- หน้าแรก
- ข้ามมิติพลิกแพลง ตำแหน่งเศรษฐีข้าขอรับ
- บทที่ 21 งานเลี้ยงรุ่น กับไอ้หนุ่มบีเอ็มจอมซวย
บทที่ 21 งานเลี้ยงรุ่น กับไอ้หนุ่มบีเอ็มจอมซวย
บทที่ 21 งานเลี้ยงรุ่น กับไอ้หนุ่มบีเอ็มจอมซวย
ในกลุ่มแชตพูดคุยกันไม่กี่ประโยค ก็ตกลงปลงใจกันว่าจะจัดงานเลี้ยงรุ่นในสุดสัปดาห์นี้ หัวหน้าห้องถึงกับส่งข้อความส่วนตัวมาหาซ่งเฉินด้วยตัวเอง
สมัยเรียนมหาวิทยาลัย หัวหน้าห้องคอยดูแลซ่งเฉินเป็นอย่างดี พอรู้ว่าทางบ้านเขาฐานะไม่ค่อยดีก็มักจะแนะนำงานพาร์ตไทม์ให้เสมอ ดังนั้นซ่งเฉินจึงไม่อาจหักหน้าหัวหน้าห้องได้ จำต้องตอบตกลงไป
เผลอแป๊บเดียวก็ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์
ฟ้าฝนไม่เป็นใจเอาเสียเลย ฝนตกปรอยๆ ตั้งแต่เช้า และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกง่ายๆ
เนื่องจากในช่วงกลางวันเพื่อนบางคนยังต้องทำงานล่วงเวลา งานเลี้ยงจึงถูกกำหนดไว้ในช่วงค่ำ
ราวๆ ห้าโมงเย็น ซ่งเฉินก็เตรียมตัวออกจากบ้าน
เขาเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน แล้วมายืนกางร่มรอรถอยู่ที่ริมถนน มือข้างหนึ่งถือร่ม อีกข้างไถมือถือฆ่าเวลา
“ซ่า!!!”
เสียงน้ำสาดกระเซ็นดังสนั่น รถบีเอ็มดับเบิลยูคันหนึ่งพุ่งเฉียดร่างเขาไปอย่างรวดเร็ว น้ำโคลนจากแอ่งน้ำบนถนนสาดกระเซ็นใส่รองเท้าและกางเกงของเขาจนเปียกโชก
“เชี่ยเอ๊ย! เป็นบ้าอะไรวะ ซวยชิบหาย!” ซ่งเฉินตะโกนด่าด้วยความโมโห พร้อมชูนิ้วกลางส่งให้รถคันที่แล่นจากไป
แต่ที่น่าตกใจคือ คนขับรถบีเอ็มคันนั้นเห็นเหตุการณ์ผ่านกระจกมองหลัง แทนที่จะสำนึก กลับถอยรถกลับมา... แล้วเหยียบคันเร่งสาดน้ำใส่ซ่งเฉินซ้ำอีกรอบ! คราวนี้กางเกงและรองเท้าของเขาเละเทะยิ่งกว่าเดิม
ในขณะที่ซ่งเฉินคิดว่าอีกฝ่ายถอยกลับมาเพื่อจะขอโทษ กระจกรถก็ค่อยๆ เลื่อนลงมา คนขับในรถยื่นมือออกมา... ชูนิ้วกลางใส่เขา!
ความโกรธของซ่งเฉินพุ่งทะลุจุดเดือด “ไอ้เวรเอ๊ย! ตาบอดหรือไงวะ มองไม่เห็นคนยืนอยู่หรือไง ถ้าตาไม่มีไว้ดูทางก็ควักออกมาบริจาคซะไป!”
“ฮิๆๆ ไอ้จน ขี้อิจฉาจนอกแตกตายเลยล่ะสิ” ไอ้หนุ่มบีเอ็มทำหน้าล้อเลียนใส่ซ่งเฉิน ก่อนจะเหยียบคันเร่งมิดไมล์จากไป
“ไอ้สวะเอ๊ย อย่าให้พ่อเจออีกนะ แม่จะสั่งสอนให้รู้สำนึกเลยคอยดู” ซ่งเฉินเก็บความแค้นไว้ในอก หาที่ระบายไม่ได้ ทำได้เพียงจดจำใบหน้ากวนประสาทนั้นไว้ในใจอย่างแม่นยำ
ก็แค่ขับบีเอ็มราคาพียงสามสี่แสนหยวน (ล้านกว่าบาท) ทำมาเป็นเบ่าง อย่างกับคนอื่นเขาไม่มีปัญญาซื้ออย่างนั้นแหละ!!
