ 'วิจิตรบรรจง'
สวยเป๊ะจนดูเหมือนของปลอม
เหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบไม่มีผิด
ผิวขาวผ่อง เนียนละเอียด บริสุทธิ์ผุดผ่อง
ดวงตาใสกระจ่าง ขนตางอนยาว จมูกโด่งรั้น
คิ้วโก่งสวย ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มแต่อวบอิ่ม
"คุณพระ สวยขนาดนี้ ท่านเจ้าตึกต้องชอบแน่ๆ" ฟ่านมี่มี่เปิดประตูรถกระโดดลงมายืนประจันหน้ากับกงตงเสวี่ย
"แม่หนู มาเที่ยวสินะ อยากไปเยี่ยมชมกองบัญชาการเฟิงหัวของเราไหม?"
กงตงเสวี่ยชะงักไปเล็กน้อย เดิมทีเธอตั้งใจจะมาท้าดวลฟ่านมี่มี่
แต่เจอไมตรีจิตแบบนี้เข้าไป ทำเอาไปไม่เป็นเหมือนกัน
เธอกระแอมแก้เก้อ "เธอคือฟ่านมี่มี่ใช่ไหม?"
"ใช่จ้ะ ฉันคือแม่ครัวของท่านเจ้าเมืองเซียวเฉิน" ฟ่านมี่มี่ตอบอย่างภูมิใจในตำแหน่งนี้มาก "แล้วเธอชื่ออะไรจ๊ะ?"
"กงตงเสวี่ย" กงตงเสวี่ยค่อยๆ หยิบหน้ากากอัปลักษณ์ขึ้นมาสวม แล้วชักกระบี่ยาวออกมา "ฉันขอท้าดวลกับเธอ"
ฟ่านมี่มี่เหวอไปนิดนึง แต่พอเห็นท่าทีจริงจังของอีกฝ่าย ก็รู้ว่าไม่ได้ล้อเล่น
ใจเธอกระตุกวูบ "คนตระกูลกง?"
"ถูกต้อง"
ฟ่านมี่มี่หันไปคว้าอาวุธคู่กายจากบนรถ... ตะหลิวเหล็กกล้าเนื้อดี เดินมายืนประจันหน้ากับกงตงเสวี่ย แล้วตะโกนบอกคนรอบข้าง "พี่น้องชาวเมืองจ๋า รบกวนช่วยเคลียร์พื้นที่หน่อย ฉันกับคนสวยท่านนี้จะประลองยุทธ์กันสักหน่อย"
ฝูงชนแหวกออกทันที เว้นที่ว่างให้เป็นวงกว้างหลายสิบเมตร
ผู้ปลุกพลังจำนวนมากต่างยืดคอมองอย่างสนใจใคร่รู้ อยากเห็นการต่อสู้ระดับยอดฝีมือ
เสียงมอเตอร์ไซค์คำรามกึกก้อง รถหลายคันพุ่งเข้ามาจอด หญิงสาวสี่คนก้าวลงจากรถมายืนขนาบข้างฟ่านมี่มี่ "มี่มี่ เกิดอะไรขึ้น?"
ฟ่านมี่มี่หันไปยิ้มให้สี่สาว "มีคนมาขอท้าดวลฉันน่ะ"
กงตงเสวี่ยกวาดตามองสี่สาวผู้มาใหม่ แล้วเอ่ยชื่อทีละคน "หลงปิงปิง? หนิงสเว่ยโหรว? โหย่วลี่หยา? โม่เสี่ยวถง?"
พอได้รับคำยืนยัน กงตงเสวี่ยก็เชิดหน้าขึ้น "ดีเลย งั้นฉันขอท้าดวลพวกเธอทีละคน"
หลงปิงปิงกอดอก ดันทรงอกอวบอิ่มให้เด่นชัด หัวเราะเบาๆ "เอาสิ แต่เรามาวางเดิมพันกันหน่อยไหม ถ้าเธอชนะพวกเรา อยากได้อะไรว่ามา แต่ถ้าพวกเราชนะ... เธอต้องอยู่ที่นี่ เป็นสาวใช้ให้ท่านเจ้าเมือง"
กงตงเสวี่ยโกรธจนตัวสั่น แต่ฟ่านมี่มี่หัวเราะจนตัวงอ "พี่ปิงปิง ให้เป็นสาวใช้คงไม่เหมาะ พี่ไม่เห็นเหรอ แม่หนูนี่สวยจะตาย ท่านเจ้าเมืองต้องถูกใจแน่ๆ ดีไม่ดีอาจจะได้เป็นคุณนายเจ้าเมืองอีกคนก็ได้นะ"
[จบแล้ว]