- หน้าแรก
- เกิดใหม่เลิกเป็นตัวประกอบคลั่งรัก ขอนั่งแท่นพี่สะใภ้ของพวกแก
- บทที่ 24: แม่ของโหรวถัง
บทที่ 24: แม่ของโหรวถัง
บทที่ 24: แม่ของโหรวถัง
บทที่ 24: แม่ของโหรวถัง
ซูเจี้ยนเย่ประหลาดใจมากที่ได้ยินเรื่องนี้
"ที่บ้านซื้อเนื้อมากินกันจริงๆ เหรอ?"
ซูเจ้าหยวนยิ้ม
"ไม่ได้ซื้อหรอก มีคนให้มาน่ะ รีบไปตามพ่อเถอะ"
ตอนนี้ซูเจี้ยนเย่ใจลอยไปอยู่กับเรื่องกินเนื้อแล้ว พอได้ยินดังนั้นจึงหันหลังเดินไปทางโรงงานทันที
แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ชะงัก เดินย้อนกลับมา ควักลูกอมรสนมทั้งหมดในกระเป๋าเสื้อออกมาให้ซูเจ้าหยวน พร้อมกับเงินอีกสิบหยวน
"เดิมทีพี่กะว่าจะให้เราตอนกลับไปถึงบ้านวันนี้ แต่ไหนๆ ก็เจอกันแล้ว เอาไปตอนนี้เลยแล้วกัน"
พูดจบ เขาก็รีบก้าวยาวๆ เดินจากไปอย่างรวดเร็ว
หมูน้ำแดง พ่อต้องเหลือไว้ให้ผมสักสองสามชิ้นนะ!
ซูเจ้าหยวนมองลูกอมและเงินสิบหยวนในมือแล้วยิ้มจนตาหยี
ไม่ว่าชาติที่แล้วหรือชาตินี้ พี่รองก็ยังดีกับเธอเสมอ
ลูกอมรสนมนี่พี่รองคงไปแลกมา เพราะเขาไม่มีคูปองลูกอม ซื้อที่สหกรณ์ร้านค้าไม่ได้แน่ๆ
พี่รองอายุมากกว่าเธอแค่ปีเดียว และเพิ่งได้เป็นพนักงานชั่วคราวเมื่อปีที่แล้ว อาศัยเส้นสายของผอ.จ้าวถึงได้ทำงานเป็นพนักงานชั่วคราวในโรงงานมานานขนาดนี้
ทุกเดือนพี่รองต้องให้เงินที่บ้านสิบห้าหยวน เหลือใช้ส่วนตัวแค่ห้าหยวน
ในห้าหยวนนี้ยังต้องแบ่งไปเปย์ไป๋อิง แล้วไหนจะซื้อของกินของใช้ให้ตัวเองอีก เท่ากับว่าแทบจะใช้หมดเกลี้ยงทุกเดือน
แต่เมื่อกี้เพิ่งได้ยินมาว่าเงินยี่สิบหยวนนั่นพี่ยืมมาไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมยังให้เงินเธออีกตั้งสิบหยวน?
ซูเจ้าหยวนคิดว่าคืนนี้ต้องเอาเงินไปคืนพี่รองให้ได้
ถ้าพี่รองไม่เอา เธอก็จะเก็บไว้ให้เขา แล้วค่อยใส่ซองแดงคืนให้ตอนเขาแต่งงานวันหน้า
ซูเจ้าหยวนเดินกลับบ้าน
อีกด้านหนึ่ง ซูโหรวถังกลับถึงบ้านก็พูดลอดไรฟันด้วยความแค้นใจ
"แม่ นังซูเจ้าหยวนมันยกงานให้พี่ชายมันไปแล้ว แล้วทีนี้ฉันจะทำยังไง?"
