- หน้าแรก
- เซียนจำลองข้ามภพ
- ตอนที่ 13 กระหายเลือด กลัวรึเปล่า?
ตอนที่ 13 กระหายเลือด กลัวรึเปล่า?
ตอนที่ 13 กระหายเลือด กลัวรึเปล่า?
ตอนที่ 13 กระหายเลือด กลัวรึเปล่า?
[เจ้าไม่ได้พูดพล่อย นายอำเภอใช้เจ้าเป็นแพะรับบาปเพื่อปิดบัญชีคดีค้างเก่าทั้งหมด]
[เหล่าหลิวทำหน้าสงสัยเมื่อได้ยินดังนั้น เขาค้นสัมภาระของเจ้าอย่างถือวิสาสะ แล้วเจอบันทึกคำตัดสิน]
[หลังจากอ่านจบ เขาก็แค่นเสียงออกมา ยืนขึ้นจัดเครื่องนอนของเจ้าให้เรียบร้อย แล้วดึงผ้าห่มจากคนข้างๆ มาวางบนเตียงเจ้าหน้าตาเฉย]
[ลูกพี่เฉิน ท่านไม่รู้อะไร ฤดูหนาวทางใต้น่ะหนาวจับจิต พวกสารเลวฝ่ายพลาธิการโกงกินทุกขั้นตอน ผ้าห่มที่แจกมาแทบไม่มีฝ้ายสักนิด ห่มสองผืนจะได้ไม่หนาวตาย]
[ชายหนุ่มเจ้าของผ้าห่มที่ถูกแย่งไปทำหน้าบอกบุญไม่รับ]
[ลูกพี่เหล่าหลิว ข้า...]
[ลูกพี่อะไร! ตอนนี้ข้าเป็นเบอร์สองแล้ว! เอ็งไปนอนเบียดกับเอ๋อหนิว ห่มผ้าผืนเดียวกันจะได้อุ่นๆ]
[เอ๋อหนิวทำท่าเขินอายแล้วพยักหน้า ข้ายังไงก็ได้จ้ะ...]
[เห็นแบบนี้ เจ้ารู้สึกว่าตอนนอนคงต้องระวังหลังหน่อย ไม่ได้กลัวเพื่อนร่วมรบแทงข้างหลัง แต่กลัวว่าที่แทงจะไม่ใช่มีดน่ะสิ]
[ปีที่ 4 อายุ 21 ปี]
(ลิ่วจื่อจะไม่เขียนถึงคุณสมบัติที่ไร้ประโยชน์นะ พวกท่านแค่รู้ว่าพระเอกสุ่มได้ก็พอ~)
[ด้วยการรับรองอย่างเป็นทางการจากบันทึกคำตัดสินของที่ว่าการอำเภอที่ระบุว่าเจ้า "ฆ่าคนไปกว่าร้อยศพ" ทหารในกองพันแรงงานต่างรู้กันทั่วว่าเจ้าเป็นคนโหดเหี้ยม]
[ประกอบกับเจ้า "เผลอ" แสดงพลังวรยุทธ์ให้เห็น อำนาจในการข่มขวัญของเจ้าจึงยิ่งทวีคูณ]
[พวกเขาไม่เพียงไม่กล้าหาเรื่องเจ้า แต่บางครั้งยังพยายามเอาอกเอาใจด้วยซ้ำ]
[อาหารการกินและของใช้ประจำวันของเจ้ามีเหลือเฟือ]
[ชีวิตทหารเกณฑ์ควรจะลำบากยากเข็ญ แต่เจ้ากลับรู้สึกว่ามันก็โอเคดี]
[ถ้าเจ้าสามารถซ่อนตัวอยู่ในค่ายทหาร ค่อยๆ ฝึกฝนเพื่อเพิ่มระดับวรยุทธ์ และมีชีวิตรอดให้นานขึ้นเพื่อสุ่มคุณสมบัติ การจำลองครั้งนี้ก็นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว]
[ส่วนเรื่องสร้างความดีความชอบ เจ้ายงไม่คิดถึงมันในตอนนี้]
[นี่คือกองทัพยุคอาวุธเย็น จะสร้างผลงานได้ก็ต้องเอาชีวิตเข้าแลกไม่ใช่หรือ?]
