- หน้าแรก
- ระบบสร้างเทพ เริ่มต้นด้วยการถล่มวังหลวง
- บทที่ 81 - มีสุขไม่ร่วมเสพ มีทุกข์ต้องช่วยแบก
บทที่ 81 - มีสุขไม่ร่วมเสพ มีทุกข์ต้องช่วยแบก
บทที่ 81 - มีสุขไม่ร่วมเสพ มีทุกข์ต้องช่วยแบก
บทที่ 81 - มีสุขไม่ร่วมเสพ มีทุกข์ต้องช่วยแบก
ณ ช่วงแม่น้ำหย่งติ้ง
ตอนนี้เป็นเวลาเช้ามืด หรือจะพูดให้ถูกก็คือตีห้ากว่าๆ
ในขณะที่พ่อแม่ผู้ตื่นเช้ากำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเช้าให้ลูกๆ ก่อนไปโรงเรียน เซวียนเกาหย่วนกลับต้องทนทรมานอยู่ริมแม่น้ำหย่งติ้งท่ามกลางสายลมหนาวเหน็บมาตลอดทั้งคืน
เขาเทียบภาพในแท็บเล็ตกับสภาพแวดล้อมตรงหน้า แล้วเงยหน้ามองบรรยากาศที่ "ดูเหมือน" จะเหมือนเดิม
เมื่อหันไปมองอาจารย์ที่กำลังนั่งกินมื้อเช้าอยู่บนพื้นหญ้าข้างๆ
เขาสููดหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มอารมณ์และกลืนคำด่าสารพัดลงคอไป
ไม่ใช่แค่เซวียนเกาหย่วนคนเดียวเท่านั้น บริเวณรอบๆ ยังมีเจ้าหน้าที่อีกจำนวนมากที่ต้องแบกอุปกรณ์รังวัดเดินสำรวจไปทั่วแม่น้ำหย่งติ้งไม่ต่างจากเขา
ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดต้องโทษพายุฝนเมื่อวานนี้
ฝนที่ตกกระหน่ำตั้งแต่เช้ายันเย็นกว่าจะซาลง
ในตอนที่ทุกคนกำลังล้อเลียนกรมอุตุฯ กันอย่างสนุกปาก จู่ๆ ก็มีสายโทรศัพท์ดังขึ้นที่โต๊ะของหัวหน้า ตอนนั้นมีแค่ไม่กี่คนที่สังเกตเห็นสีหน้าซีดเผือดของบอสใหญ่ แต่คนส่วนมากไม่ได้สนใจอะไร
พนักงานส่วนใหญ่กำลังเก็บของเตรียมตัวเลิกงานกลับบ้าน
แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าออกจากประตู พวกเขาก็ถูกสั่งห้ามกลับบ้าน
แม้แต่คนที่ใช้วันลาหยุดพักผ่อนอยู่บ้านก็ถูกเรียกตัวกลับมาด่วน เซวียนเกาหย่วนก็เป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายเหล่านั้น
กว่าเขาจะบึ่งรถมาถึงสถาบันธรณีวิทยา คนอื่นก็ออกภาคสนามกันไปหมดแล้ว เหลือแต่พวกอาจารย์อาวุโส ซึ่งรวมถึงอาจารย์ใกล้เกษียณของเขาด้วย
ระหว่างนั่งรถมายังจุดหมาย
จากการนั่งฟังพวกอาจารย์คุยกัน เซวียนเกาหย่วนถึงเริ่มจับต้นชนปลายถูก
ต้นตอของปัญหาคือกรมอุตุฯ ที่กลายเป็นตัวตลกภายในองค์กรไปแล้ว
พวกเขายังคงท็อปฟอร์มเหมือนเดิม พายุฝนเมื่อวานพวกเขาทำนายพลาดไปเต็มๆ แต่ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญกำลังวัวหายล้อมคอก ทำการสำรวจหลังเกิดเหตุ ก็มีคนพบความผิดปกติในฐานข้อมูล
ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลทั่วไป