แม่ของซูโหรวถังชื่อสวีเจียว เธอดูสง่างามและงดงามราวกับคุณหนูผู้ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี และซูโหรวถังก็ได้รับความงามจากแม่มาถึงหกเจ็ดส่วน
ความจริงแล้ว สวีเจียวก็คือคุณหนูตระกูลนายทุนจริงๆ นั่นแหละ
พ่อและพี่ชายที่เป็นนายทุนทิ้งเธอหนีไปต่างประเทศ แม้สวีเจียวจะประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเขาผ่านหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว แต่เธอก็ยังต้องรับกรรมอย่างหนัก ทั้งถูกจับเดินประจานพร้อมป้ายแขวนคอ ทั้งต้องเขียนรายงานความคิดอยู่เป็นนิจ... สวีเจียวถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท ต้องทำงานหนักสารพัด จนในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว ต้องหาผู้ชายในชนบทแต่งงานด้วย
ผู้ชายคนนี้คือซูเต๋อกวาง ลูกชายคนโตของตระกูลซู และเป็นลุงแท้ๆ ของซูเจ้าหยวน
ตระกูลซูเป็นชาวนาจนๆ มาหลายชั่วคน เชื้อสายบริสุทธิ์ผุดผ่อง
หลังจากสวีเจียวแต่งงานกับซูเต๋อกวาง ชีวิตก็ดีขึ้นมาก แม้บางครั้งจะถูกคนดูถูกเรื่องภูมิหลัง แต่ก็ไม่มีใครลากเธอออกไปเดินประจานกลางฤดูหนาวหรือจับโกนหัวอีกแล้ว
สวีเจียวครุ่นคิดอย่างหนัก ประสบการณ์ในอดีตสอนให้เธอระมัดระวังตัว
เธอมองลูกสาวคนสวยตรงหน้าแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
"ความสุขุมเยือกเย็นที่แม่สอนหายไปไหนหมด? เรื่องแค่นี้ทำไมถึงตีโพยตีพายไปได้?"
ซูโหรวถังเม้มปาก พยายามทำใจให้เย็นลง
"แต่แม่คะ หนูไม่อยากไปชนบทนี่ ถ้าหางานไม่ได้ หนูต้องไปเป็นยุวปัญญาชนแน่ ชีวิตในชนบทลำบากจะตาย หนูทนไม่ไหวหรอก"
แน่นอนว่าสวีเจียวก็ไม่อยากให้ลูกสาวไปเป็นยุวปัญญาชนเช่นกัน
"เกิดอะไรขึ้นกับซูเจ้าหยวน? ไหนตกลงกันแล้วว่าจะยกงานให้ลูก? ทำไมจู่ๆ เปลี่ยนใจไปยกให้พี่ชายเฉยเลย? หรือมันรู้ระแคะระคายเรื่องลูกกับกู้ลี่ซง?"
ซูโหรวถังส่ายหน้า
"หนูก็ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ มันถึงเปลี่ยนใจ ตอนที่หนูไปหามัน มันบอกด้วยซ้ำว่าจะไม่ไปชนบทแล้ว"
"แต่หนูมั่นใจว่าซูเจ้าหยวนไม่รู้เรื่องหนูกับลี่ซงแน่ ไม่อย่างนั้นมันคงบุกมาอาละวาดถึงบ้านเราแล้ว"
สวีเจียวพยักหน้า
"ขอแม่คิดดูก่อน แม่ไม่ยอมให้ลูกไปชนบทเด็ดขาด"
ลูกสาวเธอสวยขนาดนี้แถมไม่เคยทำงานหนัก ถ้าต้องไปตกระกำลำบากที่ชนบทคงทนไม่ไหวแน่
อีกอย่าง ถ้าไปชนบทแล้วโอกาสกลับมายากมาก จะปล่อยให้ลูกสาวไปแต่งงานมีลูกกับคนบ้านนอกคอกนาได้ยังไง?
หน้าตาอย่างโหรวถัง คนบ้านนอกไม่คู่ควรกับลูกหรอก ถ้าจะแต่งงาน ต้องแต่งกับคนที่มีฐานะดีกว่าสิ!
ซูโหรวถังยิ้มออกทันที
"ขอบคุณค่ะแม่"
ซูโหรวถังชื่นชมแม่มาตั้งแต่เด็ก
แม่ฉลาดและมีไหวพริบ ต้องมีทางออกแน่ๆ
ซูโหรวถังมองซ้ายมองขวาแล้วกระซิบถาม
"แม่คะ หนูจำได้ว่าตอนที่คุณตาหนีไปต่างประเทศ ทิ้งของไว้ให้แม่ไม่ใช่เหรอ? ทำไมเราไม่เอาของพวกนั้นออกมาขายในตลาดมืดล่ะคะ?"