[อย่างไรก็ตาม ที่นี่คือกองทัพชายแดน การเผชิญหน้ากับการรุกรานจากแคว้นต่างๆ ในแดนใต้ การออกรบจึงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้]
[โชคดีที่กองพันแรงงานของเจ้าไม่ต้องออกไปแนวหน้าโดยตรง ส่วนใหญ่ทำแค่งานจิปาถะในค่าย]
[บางครั้ง เจ้าก็ปะทะกับศัตรูระหว่างเดินทัพ และมีบางครั้งที่ค่ายถูกศัตรูโจมตี]
[เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ พวกทหารเก่าอย่างเหล่าหลิวจะสอนวิธีเอาตัวรอดให้เจ้า]
[กินของเน่าเสียเพื่อให้ท้องเสียจะได้ไม่ต้องออกรบ]
[แกล้งตายระหว่างต่อสู้ ถึงขั้นยอมกรีดตัวเองให้มีแผลจะได้ดูสมจริง]
[แต่งตัวเป็นผู้หญิง เพราะบางครั้งศัตรูจะไว้ชีวิตผู้หญิงเพื่อสนองตัณหา]
[เจ้าได้เรียนรู้อะไรมากมายจากคนอย่างเหล่าหลิว ทำให้การซ่อนตัวในกองทัพง่ายขึ้น]
[ปีที่ 5 อายุ 22 ปี]
[เจ้าค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับชีวิตในกองทัพได้แล้ว]
[เมื่อมีเวลาว่าง เจ้าจะแอบฝึกฝนวรยุทธ์เงียบๆ]
[วันหนึ่ง ขณะเดินผ่านค่ายฝึกทหารใหม่ เจ้าเห็นชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าปรุ]
[ความทรงจำภาพถ่าย ทำให้เจ้าจดจำใบหน้าของทุกคนที่เคยเห็นได้]
[ดังนั้น เจ้าจึงจำเขาได้]
[เจ้าจำได้แม่นยำว่าเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน ระหว่างที่กองทัพแดนใต้ซุ่มโจมตีขณะเดินทัพ ชายหน้าปรุคนนี้คือพลธนูบนหลังม้าในกองทัพศัตรู]
[สายลับ?]
[เจ้าไม่แน่ใจ]
[ค่ายทหารยังคงอยู่แต่ทหารหมุนเวียนเปลี่ยนไป ในสังคมยุคศักดินา เป็นเรื่องปกติที่ทหารจะย้ายไปอยู่ฝ่ายศัตรู]
[เพราะหลายคนเข้ากองทัพเพียงเพื่อปากท้อง]
[ถ้าที่นี่ไม่มีกิน ก็ไปหาที่อื่น]
[คนที่รักชาติจริงๆ มีไม่มากนักหรอก]
[เจ้าไม่ได้รายงานเขาในทันที แต่เจ้าคอยสับเปลี่ยนเวรทำงานกับพี่น้องในกองพันแรงงานเพื่อจับตาดูชายหน้าปรุคนนี้]
[ไม่ใช่เพื่อหวังความดีความชอบ แต่เพราะกลัวว่ามันจะก่อเรื่องจนเจ้าซวยไปด้วย]
[ถ้าศัตรูบุกจากภายนอก ยังพอเตรียมรับมือได้ แต่ถ้ามีหนอนบ่อนไส้แทงข้างหลังคงรับมือไม่ทัน]
[เจ้าอาจตายตอนนอนหรือตอนกินข้าว การใช้ชีวิตแบบนั้นคงประสาทกินน่าดู]
[หลังจากชายหน้าปรุฝึกทหารใหม่เสร็จ เขาได้รับมอบหมายให้ไปประจำกองพันปืนไฟ]
[เจ้าพบว่าเขาอาสาสมัครไปเป็นยามเฝ้าคลังดินปืน]
[ผู้บัญชาการกองพันปืนไฟอนุมัติ]
[เจ้าเข้าใจทันทีว่ามันคิดจะทำอะไร]
[ในค่ำคืนเดือนมืดลมแรง]
[ไม่มีการสู้รบมาหลายเดือน ความระแวดระวังของทหารจึงลดลงมาก]
[ภายในคลังดินปืนที่ห้ามจุดไฟอย่างเด็ดขาด ชายหน้าปรุอาศัยตำแหน่งหน้าที่แอบนำคบเพลิงเข้าไป]
[ฮ่ะๆ... ระเบิดตูมเดียว กองทัพกานต้องโกลาหลแน่ ไม่มีดินปืน ปืนไฟก็ไร้ประโยชน์ กองทัพช้างแห่งอาณาจักรต้าเหมียวของข้าจะไม่มีใครต้านทานได้!]
