- หน้าแรก
- ข้ามมิติพลิกแพลง ตำแหน่งเศรษฐีข้าขอรับ
- บทที่ 19 จ้าวซวี่เอ๋อร์
บทที่ 19 จ้าวซวี่เอ๋อร์
บทที่ 19 จ้าวซวี่เอ๋อร์
“ผมตั้งใจจะมาซื้อบ้านครับ ทางโครงการมีบ้านพร้อมอยู่ที่ตกแต่งเสร็จแล้วบ้างไหมครับ?” ซ่งเฉินเอ่ยถาม
จ้าวซวี่เอ๋อร์กระพริบตาปริบๆ แล้วรีบพยักหน้า “มีค่ะ มีแน่นอนค่ะ เพียงแต่บ้านที่ตกแต่งเสร็จแล้วราคาจะสูงกว่าบ้านเปล่าพอสมควรเลยนะคะ คุณ... คุณจะรับได้ไหมคะ?”
ซ่งเฉินก้มมองการแต่งกายของตัวเองอย่างจนใจ เสื้อยืดกับกางเกงวอร์ม ก็เป็นการแต่งตัวปกติไม่ใช่หรือ หรือว่าคนอื่นเขาต้องใส่สูทผูกไทมาซื้อบ้านกัน?
เขาเลิกคิ้วมองจ้าวซวี่เอ๋อร์ แล้วถามกลับว่า “คุณคนสวยครับ คุณเห็นหน้าผมดูโง่ขนาดแยกไม่ออกระหว่างบ้านตกแต่งเสร็จกับบ้านเปล่าเลยเหรอครับ?”
จ้าวซวี่เอ๋อร์ชะงักกึก ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน “มะ... ไม่ใช่นะคะ ฉันแค่...”
แค่... แค่อะไรเธอก็พูดไม่ออก เหมือนจิตใต้สำนึกของเธอก็คิดว่าซ่งเฉินดูไม่น่าจะมีปัญญาซื้อบ้านจริงๆ นั่นแหละ แต่ขืนพูดออกไปตรงๆ มีหวังโดนด่าเปิงแน่
“เอาเถอะ ผมล้อเล่นน่ะ ช่วยแนะนำรายละเอียดบ้านพร้อมอยู่ของที่นี่ให้ผมฟังหน่อยครับ” ซ่งเฉินยิ้มกล่าวอย่างไม่ถือสา
เห็นเขาไม่ติดใจเอาความ จ้าวซวี่เอ๋อร์ก็ลอบถอนหายใจโล่งอก “เชิญทางนี้เลยค่ะ”
เธอพาซ่งเฉินไปยังโซนโมเดลจำลอง แล้วเริ่มบรรยาย “ตึกพวกนี้ยังมีห้องพร้อมอยู่ค่ะ ตึก 3 อยู่ใกล้ประตูทางเข้าหลัก เดินทางสะดวก... ถ้าครอบครัวคุณมีเด็ก แนะนำให้พิจารณาตึก 9 นะคะ เพราะอยู่ติดกับสนามเด็กเล่น...”
จ้าวซวี่เอ๋อร์ปั้นรอยยิ้มการค้า อธิบายสภาพแวดล้อมในโครงการให้ซ่งเฉินฟังด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
ไม่ไกลกันนัก เพื่อนร่วมงานกลุ่มหนึ่งที่กำลังอู้งานเห็นท่าทางของเธอ ก็อดไม่ได้ที่จะจับกลุ่มนินทา
“ทนดูไม่ได้จริงๆ ยัยจ้าวซวี่เอ๋อร์นี่จริตจะก้านเยอะชะมัด ดูยิ้มเข้าสิ คนรู้ก็รู้ว่าขายบ้าน คนไม่รู้คงนึกว่ากำลังอ่อยผู้ชายอยู่” เสี่ยวผิงเบ้ปากด้วยความรังเกียจ แววตาฉายชัดถึงความริษยา