ตอนนั้นซ่งเฉินหารู้ไม่ว่า เขาจะได้เจอกับเจ้าตัวซวยคนนี้อีกครั้งในเร็วๆ นี้
รถเก๋งคันหนึ่งค่อยๆ แล่นมาจอดเทียบข้างซ่งเฉิน เป็นรถที่เขาเรียกผ่านแอปฯ นั่นเอง
ซ่งเฉินอธิบายสถานการณ์ให้คนขับฟัง และขอให้รอเขากลับขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสักครู่ โดยรับปากว่าจะจ่ายทิปเพิ่มให้
คนขับรถเห็นสภาพเปียกมะลอกมะแลกของเขาก็พยักหน้าตกลงทันทีโดยไม่ลังเล
ซ่งเฉินรีบวิ่งกลับขึ้นห้องไปเปลี่ยนชุดใหม่ กว่าจะได้กลับลงมาขึ้นรถอีกครั้งก็ผ่านไปสิบกว่านาที
คนขับรถมองผ่านกระจกหลังเห็นหน้าตาบึ้งตึงของซ่งเฉิน จึงชวนคุยเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ “พ่อหนุ่ม ที่เปียกเมื่อกี้โดนรถสาดน้ำใส่ใช่ไหม?”
“ใช่ครับลุง ซวยชะมัดเลย” ซ่งเฉินถอนหายใจแรงๆ ระบายความอัดอั้น
“โธ่ คนสมัยนี้บางคนมันก็ไร้มารยาทแบบนี้แหละ เธออย่าไปเก็บมาใส่ใจเลย ทะเลาะกับคนพรรค์นั้นไปก็ป่วยการเปล่าๆ” ลุงคนขับพูดปลอบใจด้วยรอยยิ้ม
ซ่งเฉินรู้ว่าลุงคนขับหวังดี จึงพยักหน้ารับ “ครับลุง ผมจะไม่ถือสาคนไร้มารยาทพรรค์นั้น”
“ต้องอย่างนั้นสิ ร่างกายเป็นของเราเอง ถ้าโมโหจนเจ็บไข้ได้ป่วยไป ไม่มีใครมาเจ็บแทนเราหรอกนะ...”
ลุงคนขับเป็นคนคุยสนุก ตลอดทางแกพยายามพูดจาให้ข้อคิดและปลอบใจซ่งเฉิน ไม่ว่าซ่งเฉินจะต้องการหรือไม่ แต่เขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก อารมณ์ขุ่นมัวเมื่อครู่ก็ค่อยๆ จางหายไป
ก่อนลงรถ ซ่งเฉินกดโอนทิปให้ลุงคนขับไป 88 หยวน ตามที่สัญญาไว้ก่อนขึ้นรถ
ลุงคนขับนึกว่าพ่อหนุ่มคงให้เพิ่มสัก 10 หรือ 20 หยวน พอเห็นยอดเงิน 88 หยวน แกก็รีบตะโกนเรียกซ่งเฉินที่เดินลงไปแล้ว “พ่อหนุ่ม! เธอโอนเกินมาหรือเปล่า มันเยอะเกินไปแล้ว!”
“ไม่เกินหรอกครับลุง 88 เลขมงคล รวยๆ เฮงๆ ขอให้ลุงได้ลาภก้อนโตไวๆ นะครับ” ซ่งเฉินหันกลับมาโบกมือยิ้มให้
ได้ยินดังนั้น ลุงคนขับก็ยิ้มจนตาหยี “ฮ่าๆๆๆ งั้นลุงขอรับคำอวยพรไว้ด้วยความยินดีนะ ขอบใจมากพ่อหนุ่ม”
เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่ยังคงทำงานอยู่ในเมือง C มีเหลืออยู่ประมาณครึ่งเดียว ส่วนที่เหลือถ้าไม่กลับบ้านเกิดก็ย้ายไปเมืองอื่น ดังนั้นงานเลี้ยงรุ่นครั้งนี้จึงไม่ได้มากันครบทุกคน
ซ่งเฉินมาถึงค่อนข้างเร็ว ในห้องอาหารส่วนตัวเพิ่งมีคนมาถึงแค่เจ็ดแปดคน
เมื่อซ่งเฉินเดินเข้ามา บรรยากาศในห้องเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนจะมีคนรีบเดินเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น
“โอ้โห! นั่นซ่งเฉินนี่นา ไม่เจอกันไม่กี่ปี หล่อขึ้นเป็นกองเลยนะเพื่อน”
“ฮ่าๆๆ ซ่งเฉินมันก็หล่อมาตลอดแหละ ไม่งั้นจะคว้าดาวคณะมาครองได้ยังไง”
“เอ๊ะ? แล้วเจิ้งเสี่ยวหม่านล่ะ ไม่ได้มาพร้อมกันเหรอ?”