[ชายหน้าปรุพันสายชนวนด้วยมือแล้วโยนคบเพลิงใส่]
[หลังจากจุดไฟ เขารีบวิ่งหนีไปซุ่มดูผลงานอยู่ห่างๆ]
[เอ๋?]
[สงสัยล่ะสิว่าทำไมยังไม่ระเบิด?]
[เมื่อได้ยินเสียงเจ้าจากด้านหลัง ชายหน้าปรุก็สะดุ้งสุดตัว!]
[เขาลนลานจะวิ่งหนี แต่กลับพบว่าถูกกลุ่มทหารแรงงานของเจ้าล้อมไว้หมดแล้ว]
[จับตัวสายลับ!]
[สิ้นเสียงคำสั่ง เหล่าหลิวและพรรคพวกก็พุ่งเข้าไปจับมัดจนแน่นหนาในพริบตา]
[กลุ่มของเจ้าพาสายลับมาที่กระโจมแม่ทัพ]
[คารวะท่านแม่ทัพ!]
[แม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการกองทัพชายแดนนี้มีนามว่า ซุนเฉิงเอิน สวมเกราะเหล็กสีดำ มีความน่าเกรงขามตามธรรมชาติและแผ่รังสีอำมหิตของจอมยุทธ์ผู้ทรงพลัง]
[ข้าไม่นึกเลยว่าทหารเกณฑ์อย่างพวกเจ้าจะจับสายลับได้จริงๆ]
[เมื่อเจ้ารู้แผนการของสายลับ เจ้าก็รีบมารายงานแม่ทัพซุนเฉิงเอิน]
[แม้ขั้นตอนจะยุ่งยาก เพราะทหารแรงงานอย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์ขอเข้าพบแม่ทัพ]
[โชคดีที่แม่ทัพซุนเฉิงเอินเป็นคนเฉลียวฉลาดและไม่ถือตัว เมื่อได้ยินเจ้าเอะอะโวยวายอยู่หน้ากระโจม เขาจึงเรียกเจ้าเข้าไปพบ]
[เขาไม่ได้เชื่อเจ้าในทันที แต่แอบสั่งย้ายดินปืนไปที่อื่น ทิ้งคลังเปล่าไว้ล่อให้สายลับเผยตัวและพิสูจน์ว่าเจ้าโกหกหรือไม่]
[โชคดีที่สายลับลงมือจริงๆ ไม่งั้นเจ้าคงโดนกฎอัยการศึกข้อหาแจ้งความเท็จไปแล้ว]
[แม้เจ้าจะมีความดีความชอบ แต่ข้าบันทึกผลงานให้ไม่ได้ เพราะพวกเจ้าคือนักโทษที่ถูกเนรเทศมา โดยเนื้อแท้แล้วคือผู้กระทำผิด กฎหมายของต้ากานระบุว่านักโทษไม่สามารถรับความดีความชอบได้]
[เหล่าหลิวคุกเข่าลงทันที]
[ท่านแม่ทัพ! จริงๆ แล้วพี่น้องเราหลายคนถูกใส่ร้ายมาจากบ้านเกิด! พวกขุนนางท้องถิ่นยึดทรัพย์ ตัดสินคดีมั่วซั่ว รังแกแต่ชาวบ้านตาดำๆ...]
[พอได้แล้ว! ข้าไม่ใช่นายอำเภอของเจ้า ข้าไม่มีหน้าที่มาแก้ต่างให้พวกเจ้า!]
[เมื่อน้ำเสียงของเขาดังขึ้น แรงกดดันภายในกระโจมก็ทวีความรุนแรงจนไม่มีใครกล้าหายใจเสียงดัง]
[แต่อย่าเพิ่งน้อยใจไป ข้าบันทึกผลงานไม่ได้ แต่ให้รางวัลได้]
[แม่ทัพซุนเฉิงเอินส่งสัญญาณ รองแม่ทัพก็นำก้อนเงินมาแจกให้คนละก้อน]
[เจ้าต้องการรางวัลนี้หรือไม่?]
[1. เอาสิ! คนโง่เท่านั้นที่จะปฏิเสธเงิน!]
[2. ไม่! การรับใช้ชาติด้วยความซื่อสัตย์คือหน้าที่ของพสกนิกรต้ากาน!]
[3. ไม่ แต่ข้าต้องการอย่างอื่น...]
[จบตอน]