เธออิจฉาที่จ้าวซวี่เอ๋อร์หน้าตาสะสวย เพิ่งเข้างานได้ไม่ถึงเดือนก็ใช้ใบหน้านั้นขายบ้านออกไปได้สองหลังแล้ว
“นั่นสิๆ ดูสิแทบจะสิงร่างลูกค้าอยู่แล้ว” เสี่ยวฮุ่ยรีบผสมโรง
“พวกเธอพอได้แล้วน่า อย่าเป็นพวกองุ่นเปรี้ยวหน่อยเลย น้องซวี่เอ๋อร์เขาขยันทำงาน มันไม่ดีตรงไหน” เพื่อนร่วมงานชายคนหนึ่งทนฟังไม่ไหวจึงเอ่ยแก้ต่าง
เสี่ยวผิงมองเขาด้วยสายตากึ่งยิ้มกึ่งบึง “แหม... ชอบจ้าวซวี่เอ๋อร์เข้าล่ะสิ? ชอบก็ไปจีบเลยสิยะ มาทำเป็นพระเอกขี่ม้าขาวลับหลังแบบนี้ เจ้าตัวเขาไม่ซึ้งน้ำใจหรอกย่ะ”
พอโดนจี้จุด เพื่อนร่วมงานชายก็ขมวดคิ้วทันที “พูดจาเลอะเทอะ! ผมมีแฟนแล้ว ไม่อยากจะเสวนากับพวกปากหอยปากปู”
เขาเดินหนีไปอย่างหัวเสีย ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับพวกช่างเม้าท์
เสี่ยวผิงถือโอกาสขยิบตาให้เสี่ยวฮุ่ย “เห็นฤทธิ์เดชของจ้าวซวี่เอ๋อร์หรือยัง ขนาดผู้ชายมีแฟนแล้วยังหนีไม่พ้นเงื้อมมือหล่อนเลย”
ทั้งสองกำลังนินทากันอย่างออกรส จู่ๆ ก็มีเสียงผู้ชายดังขัดจังหวะขึ้นจากด้านหลัง “ทำอะไรกัน! วันๆ เอาแต่เม้าท์มอยอู้งาน โบนัสเดือนนี้ไม่เอาแล้วใช่ไหม”
“หัวหน้า!” ทั้งสองสะดุ้งโหยง รีบดีดตัวลุกจากเก้าอี้
เกาทาว แค่นเสียงหึ “ดูสภาพขี้เกียจของพวกเธอสองคนสิ แล้วดูน้องซวี่เอ๋อร์โน่น เขาขยันขนาดไหน เอ๊ะ...”
นิ้วที่ชี้ไปยังจ้าวซวี่เอ๋อร์ชะงักค้าง เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ “ทำไมหน้าคุ้นๆ เหมือนไอ้ซ่งเฉิน... เฮ้ย! ไอ้หมอนั่นมาทำอะไรที่นี่?”
เสี่ยวผิงตาเป็นประกาย รีบถามด้วยความอยากรู้ “หัวหน้าคะ หัวหน้ารู้จักลูกค้าคนนั้นเหรอคะ?”
“รู้จักสิ ทำไมจะไม่รู้จัก เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยฉันเอง” เกาทาวตอบกลับโดยอัตโนมัติ
“ว้าว! เพื่อนหัวหน้ารวยจังเลยค่ะ ซื้อบ้านโครงการ ‘ชุนเฟิงหย่าหยวน’ ไหวด้วย” ใบหน้าของเสี่ยวผิงฉายแววเสียดาย รู้งี้ตอนลูกค้าเดินเข้ามาเธอน่าจะรีบพุ่งเข้าไปหา ไม่น่าปล่อยให้จ้าวซวี่เอ๋อร์ชิงตัดหน้าไปเลย ซวยชะมัด!
เกาทาวขมวดคิ้ว “มันจะมีเงินที่ไหน สมัยเรียนยังต้องทำเรื่องขอทุนการศึกษาอยู่เลย สงสัยไอ้หมอนี่ไปรวยทางลัดมาจากไหนมั้ง?”