สิ้นคำถาม ทุกสายตาก็พุ่งเป้ามาที่ซ่งเฉินด้วยความอยากรู้อยากเห็น แฝงไปด้วยแววหยอกล้อ
สมัยเรียน ทั้งคู่เป็นคู่รักที่ใครๆ ต่างพากันอิจฉา ทุกคนต่างลงความเห็นว่าเรียนจบแล้วคู่นี้ต้องแต่งงานกันแน่ๆ เผลอแป๊บเดียวผ่านไปสามปี หลายคนจึงคาดเดาว่าคงใกล้จะมีข่าวดีเร็วๆ นี้
ซ่งเฉินรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่ตกเป็นเป้าสายตา เขาแตะจมูกแก้เก้อแล้วตอบว่า “มองหน้าผมทำไมกันครับ ผมกับเธอเลิกกันไปตั้งนานแล้ว”
ประโยคสั้นๆ นี้เปรียบเสมือนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ทำเอาทุกคนในห้องตะลึงงัน
“หา? พวกนายเลิกกันแล้วเหรอ?”
“เป็นไปได้ไง เมื่อก่อนรักกันปานจะกลืนกินขนาดนั้น กิ่งทองใบหยกชัดๆ”
“นั่นสิ เสียดายจัง ฉันก็นึกว่าจะได้กินเหล้ามงคลงานแต่งของพวกนายซะอีก”
ถานเล่ย หัวหน้าห้องเห็นสีหน้าซ่งเฉินไม่ค่อยสู้ดี จึงรีบออกมาไกล่เกลี่ย “เอาล่ะๆ เลิกพูดเรื่องเก่าๆ กันได้แล้ว มาดูซิว่าใครยังมาไม่ถึง จะได้รีบตาม”
“ใช่ๆ ซ่งเฉินนายอย่าไปสนใจพวกปากหอยปากปูเลย มานั่งตรงนี้ดีกว่า” เกาทาวรีบเข้ามาเชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้น
ซ่งเฉินยิ้มตอบตามมารยาท แต่กลับเลือกเดินไปนั่งลงข้างๆ ถานเล่ยแทน “หัวหน้าห้อง ไม่เจอกันนานเลยนะครับ”
ถานเล่ยตบไหล่เขาเบาๆ “นานจริงว่ะ ได้ยินเกาทาวบอกว่านายเพิ่งซื้อบ้านใช่ไหม ยินดีด้วยนะเว้ย”
ทั้งสองคุยกันอย่างถูกคอ ทิ้งให้เกาทาวที่ถูกเมินหน้าเจื่อนลง สีหน้าเริ่มบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจ
เขาอุตส่าห์ลดตัวลงมาเอาใจซ่งเฉิน แต่ซ่งเฉินกลับไม่ไว้หน้าเขาเลยสักนิด ในเมื่ออีกฝ่ายเล่นตัวนัก เขาก็ไม่อยากจะเอาหน้าไปแนบก้นเย็นๆ ของใครอีก จึงหันไปคุยกับคนอื่นแทน
ไม่นานนัก ประตูห้องอาหารก็เปิดออก มีผู้ชายสองคนเดินเข้ามา
ซ่งเฉินตาเป็นประกายทันที “ต้าเผิง! หัวจึ! ทางนี้!”
เหวินกวงเผิง และ สวี่หัว ได้ยินเสียงเรียก ก็รีบเดินตรงดิ่งมาหาซ่งเฉินทันที
“ทำไมสองคนมาพร้อมกันได้ล่ะเนี่ย?” ซ่งเฉินถามด้วยความสงสัย
เหวินกวงเผิงหัวเราะร่า “บังเอิญเจอกันที่หน้าประตูน่ะ ก็เลยเข้ามาพร้อมกัน”
พออธิบายจบ เขาก็ชกไหล่ซ่งเฉินเบาๆ ไปหนึ่งที “ไอ้เสือ เรื่องใหญ่ขนาดซื้อบ้านทำไมปิดเงียบไม่บอกเพื่อนฝูงวะ ยังเห็นกันเป็นพี่เป็นน้องอยู่ไหมเนี่ย”
ตอนพูดถึงเรื่องนี้ แววตาของเขามีความน้อยใจเจือปนอยู่ ก็เมื่อสองเดือนก่อนเขายังนัดกินข้าวกับซ่งเฉินอยู่เลย แต่อีกฝ่ายกลับไม่ปริปากบอกสักคำ หรือจะกลัวว่าเขาจะมายืมเงิน?
แม้เหวินกวงเผิงจะเข้าใจเหตุผลได้ แต่ก็อดรู้สึกจุกในอกไม่ได้ สัญญาจะเป็นพี่น้องตายแทนกันได้ แต่พอบทจะรวยเพื่อนก็ทำตัวเหินห่างซะงั้น
ซ่งเฉินเห็นสีหน้าเพื่อนก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิด แต่เรื่องนี้มันอธิบายยากจริงๆ
เขาจึงขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเหวินกวงเผิง “ไว้คราวหน้าฉันเลี้ยงข้าวนายกับหัวจึกับต้าเซิ่ง แล้วจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดเลย”