- หน้าแรก
- ระบบสร้างเทพ เริ่มต้นด้วยการถล่มวังหลวง
- บทที่ 131 - เหตุไม่คาดฝัน
บทที่ 131 - เหตุไม่คาดฝัน
บทที่ 131 - เหตุไม่คาดฝัน
บทที่ 131 - เหตุไม่คาดฝัน
[ท่านได้รับตราประทับเทพพสุธา]
[ตรวจพบว่าท่านครอบครอง ตราประทับจิงเจวี๋ย ตราประทับทะเลทรายตะวันตก ตราประทับกู่ม่อ ยืนยันว่าเทพเจ้าในพื้นที่ดังกล่าวไม่ดำรงอยู่หรือสูญสลายไปแล้ว กำลังตรวจสอบความชอบธรรมของท่าน]
[ท่านได้รับอำนาจเทพพสุธาภายในอาณาเขตปัจจุบันของกองบัญชาการพิทักษ์แดนตะวันตก... อำนาจแห่งผืนดินที่ท่านครอบครองได้รับการยกระดับ]
[ตำแหน่งเทพของท่านเลื่อนขั้นแล้ว ระดับห้า]
[.]
มองดูข้อมูลที่เด้งขึ้นมาบนจอประสาทตา จางเคอลูบคลำตราเทพที่ผิวสัมผัสลื่นมือคล้ายหยกแต่ไม่ใช่หยก
แม้พิธีกรรมรวมอำนาจและเลื่อนขั้นจะจบลงแล้ว แต่กระแสพลังในตัวเขายังคงแลกเปลี่ยนกับตราประทับอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
ผ่านการบำรุงเลี้ยงมาหลายวัน
โครงกระดูกไม่สมประกอบที่กำลังฟูมฟักอยู่ในตัวเขา เหมือนได้รับสารกระตุ้นชั้นดี กำลังก่อตัวเป็นรูปร่างอย่างรวดเร็ว
โดยมีปราณธรณีและผลึกวารีเป็นรากฐาน ก่อเกิดเป็นโครงกระดูกที่สมบูรณ์แบบ บนกระดูกที่ใสกระจ่างดุจหยกยังมีอักขระเทพสลักวนเวียนอยู่
สำหรับเทพเจ้าสายอำนาจอย่างเขา
การใช้ชีพจรภูเขาและสายน้ำมาผลัดเปลี่ยนร่างกายแบบนี้ เป็นวิชาบังคับที่เทพเจ้าที่อยากยกระดับรากฐานตัวเองต้องเรียนรู้ ยกเว้นพวกเทพยมโลก
แน่นอน ก็มีพวกที่ฟ้าประทานมาเหมือนกัน
ตั้งแต่เกิดมา ร่างกายของพวกมันก็เป็นภูเขาแม่น้ำจำแลงมา แต่เทพเจ้าโดยธรรมชาติแบบนี้ ตั้งแต่สวรรค์ถูกสถาปนาขึ้นก็เริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้แทบไม่เจอแล้ว
ไม่มีอะไรมาก
ยิ่งรากฐานลึกล้ำ ก็ยิ่งต้องใช้เวลาในการแปลงร่างนาน
ส่วนใหญ่เทพพวกนี้ยังไม่ทันจะได้เกิด สวรรค์ก็ส่งเทพเจ้าลงมาปกครองพื้นที่นั้นเสียก่อน
ข้างเตียงนอนจะยอมให้คนอื่นมานอนกรนได้ไง
พอเทพที่มาทีหลังยึดครองพื้นที่ได้ รับรู้ถึงการมีอยู่ของเจ้าถิ่นเดิม ส่วนใหญ่ก็จะจับกินเพื่อยกระดับรากฐานตัวเองทั้งนั้น