แต่พอเจ้าหน้าที่ภาคสนามรายงานกลับมาว่าปริมาณน้ำฝนในลุ่มแม่น้ำหย่งติ้งสูงกว่าพื้นที่อื่นถึงครึ่งหนึ่ง เรื่องราวมันก็เริ่มชักจะไม่ชอบมาพากล
ยิ่งไปกว่านั้น ทีมสำรวจยังพบว่าคุณภาพอากาศในรัศมีสิบกิโลเมตรรอบแม่น้ำหย่งติ้งดีจนน่าขนลุก
ดัชนีมลพิษทางอากาศลดลงเหลือแค่เลขหลักเดียว
ขนาดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือสวนสาธารณะพื้นที่ชุ่มน้ำยังทำอากาศบริสุทธิ์ขนาดนี้ไม่ได้เลย
ไม่ต้องพูดถึงเมืองเทียนจินที่เป็นเมืองอุตสาหกรรม ปกติดัชนีมลพิษพุ่งสูงเสียดฟ้า ร้อยเดียวยังว่าน้อย สองร้อยยังถือว่าปกติ แต่นี่เหลือเลขหลักเดียว?
เรื่องนี้มันเหลือเชื่อยิ่งกว่าเดินไปเจอผีตอนกลางคืนเสียอีก!
ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ผ่านโทรศัพท์ กรมอุตุฯ ที่ทำงานล่วงเวลาติดต่อกันมาหลายวันจำต้องจุดตะเกียงลุยงานโต้รุ่งอีกครั้ง ขนขบวนผู้เชี่ยวชาญบุกไปยังแม่น้ำหย่งติ้งท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง
ผลปรากฏว่าไม่ดูไม่เป็นไร พอได้เห็นกับตาแทบช็อกตายคาที่
คุณภาพอากาศหรือปริมาณน้ำฝนกลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลย ใครก็ได้ช่วยอธิบายทีว่าทำไมหาดหินที่ในแผนที่ระบุว่ากว้างห้าร้อยกว่าเมตร ของจริงถึงวัดได้เกินแปดร้อยเมตร?
แล้วน้ำในแม่น้ำหย่งติ้งใสจนมองเห็นก้นแม่น้ำตั้งแต่เมื่อไหร่?
ฝูงปลาที่ว่ายกันยั้วเยี้ยเต็มแม่น้ำนี่มันเกิดอะไรขึ้น?
หลังจากเงียบกริบไปชั่วอึดใจ พวกเขาที่ถูกงานถาโถมจนชาชินก็หัวเราะออกมาทั้งน้ำตา ไม่มีการประชุมหารืออะไรทั้งสิ้น เลือกที่จะรอให้เลยเวลาเลิกงานไปนิดหน่อยแล้วค่อยโทรศัพท์แจ้งหน่วยงานอื่น ต่อมาไม่นาน กรมธรณีวิทยา กรมชลประทาน กรมป่าไม้...
รถตู้ที่มีตัวหนังสือหลากหลายหน่วยงานต่างพากันแห่มาที่แม่น้ำหย่งติ้ง
คนนับพันแบกเครื่องไม้เครื่องมือ จุดไฟทำงานกันทั้งคืนจนถึงตอนนี้ เพื่อรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นให้ได้มากที่สุด
ไม่ต้องพูดถึงผลงานของทีมอื่น
แค่ข้อมูลที่ทีมของเซวียนเกาหย่วนรวบรวมมาได้ แม่น้ำหย่งติ้งช่วงที่ไหลผ่านเทียนจินมีความยาวเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงห้าสิบกิโลเมตร
ความลึกและความกว้างของแม่น้ำแทบทุกช่วงมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น
พื้นที่ชายฝั่งสองข้างทางงอกเพิ่มขึ้นมาเฉยๆ ถึงหนึ่งในห้า ยังไม่นับเนินดินเล็กๆ ที่กลายเป็นภูขนาดย่อม ยอดเขาหลายลูกสูงขึ้นผิดหูผิดตา แถมยังมีป่าไม้เขียวชอุ่มปกคลุมหนาทึบ...
การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
ความรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังแล้วเน็ตกระตุก พอภาพมาอีกทีเนื้อเรื่องก็ข้ามไปอีกฉากหนึ่งแล้ว
แน่นอนว่าก่อนหน้านี้ตื่นตระหนกและสับสนแค่ไหน ตอนนี้พวกเขาก็ดีใจมากเท่านั้น!
แม้จะยังไม่เข้าใจว่าธรณีวิทยาเปลี่ยนแปลงตัวเองในคืนเดียว ทั้งที่ปกติต้องใช้เวลาเป็นล้านปีได้อย่างไร แถมการเปลี่ยนแปลงรุนแรงระดับแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัวในจุดเล็กๆ นี้กลับไม่ส่งผลกระทบต่อภายนอกเลย...
หลายสิ่งหลายอย่างยังคงเป็นปริศนา แต่เขารู้ดีว่าหากรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ส่งขึ้นไปข้างบน มันจะส่งผลกระทบต่อแผ่นดินมังกรอย่างมหาศาล
เช้าวันนี้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องวุ่นวายและไม่สงบสุข
...
หลังจากที่หยกเขียวปลดปล่อยชีพจรวารีออกมาและรองรับแม่น้ำหย่งติ้งไว้ จางเคอก็ได้เดินทางออกจากสถานที่ที่จะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของพายุลูกนี้
เขาเดินผ่านถนนสายอาหาร
เดินไปกินไปอย่างสบายใจเฉิบ ลิ้มรสชาติมื้อดึกที่ห่างหายไปนาน ก่อนจะเดินทอดน่องกลับห้องเช่า
เมื่อเปิดไฟ
เขาเดินไปดูตู้ปลา ปลาคาร์ปแฟนซีที่ซื้อมา นอกจากตัวพิเศษตัวนั้น ตัวอื่นๆ ไม่มีตัวไหนหงายท้องเพิ่มอีก
แถมเทียบกับเมื่อวาน สุขภาพจิตของพวกมันดูดีขึ้นเยอะ
จิตวิญญาณแท้จริงส่งกระแสจิตเข้าไปสำรวจพวกปลาคาร์ป ไม่พบความผิดปกติใดๆ สงสัยคราวที่แล้วคงแค่ "รับของดีเกินตัว" จนร่างกายรับไม่ไหว?
ส่วนพวกที่เหลือ รอดตายมาได้ ผ่านไปไม่กี่วันไม่ได้กินอะไรก็คงปรับตัวจนรอดมาได้เอง
แม้จะรู้สึกว่าปลาพวกนี้ดูแข็งแรงดี แต่จางเคอก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามเหมือนคราวก่อน เขาแค่ให้อาหารปลาปกติกับพวกมัน ส่วนเจ้าตัวพิเศษนั้นเขาแบ่งผงกระดูกที่เหลือให้กิน
หอยกาบยักษ์ยังคงสภาพเดิม เปลี่ยนน้ำให้บ้าง โรยอาหารจมน้ำให้หน่อยก็พอ
จากนั้นจางเคอก็กลับเข้าห้องนอน ทิ้งตัวลงบนเตียง
แม้ก่อนตื่นนอนวันนี้ เขาจะพักผ่อนในสถานะจำศีลมานานพอสมควร และตอนนี้จิตใจก็กำลังตื่นตัวสุดขีด ไม่ต้องการการหลับนอนเลยสักนิด
แต่นิสัยที่ทำมาตลอดเกือบยี่สิบปี มันแก้ไม่ได้ปุบปับหรอก