บ้านที่พวกเธออาศัยอยู่ตอนนี้คับแคบมาก เล็กกว่าบ้านซูเจ้าหยวนเยอะ เป็นแค่แฟลตเช่าห้องนอนเดียว
พ่อของเธอเพิ่งได้เข้าทำงานในโรงงานเหล็กกล้าเมื่อปีก่อนๆ โดยอาศัยเส้นสายของพ่อซูเจ้าหยวน ตอนนี้ยังเป็นแค่พนักงานธรรมดา เงินเดือนแค่ประมาณสามสิบหยวน
แม้แม่จะแต่งงานกับพ่อแล้ว แต่ด้วยประวัติภูมิหลัง ทำให้หางานทำไม่ได้ ต้องอยู่บ้านเฉยๆ ทุกวัน
ทั้งครอบครัวต้องพึ่งพาเงินเดือนอันน้อยนิดของพ่อเพื่อประทังชีวิตในเมือง
ไม่เหมือนบ้านซูเจ้าหยวนที่พ่อแม่มีงานทำมั่นคงทั้งคู่ แถมยังได้อยู่แฟลตสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นที่โรงงานจัดสรรให้
พอสวีเจียวได้ยินคำนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที เธอดุเสียงต่ำ
"แม่บอกกี่ครั้งแล้ว? ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ห้ามพูดถึงของพวกนั้นเด็ดขาด! มันเป็นของต้องห้าม! ถ้ามีใครมาเพ่งเล็งเรา เสียของน่ะเรื่องเล็ก แต่ทั้งครอบครัวเราจะโดนแห่ประจานและถูกเล่นงานน่ะสิ!"
ซูโหรวถังตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ จึงรับคำเสียงอ่อย
"หนูเข้าใจแล้วค่ะ หนูจะไม่พูดถึงอีก"
สีหน้าของสวีเจียวถึงค่อยอ่อนลง
"สถานการณ์ตอนนี้ยังน่าเป็นห่วงมาก ต่อให้เราต้องกินแกลบกินผักป่าประทังชีวิต ก็ห้ามแตะต้องของพวกนั้นเด็ดขาด ไว้รอสถานการณ์ดีขึ้นอีกสักหน่อย แม่จะแบ่งให้ลูกบ้าง"
ส่วนที่เหลือเธอต้องเก็บไว้ให้ตัวเอง และเก็บไว้ให้ลูกชายตอนโตเพื่อใช้เป็นสินสอดแต่งงาน
ซูโหรวถังรู้เรื่องนี้ดี
แม้แม่จะดีกับเธอ แต่แม่ก็รักน้องชายด้วย เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะได้สมบัติทั้งหมดของแม่
ถึงตอนนี้เธอก็รู้แค่ว่ามีของพวกนั้นอยู่ แต่ไม่รู้ว่าแม่ซ่อนไว้ที่ไหน
สวีเจียวครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า
"ในเมื่อซูเจ้าหยวนยกงานให้พี่ชายมันไปแล้ว แสดงว่าตัวมันเองต้องไปชนบทแน่ๆ ใช่ไหม?"
สวีเจียวรู้สึกทะแม่งๆ
พ่อแม่ของซูเจ้าหยวนรักลูกสาวปานดวงใจ คงไม่ยอมให้ซูเจ้าหยวนโอนงานให้คนอื่นแล้วตัวเองระเห็จไปลำบากที่ชนบทหรอก
"ไปสืบดูซิว่าซูเจ้าหยวนหางานอื่นได้แล้ว หรือว่าหลินกุ้ยหลานจะยกงานของตัวเองให้ลูก"
ซูโหรวถังเห็นด้วยกับแม่
แม้ซูเจ้าหยวนจะชอบกู้ลี่ซงมากและยอมไปชนบทเพื่อเขา แต่ซูเจ้าหยวนก็พูดเองว่าเปลี่ยนใจจะไม่ไปแล้ว
ถ้าไม่ไปชนบท แล้วจะยอมทิ้งงานทำไม?
มันต้องหางานใหม่ได้แล้วแน่ๆ!
คิดได้ดังนั้น ซูโหรวถังก็วิ่งแจ้นออกไปทันที