ด้วยเหตุนี้ นอกจากมหาเทพที่เกิดมานานแล้วและนั่งอยู่บนบัลลังก์สูง เทพธรรมชาติในโลกก็น้อยลงทุกวัน วิชาการสร้างร่างใหม่เพื่อยกระดับรากฐานแบบนี้จึงกลายเป็นวิชาบังคับของเทพเจ้าแห่งผืนดินทุกคน
แม้ว่าด้วยสายเลือดของจางเคอ รากฐานของเขาจะไม่ได้ด้อยไปกว่าวิธีนี้
แต่เรียนรู้ไว้เยอะๆ ก็ย่อมดีกว่า
อีกอย่าง สองวิธีนี้ก็ไม่ได้ขัดแย้งกัน
หลังจากสร้างโครงกระดูกเสร็จ ที่เหลือก็คืองานละเอียด อาศัยการหล่อเลี้ยงจากภูเขาและสายน้ำค่อยๆ ขัดเกลากระดูกทั่วร่าง จนสุดท้ายอักขระเทพบนโครงกระดูกจะซ่อนหายเข้าไปในเนื้อกระดูก ถึงจะนับว่าขั้นแรกสำเร็จ
จากนั้นก็เป็นการสร้างเลือดเนื้อ เส้นเอ็น และอวัยวะภายใน สำหรับเทพเจ้าท้องถิ่นของต้าถัง สามขั้นตอนนี้มักต้องใช้เวลาหลายร้อยหลายพันปี
แถมสุดท้าย ร่างกายที่สร้างขึ้นมาก็อาจจะไม่บริสุทธิ์ไร้มลทิน อาจจะต้องมานั่งซ่อมแซมกันทีหลัง แต่สำหรับจางเคอ เขาแค่ต้องเดินหน้า กิน กิน กิน ยกระดับอำนาจและตำแหน่งเทพ ก็จะเร่งกระบวนการนี้ได้
เหมือนการซ้อนบัฟ ยิ่งซ้อนเยอะ ความเร็วยิ่งสูง
เขาถือตราเทพไว้ในมือ สัมผัสการตอบสนองอัตโนมัติระหว่างตราเทพกับโครงกระดูกในร่าง จางเคอเงยหน้าขึ้น สายตาของเขาดูเหมือนจะมองข้ามแผ่นดินกว้างใหญ่ไปไกลพันลี้
ในแววตาของเขาสะท้อนภาพเงาของเทือกเขาแห่งหนึ่ง
ในแผนการของจางเคอ ทางเลือกต่อไปของเขามีอยู่สามทาง
ทางแรกคือเทือกเขาเทียนซาน เทือกเขานี้ทอดยาวกว่าสองพันกิโลเมตร กินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ที่สำคัญคือเทือกเขาเทียนซานในปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมของกองบัญชาการพิทักษ์แดนตะวันตกทั้งหมด ถ้าเขาจะไปยึด แรงต้านทานคงไม่มาก
ข้อกังวลเดียวคือ ช่วงท้ายของเทือกเขาเทียนซานมีพวกวัวผีงูเทพเข้าไปจับจองพื้นที่อยู่ไม่น้อย ถ้าเขาจะยื่นมือเข้าไปจริงๆ คงต้องระวังเรื่องผลกระทบ หาข้ออ้างให้ดีหน่อย
ทางที่สองคือบวกกับทูเจวี๋ยตะวันตกต่อไป แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้แนวรบขยับมาข้างหน้าติดกันสองครั้ง แถมต้องแบ่งกำลังไปเฝ้าเมืองและเส้นทางสำคัญ ตอนนี้กองบัญชาการขาดแคลนกำลังพล ถ้าเลือกทางนี้ ต่อไปจางเคอต้องฉายเดี่ยวเผชิญหน้ากับเทพมารทั้งทูเจวี๋ยตะวันตก