ตกดึกก็ต้องนอนกลิ้งบนเตียงเป็นธรรมดา
อีกอย่างเมื่อตอนกลางวันเขารีบดึงชีพจรวารีออกจากหยกเขียวเพื่อตรึงไว้กับโลกปัจจุบัน จนลืมรับรางวัลจากดันเจี้ยน
ฉวยโอกาสที่ร้านค้าและเกมกำลังรีเซ็ตคูลดาวน์ จางเคอขอเคลียร์รางวัลก่อนเลยแล้วกัน
เพียงแค่จางเคอคิด ภาพวงล้อเสี่ยงโชคสองวงที่มีสีสันต่างกันก็ปรากฏขึ้นบนจอเรตินา จิตสั่งการเบาๆ แสงสว่างก็หมุนวน:
[คาถาคืนใบไม้ผลิ]
[คาถาที่แตกแขนงมาจากน้ำมนต์ ตัดขั้นตอนการเขียนยันต์ออกไป สามารถใช้พลังเวท/พลังเทพ เพื่อรักษาหรือมอบผลลัพธ์เชิงบวกให้แก่ผู้ป่วยตามความรุนแรงของอาการ (หมายเหตุ: ไม่มีผลต่อผู้ที่หมดอายุขัย ตายคาที่ หรือเสียชีวิตไปแล้ว)]
[วิชาดาบ—ง้าวมังกรเขียว] (ตัวเลือกพิเศษ สามารถเลือกสละสิทธิ์เพื่อสุ่มใหม่ได้) [เมื่อใช้งานจะได้รับความรู้เกี่ยวกับวิชาดาบประเภทนี้ ได้รับความชำนาญวิชาดาบ แต่ในขณะเดียวกัน หนี้กรรมระหว่างคุณกับ ? จะถือว่าสิ้นสุดลง และความทรงจำบางช่วงในดันเจี้ยนของคุณจะถูกผนึกถาวร]
[มุกงูยักษ์]
[เนตันของเทพงูหลามยักษ์ เนื่องจากการเก็บรักษาที่ไม่ดีและปัจจัยจากมนุษย์ พลังโชคชะตาแผ่นดินที่เก็บไว้ภายในได้สูญสลายไปหมดแล้ว ปัจจุบันเหลือเพียงวัสดุของตัวมุกและพิษตกค้างภายในที่พอจะมีราคาอยู่บ้าง (มีพิษร้ายแรง โปรดอย่าทิ้งขว้าง)]
[ชีพจรวารีแม่น้ำหุน]
[ชีพจรวารีแม่น้ำหุน ไม่รวมตัวแม่น้ำ]
"..."
เมื่อเห็นข้อมูลที่เด้งขึ้นมา จางเคอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เขาไม่คิดว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้ ดวงของเขาอาจจะซวยไปหน่อยหรือเปล่านะ?
สองสกิล สองไอเทม มีที่ใช้ได้จริงแค่ครึ่งเดียว? ที่เหลือก็ไม่ใช่ขยะเสียทีเดียว แค่มีค่ากับเขาไม่มากนัก
ในดันเจี้ยนเวทรักษาอาจจะดูไร้ประโยชน์ ในโลกจริงจางเคอก็ไม่ใช่หมอ เอาไปก็ทำอะไรไม่ได้ ถึงมันจะดึงดูดใจพวกคนแก่ยิ่งกว่าอาหารเสริมขายตรง แต่จางเคอก็ไม่มีเวลาไปทำเรื่องพวกนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น "ของแถม" ที่เทพเจินอู่ให้มาตอนออกจากดันเจี้ยนก็มีทองคำหลายร้อยชั่ง จางเคอแค่ลบร่องรอยแล้วเอาออกมาขายก็รวยเละได้ในพริบตา
ไม่เห็นหรือว่าวันนี้กลับบ้านมา จางเคอยังไม่ล็อกอินเข้าบัญชีสตรีมเมอร์เลย?