แต่ก็ไม่น่าใช่ เขาไม่เคยได้ยินข่าวคราวของซ่งเฉินในกลุ่มแชตรุ่นเลย
ปกติแล้ว คนที่ชีวิตไม่ค่อยดีมักจะไม่กล้าโผล่หัวมาคุยในกลุ่ม ส่วนพวกที่ได้ดีมีสุขป่านนี้คงโม้จนน้ำลายแตกฟองไปแล้ว
เกาทาวเดินตรงเข้าไปหาจ้าวซวี่เอ๋อร์และซ่งเฉินด้วยความกังขา ประจวบเหมาะกับที่ซ่งเฉินกำลังจะให้จ้าวซวี่เอ๋อร์พาไปดูบ้านจริง
“ซ่งเฉิน”
เมื่อได้ยินคนเรียกชื่อ ซ่งเฉินจึงหันกลับไปมอง “เกาทาว? บังเอิญจังที่มาเจอที่นี่”
“ฉันทำงานที่นี่น่ะ นายมาซื้อบ้านเหรอ?” เกาทาวถามยิ้มๆ แต่แววตาแฝงความดูแคลนอย่างปิดไม่มิด
ความสัมพันธ์สมัยเรียนของทั้งคู่ไม่ค่อยสู้ดีนัก จะพูดให้ถูกคือ เกาทาวเขม่นซ่งเฉินอยู่ฝ่ายเดียว
เขาอิจฉาที่ซ่งเฉินหล่อกว่า เรียนเก่งกว่า แถมยังหาแฟนสวยระดับดาวคณะอย่าง เจิ้งเสี่ยวหม่าน ได้อีก
“ใช่ มาดูบ้าน” ซ่งเฉินเองก็นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอเพื่อนเก่าตอนมาซื้อบ้าน แม้สมัยเรียนจะไม่สนิทกันมาก แต่ก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางรุนแรงอะไร การได้เจอเพื่อนเก่าจึงทำให้เขารู้สึกยินดีอยู่บ้าง
“เจ๋งนี่หว่า บ้านที่นี่แพงนะเพื่อน เพื่อนเก่ารวยแล้วสิท่า?”
เกาทาวกวาดตามองการแต่งกายของซ่งเฉินหัวจรดเท้า ธรรมดาเสียยิ่งกว่าธรรมดา แบรนด์เนมสักชิ้นก็ไม่มี ให้ตายเขาก็ไม่เชื่อว่าซ่งเฉินจะมีปัญญาซื้อบ้านราคาหลายล้าน
“ฮะๆ โชคดีน่ะ ได้เงินมานิดหน่อย” ซ่งเฉินตอบเลี่ยงๆ อย่างคลุมเครือ
ท่าทีเช่นนี้กลับยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานของเกาทาว เขาทำงานสายนี้มาสามปี เจอพวกไม่มีปัญญาซื้อแต่ชอบมาเดินดูเพื่อความบันเทิงมานักต่อนัก
แม้บริษัทจะไม่ได้ห้าม แต่สำหรับพนักงานขายอย่างพวกเขา การที่คนไม่ซื้อแต่มาหลอกดูบ้านถือเป็นการเสียเวลาทำมาหากินอย่างยิ่ง
สีหน้าของเกาทาวบึ้งตึงลงทันที เขาหันไปสั่งจ้าวซวี่เอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ “เสี่ยวจ้าว เธอไปพักผ่อนเถอะ ลูกค้าท่านนี้เดี๋ยวฉันดูแลเอง”
“คะ? แต่ว่า... นี่ลูกค้าของฉันนะคะ” จ้าวซวี่เอ๋อร์กัดริมฝีปากด้วยความน้อยใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมหัวหน้าต้องทำแบบนี้
เกาทาวชะงักไปเล็กน้อย เขาคิดว่าตัวเองกำลังช่วยจ้าวซวี่เอ๋อร์ไม่ให้เสียเวลาเปล่ากับลูกค้ากระเป๋าแบน แต่ทำไมยัยนี่ทำหน้าเหมือนเขาไปรังแกหล่อนอย่างนั้นแหละ
“เสี่ยวจ้าว ซ่งเฉินเป็นเพื่อนเก่าฉัน ฉันรู้สถานการณ์เขาดี ให้ฉันดูแลเหมาะสมกว่า” เกาทาวตัดสินใจพูดใบ้ให้ชัดขึ้น แต่อนิจจา จ้าวซวี่เอ๋อร์กลับดูเหมือนจะฟังไม่เข้าใจความนัย แถมทำท่าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
ซ่งเฉินเห็นบรรยากาศเริ่มมาคุ จึงรีบเอ่ยแก้สถานการณ์ “เอ่อ... เอาเป็นว่าให้คุณจ้าวพาผมไปดูบ้านเหมือนเดิมดีกว่าครับ”
เขารู้ดีว่าพนักงานขายบ้านได้ค่าคอมมิชชันไม่น้อย แม้ใจหนึ่งอยากจะอุดหนุนเพื่อนเก่า แต่เมื่อกี้จ้าวซวี่เอ๋อร์เป็นคนเสนอตัวมาบริการเขาเอง เขาจะทิ้งขว้างคนที่อุตส่าห์ลงแรงไปดื้อๆ เพียงเพื่อเห็นแก่หน้าเพื่อนเก่าได้อย่างไร มันผิดมารยาทและไร้คุณธรรมเกินไป