การบุกเดี่ยวลึกเข้าไปในถิ่นศัตรูแบบนี้จางเคอยังไม่เคยลอง ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นมหาเทพจะช่วยอะไรได้ไหม
แต่สรุปคือ เรื่องจะเดินตามหลังกองทัพคอย "เก็บตก" ตำแหน่งเทพเหมือนเมื่อก่อนคงไม่มีอีกแล้ว จางเคอต้องยืนรับตีนอยู่แนวหน้า ความเสี่ยงส่วนตัวก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย
สุดท้ายคือก้าวลงไปทางใต้ ไปจัดการราชาปีศาจที่ยึดครองเมืองอวี๋เถียน
ถ้าชนะ ประตูสู่ที่ราบสูงก็จะเปิดออกให้จางเคอ นอกจากนั้นเขายังสามารถไปทางตะวันตกเพื่อรังแกเทพของประเทศเล็กประเทศน้อยได้อีก
จางเคอครุ่นคิดในใจ ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียของสามทางเลือกนี้
และในตอนนั้นเอง ทางทิศใต้ของเขา ก็มีกลิ่นอายรุนแรงระเบิดขึ้น
จากนั้นลำแสงสีขาวก็พุ่งขึ้นฟ้า ณ รอยต่อระหว่างกองบัญชาการกับทูเจวี๋ยตะวันตก แทบจะติดกับค่ายทหาร
ฝุ่นตลบ
หินแตกกระจาย
"ตึง ตึง ตึง"
ตามด้วยเสียงกลองศึกดังกึกก้อง กองทัพในค่ายรวมพลอย่างรวดเร็ว เสียงตะโกนเรียกขานดังระงม จิตวิญญาณกองทัพที่เคยเกียจคร้านอยู่เหนือค่ายก็ตื่นตัวขึ้นทันที
จิตสังหารสีแดงฉานก่อตัวเป็นพยัคฆ์แดงตัวมหึมายาวหลายสิบเมตร
เมื่อพยัคฆ์ก่อตัวสมบูรณ์ มันก็อ้าปากคำรามก้องฟ้า ตามด้วยคลื่นกระแทกเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างพยัคฆ์ กวาดล้างทุกอย่างราวกับพายุเฮอริเคน พัดพาทุกสิ่งกระเด็นกระดอน พร้อมกับทิ้งเกล็ดน้ำแข็งบางๆ ไว้บนพื้น
"จัดกระบวนทัพ สังหารปีศาจที่กล้าบุกค่ายเราให้สิ้นซาก!"
ปฏิกิริยาของกองทัพถังรวดเร็วมาก ขณะที่พยัคฆ์ก่อตัว พวกเขาก็เคลื่อนพลมุ่งหน้าไปยังทิศที่ลำแสงระเบิดออก
แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นประตูค่าย
ลมปีศาจก็พัดโหมกระหน่ำในฟ้าดิน มาพร้อมกับทรายที่ปลิวว่อน และควันสีม่วงเข้มที่ลอยตามลมมา
เมื่อลมปีศาจปะทะกับพยัคฆ์จิตวิญญาณกองทัพ มันถูกต้านทานจนอ่อนกำลังลงบ้าง แต่ควันสีม่วงกลับไม่ถูกสกัดกั้นไว้ทั้งหมด
เห็นดังนั้น แม่ทัพรีบสั่งการให้ทหารกลั้นหายใจและถอยกลับเข้าค่าย
แต่ต่อให้ลมจะเบาลง ก็ยังเร็วกว่าคำสั่งของเขามาก
ทหารหนึ่งในสี่ที่ถอยไม่ทัน พอได้กลิ่นควันนั้นเข้าไปก็ตาเหลือก สลบเหมือดไปทันที ส่วนที่เหลือก็มีไม่น้อยที่สูดควันเข้าไปบ้าง จนหน้ามืดตาลาย ขาแข้งอ่อนแรง
เพราะกองทัพสูญเสียกำลังรบ
พยัคฆ์จิตวิญญาณกองทัพที่เคยองอาจอยู่บนฟ้า แม้จะไม่ถึงกับสลายไป แต่ก็เหี่ยวเฉาลงทันตา ร่างกายกำยำดูเหมือนถูกใครสูบพลังไป จนผอมแห้งเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
แม่ทัพฝืนกลั้นความมึนงงในหัว เงยหน้ามองไปที่ประตูค่าย
ที่นั่น มีเงาร่างหลายสายปรากฏตัวขึ้นจากพายุทราย ก้าวเท้าเข้ามาในค่าย
"โฮก โฮก โฮก"
เมื่อเงาร่างเหล่านั้นเข้ามาใกล้ กลิ่นอายดุร้ายก็พุ่งเสียดฟ้า พยัคฆ์ผอมโซเหนือหัวส่งเสียงร้องโหยหวนปานจะขาดใจ
ร่างของมันเหมือนลูกโป่งที่รั่ว แฟบลงอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายไม่เหลือเค้าโครงเสือ ส่งเสียงดังตูม ระเบิดกระจายไปทั่วท้องฟ้า
"นี่หรือทหารกล้าแห่งต้าถัง ข้าว่าก็งั้นๆ... แค่หมอกพิษนิดหน่อยก็ร่วงกันหมด ไม่รู้ว่าพวกขยะทูเจวี๋ยตะวันตกโดนพวกนี้ตีจนหัวซุกหัวซุนได้ยังไง"
เมื่อระยะห่างลดลง แม่ทัพก็เห็นว่าคนพูดคือสาวน้อยที่สวมใส่น้อยชิ้น เผยผิวขาวเนียนเกือบทั้งตัว
แม้ทิวทัศน์ขาวผ่องบนตัวสาวน้อยจะน่ามอง
แต่ต้องมองข้ามแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวนางให้ได้ก่อน
เผชิญกับแรงกดดันนี้ จิตใจของแม่ทัพสั่นสะท้าน ไม่มีกะจิตกะใจไปมองรูปร่างอันยั่วยวนนั้นหรอก
สังเกตเห็นสายตาของแม่ทัพ สาวน้อยหันมา ยิ้มเผล่
"ยังมีคนมีสติอยู่อีกคนแฮะ มานี่มา"
วินาทีถัดมา แรงดูดมหาศาลก็ระเบิดออก
ร่างแม่ทัพไปโผล่ในมือสาวน้อย แรงมหาศาลบีบคอเขาจนตาเหลือก
"ชุนเซียง เบามือหน่อย บีบอีกนิดเขาจะตายคามือเจ้าแล้วนะ"
เสียงทุ้มของผู้ชายดังขึ้นข้างๆ มือที่แข็งแกร่งราวคีมเหล็กจึงคลายแรงลงเล็กน้อย
"แค่ก แค่ก"
ไอโขลกๆ สองที เขาหันไปเห็นชายผมเผ้ารุงรัง หนวดเครารกครึ้ม
ตามหลักแล้ว คนที่ไม่ดูแลตัวเองแบบนี้น่าจะสกปรกและเหม็นสาบ
แต่แม่ทัพกลับไม่เห็นร่องรอยความสกปรกบนตัวอีกฝ่าย ตรงกันข้าม ยิ่งมองเขายิ่งรู้สึกว่าคนผู้นี้มีกลิ่นอายของผู้คงแก่เรียนแฝงอยู่
เมื่อสบตากัน
ชายคนนั้นก็เอ่ยเสียงนุ่ม "ไม่ต้องกลัว ข้ามาครั้งนี้แค่เพื่อทวงความเป็นธรรมจากต้าถัง ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างความลำบากให้พวกเจ้า..."