เพราะด้วยราคาทองตอนนี้ จางเคอแค่วิ่งเต้นนิดหน่อยก็มีอิสระทางการเงินแล้ว วิธีหาเงินยุ่งยากพวกนั้นกลายเป็นอดีตไปแล้วสำหรับเขา
แน่นอนว่าเงินค่าจ้างที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานจะทิ้งไม่ได้ จะยอมให้พวกนายทุนเอาเปรียบไม่ได้เด็ดขาด
ส่วนชีพจรวารีแม่น้ำหุน จางเคอก็เฉยๆ มีแม่น้ำหย่งติ้งแล้ว แม่น้ำหุนก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น แถมหยกเขียวเพิ่งจะรองรับแม่น้ำหย่งติ้งไป ต้องใช้เวลาฟื้นฟูสักพัก ยังไม่จำเป็นต้องย้ายแม่น้ำหุนออกมาให้เจ้าหน้าที่รัฐประสาทกินเล่น
ในบรรดาของทั้งหมด [วิชาดาบ—ง้าวมังกรเขียว] กลับเป็นสิ่งที่จางเคอสนใจที่สุด
แม้ความเย่อหยิ่งจองหองนั้นจะทำให้จางเคอรู้สึกไม่ดีกับ "ท่านผู้นั้น" แต่ต้องยอมรับว่าในหน้าประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก (ช่วงที่เป็นมนุษย์) เพลงดาบของเทพกวนอูถือว่าเป็นระดับท็อป พอเป็นเทพแล้วก็น่าจะเก่งขึ้นไปอีก?
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน มันก็ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องที่จางเคอขาดทักษะการต่อสู้ระยะประชิดได้
เพียงแต่ไอ้คำอธิบายต่อท้ายนี่ จะให้เขาเข้าใจว่าเป็น "ค่าปิดปาก" ได้ไหมนะ?
ผนึกความทรงจำ?
ผนึกก็ผนึกไปสิ ไม่เห็นเป็นไร จางเคอคงไม่ไปเที่ยวป่าวประกาศบอกใครหรอกว่าเขาปากแจ๋วใส่ท่านเทพหน้าแดง แถมยังเดี่ยวตัวต่อตัวจนรูปปั้นเทพแตกกระเจิง
อืม ดูหน้าเขาเหมือนคนเก็บความลับไม่อยู่ขนาดนั้นเลยเหรอ?
คิดไปพลาง จางเคอก็กดรับรางวัล ทันทีที่วิชาดาบเข้าสู่ตัว ความทรงจำช่วงหนึ่งที่ชัดเจนก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากสมองของจางเคอภายในสามถึงห้านาที และถูกฝังลึกไว้ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ
จากนั้น ความทรงจำแปลกใหม่อีกชุดหนึ่งก็หลั่งไหลเข้ามาแทนที่
ในภวังค์ สภาพแวดล้อมรอบตัวเขาเปลี่ยนไป ยังไม่ทันที่จางเคอจะตั้งตัว เสียงตะโกนดุดันก็ดังมาจากด้านหน้า "ไอ้พวกเอาหัวมาขาย บังอาจมาขวางทางกวนอูผู้นี้หรือ?"
ดวงตะวันลับลา ดวงจันทราขึ้นแทนที่
ไฟถนนริมทางค่อยๆ ดับลง หลังจากพักผ่อนเพียงชั่วครู่ ผู้คนในเมืองก็เริ่มวันใหม่อันวุ่นวายอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ทีมของเซวียนเกาหย่วนที่เพิ่งผ่านการทำงานโต้รุ่งมาหมาดๆ ก็ยังคงสำรวจและเก็บข้อมูลกันอย่างขะมักเขม้น
ในเวลาเดียวกันนั้น จางเคอลืมตาขึ้นด้วยความเจ็บปวด เขาบีบนวดต้นคอที่มีอาการเจ็บหลอกๆ เดินไปหยิบโค้กที่มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะเต็มขวดจากตู้เย็นขึ้นมากระดกจนหมดกระป๋องในรวดเดียว "เอิ๊ก!"
[จบแล้ว]