อย่าฟังแค่ว่าน้ำเสียงดูเป็นมิตร แต่แม่ทัพไม่เก็บมาใส่ใจ ไม่สร้างความลำบากนั่นคือกรณีที่ทุกอย่างราบรื่น แต่ถ้าผลออกมาไม่น่าพอใจ พวกเขาไม่ต้องกลายเป็นผีเฝ้าค่ายกันหมดเหรอ
ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แม่ทัพส่ายหน้าแล้วเอ่ยเบาๆ
"เรื่องนี้ข้าตัดสินใจไม่ได้"
"ไม่เป็นไร ข้าแค่ต้องการให้เจ้าส่งข่าวออกไป แจ้งผู้บังคับบัญชาสูงสุดของเจ้า หรือไม่ก็เทพเจ้า... หลังจากนั้นไม่ว่าเรื่องจะสำเร็จหรือไม่ ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้าอีก แต่ก่อนหน้านั้น พวกเจ้าหมื่นกว่าคนต้องเป็นตัวประกันให้ข้าสักหน่อย"
มองดูสายตาเรียบเฉยของอีกฝ่าย แม่ทัพตัวสั่น
ถ้าทำเรื่องนี้ลงไป ต่อให้ถูกบังคับ แต่พฤติกรรมชักศึกเข้าบ้านแบบนี้ ก็เพียงพอให้เขาไม่มีที่ยืนในกองทัพแล้ว
แต่ยังไม่ทันได้ขัดขืน สาวน้อยที่ชื่อชุนเซียงก็บีบหัวแม่ทัพแน่น เมื่อสบตากัน ในดวงตาของแม่ทัพเหมือนมีภาพฉายซ้ำไปมาไม่หยุด
สักพัก
หน่วยลาดตระเวนที่มีแววตาเหม่อลอยเหมือนกันก็ออกจากค่ายไป
พร้อมกันนั้น กระดาษที่เขียนบทสวดไว้เต็มแผ่นก็กลายเป็นเถ้าถ่านในกองไฟพร้อมกับควันลอยเอื่อยๆ
เมื่อกระดาษแผ่นนั้นกลายเป็นเถ้าถ่าน
จางเคอที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้เหมือนได้ยินเสียงระฆังดังขึ้น จากนั้นในอากาศก็มีเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของมหาเทพดังขึ้น "ไอ้พวกคนเถื่อน แอบหมายปองตำแหน่งเทพฝ่ายธรรมะยังพอว่า ยังกล้ามาต่อรอง ให้ข้าส่งตัวทหารที่ก่อเรื่อง... อย่าว่าแต่ช่วงนี้ กองทัพทุกเหล่าแทบจะไม่ออกจากค่าย ต่อให้พวกเขาทำจริง แล้วจะทำไม"
"ต้าถังอันยิ่งใหญ่ของข้า เคยต้องมาถูกข่มขู่แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่... ในเมื่อเจ้าอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ งั้นก็ไปสั่งสอนพวกมันให้รู้สำนึกหน่อย"
จางเคอพยักหน้ารับคำ "ขอรับ"
สำหรับท่านผู้นี้ ตำแหน่งเทพแห่งผืนดินตำแหน่งหนึ่งไม่ได้สำคัญอะไร ในมุมมองของจางเคอ สาเหตุที่มหาเทพโกรธขนาดนี้น่าจะมาจากคำขอให้ส่งตัวทหารที่ก่อเรื่องมากกว่า
อย่าเพิ่งพูดถึงว่าทหารเหล่านั้นมีตัวตนจริงไหม แค่ประโยคนี้ประโยคเดียว ก็เพียงพอจะทำให้ท่านโกรธจนควันออกหู
พอท่านเห็นจางเคอกำลังมุ่งหน้าไปที่ค่ายชายแดน มหาเทพก็โยนเรื่องนี้ให้จางเคอจัดการทันที
ส่งขุนพลคู่ใจของตัวเองไปลองเชิงอีกฝ่าย ถ้าจางเคอแพ้ ก็ให้ตำแหน่งเทพมันไปจะเป็นไร แต่ถ้าจางเคอชนะ งั้นก็... ถือว่ามันดวงซวย
อีกอย่าง แค่พวกคนเถื่อน ตายก็ตายไปสิ
มหาเทพไม่ได้ปิดบังสียงของตัวเอง แต่ปล่อยให้เสียงดังก้องไปทั่วโลกภายนอก
ดังนั้น ตอนที่จางเคอขานรับ กลุ่มเงาร่างที่บุกรุกค่ายทหารก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกัน สายตาจับจ้องมาที่จางเคออย่างพิจารณา
และสาวน้อยที่ชื่อชุนเซียง ทันทีที่เงยหน้าขึ้น นางก็อ้าปาก
ลำแสงไร้รูปร่างแต่ส่งกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงพุ่งออกมาจากปาก พุ่งตรงมาที่เขา
ชุนเซียงลงมือด้วยความโกรธ
ลำแสงที่พุ่งออกมานี้คือท่าไม้ตายของนาง ในอดีตทั้งปีศาจและมนุษย์ที่เป็นศัตรูกับนาง หลายคนพลาดท่าให้กับลำแสงนี้ตั้งแต่แรกเจอ
เมื่อโดนลำแสงเหม็นเน่านี้สัมผัสตัว ร่างกายของฝ่ายตรงข้ามจะส่งกลิ่นเหม็นเน่า
ตามด้วยผมร่วง รักแร้มีน้ำมันเยิ้ม ผิวหนังหมองคล้ำและหย่อนคล้อย... แม้แต่อากาศที่ลำแสงพาดผ่านยังถูกกัดกร่อนจนส่งเสียงฉ่า
แม่ทัพที่ถูกชุนเซียงบีบคออยู่ บิดตัวด้วยความทรมาน
แค่โดนลูกหลงจากลำแสงเฉียดไปนิดเดียว เขาก็รู้สึกเหมือนจะตายให้ได้
ทั่วร่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง กลิ่นเปรี้ยวเหม็นเหมือนหมักหมมมาหลายเดือนโชยออกมาจากตัวเขา
เขาอ้าปาก เหมือนอยากจะพูดอะไร แต่ไม่นึกเลยว่า พออ้าปาก ฟันทั้งปากก็ร่วงกราวลงมา...
"วิชาชั่วร้ายนัก!"
เพียงพริบตาเดียว ลำแสงนี้ก็พุ่งมาถึงหน้าจางเคอ เตรียมจะทะลวงร่างเขา พร้อมกันนั้นกลิ่นเหม็นเน่าก็ตลบอบอวลไปทั่วฟ้า ทำเอาจางเคอคิ้วขมวด
เขาเรียกรวมภูตลมรอบกายโดยสัญชาตญาณ
พายุหวีดหวิวพัดลำแสงชั่วร้ายนี้เบี่ยงไปทางอื่น จากนั้นลมก็เปลี่ยนทิศทาง พุ่งดิ่งลงสู่พื้นดิน
ชุนเซียงรีบพ่นลำแสงออกมาอีกหลายสาย แต่ก็ไม่อาจทำลายมีดลมที่อัดแน่นได้ กลับกันเพราะวิชาถูกขัดจังหวะต่อเนื่อง นางจึงโดนแรงสะท้อนกลับจนตัวสั่นเหมือนโดนฟ้าผ่า
ร่างกระตุก อ้าปากกระอักเลือดสีม่วงอ่อนออกมา
จังหวะนั้นเอง มีดลมที่อัดแน่นก็เข้ามาใกล้ นางตกใจกลัว แต่ก่อนที่นางจะทันได้ป้องกันตัว ชายรุงรังที่ยืนอยู่ข้างๆ ตลอดเวลาก็ก้าวออกมา ขวางหน้าชุนเซียงไว้
จากนั้นหยกที่เอวของเขาก็เปล่งแสงนวลตาออกมาเป็นวงกลม
"เคร้ง" มีดลมถูกชายรุงรังต้านไว้ได้ แต่ด้วยแรงกระแทกมหาศาล เขาเซถอยหลังไปหลายก้าว แผ่นหลังแทบจะชนเข้ากับอกของสาวน้อยที่ชื่อชุนเซียง
"ท่านราชา เป็นอะไรไหมเจ้าคะ"
[จบแล้ว]