- หน้าแรก
- เทพปีศาจแค่ต้องการสร้างเกม
- ตอนที่ 202 : พูดสิ พวกเธอพูดอะไรก็ได้
ตอนที่ 202 : พูดสิ พวกเธอพูดอะไรก็ได้
ตอนที่ 202 : พูดสิ พวกเธอพูดอะไรก็ได้
ตอนที่ 202 : พูดสิ พวกเธอพูดอะไรก็ได้
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ราวกับฟันเฟืองที่เคลื่อนตัวอยู่ในเครื่องจักร ประสานสอดคล้องกันเป็นพิเศษ
ในฐานะสาวกผู้ศรัทธาของเทพแห่งความมั่นคงที่ยิ่งใหญ่ 'ห่าวเจี้ยน' เกลียดเสียงอึกทึกวุ่นวาย
ยกตัวอย่างเช่น เจ้าเด็กเหลือขอที่บุกเข้ามาในห้องทำงานของเขาเมื่อเช้านี้ ที่กล้าตั้งคำถามกับการตัดสินใจของเขา
การติดตั้งเครื่องทำน้ำแข็งให้นักเรียนต่างชาติมันผิดตรงไหน? ถ้าเราไม่ทำแบบนี้ เราจะแสดงถึงความใจกว้างของโรงเรียนเราได้ยังไง?
การที่กล้ามาถึงห้องทำงานครูใหญ่ด้วยตัวเอง แสดงว่าไม่ใช่เด็กธรรมดา ต้องจัดการให้อยู่หมัด
เมื่อมองดูกลุ่มนักเรียนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าบางเบาอยู่ด้านล่างเวที เขาก็พยักหน้า ใช่เลย แบบนี้สิ ทุกคนสวมเสื้อผ้าสไตล์เดียวกันดูเข้ากันได้เป็นอย่างดี
"สัปดาห์หน้าสั่งตัดเครื่องแบบนักเรียนสักล็อตดีกว่า จะได้ดูสวยงามขึ้น" เขาคิดในใจ "วิธีนี้ยังช่วยให้เก็บเงินได้อีกก้อนด้วย"
ในขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินกับสายลมเย็นสบาย ก็มีร่างที่ไม่ค่อยเข้าพวกปรากฏขึ้นในสายตา
"ทำไมยังมีบางคนใส่เสื้อนวมอยู่อีก?"
ครูใหญ่ห่าวยื่นมือออกไปนอกค่ายกลเวทมนตร์ อุณหภูมิที่ร้อนระอุทำให้เขาสะดุ้งและรีบชักมือกลับทันที
"นั่นสินะ ข้างนอกยังร้อนขนาดนั้น"
เขาพึมพำ เมื่อจำได้ว่าหนึ่งในนั้นคือเจ้าเด็กเหลือขอที่มาเผชิญหน้ากับเขาในห้องทำงานเมื่อเช้า
นักเรียนแบบนี้มักจะน่ารำคาญเสมอ ไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตาม
เพื่อเรียกร้องความสนใจ ถึงกับใส่เสื้อนวมในอากาศร้อนขนาดนี้
เพื่อนร่วมหอพักไม่กี่คนรอบตัวเขาก็คงเหมือนกัน ไม่ตั้งใจเรียน เอาแต่คิดเรื่องพวกนี้
เขาถอนหายใจแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้
"โลกกำลังเสื่อมถอย! นักเรียนสมัยนี้ไม่มีความอดทนต่อความยากลำบากเหมือนพวกเราในสมัยก่อนเลย..."
"ตาแก่บ้านั่นพึมพำอะไรอยู่ข้างบน?"
เมื่อมองดูครูใหญ่ห่าวที่ชำเลืองมองมาทางนี้เป็นระยะๆ เดวิดรู้สึกอึดอัดราวกับกลืนแมลงวันลงไป
ทันใดนั้น เสียงระฆังในหอประชุมก็ดังขึ้น และค่ายกลเวทย์ใบ้ก็ครอบคลุมทั่วทั้งห้องโถง จากที่เคยเสียงดังจอแจก็เงียบสนิทลงในทันที
เดวิดอ้าปาก และพบว่าเขาไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้จริงๆ ทำได้เพียงชูนิ้วกลางให้เวทีอย่างลับๆ ด้วยความจนใจ
"สวัสดีนักเรียนทุกคน วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส แดดจ้า..."
บนโพเดียม ศีรษะล้านเลี่ยนของครูใหญ่ห่าวสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย เขาพูดอย่างกระตือรือร้น น้ำลายแตกฟองกระจายไปทั่วขณะกล่าวสุนทรพจน์ปลุกใจ
"สถาบันศิษยาภิบาลสีครามของเรามีประวัติศาสตร์อันยาวนาน นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อยี่สิบปีก่อนโดยครูใหญ่คนแรก 'หลี่'..."
"ไม่ว่านักเรียนจะไปที่ไหน ผู้คนต่างต้อนรับพวกเขาด้วยความจริงใจ..."
"ภาพแห่งชีวิตชีวาและความเจริญรุ่งเรือง..."
"ครูไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงเอาแต่ถกเถียงเรื่องสภาพอากาศ แทนที่จะถามใจตัวเองดู..."
เมื่อฟังเรื่องไร้สาระไม่จบไม่สิ้นของครูใหญ่บนเวที ใบหน้าของเดวิดก็เริ่มมืดมน ถึงแม้เขาจะรู้สึกหนาวไปทั้งตัว แต่ความหงุดหงิดก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในอก
"ตุบ"
เสียงทึบๆ ดังขึ้น ทุกคนหันไปมองทางต้นเสียงและเห็นนักเรียนคนหนึ่งล้มฟุบลงกับพื้น ใบหน้าแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าเป็นลมแดด
เมื่อเห็นนักเรียนเป็นลมแดด ครูใหญ่ห่าวขมวดคิ้ว บ่นพึมพำอีกครั้งเกี่ยวกับสมรรถภาพร่างกายที่ย่ำแย่ของนักเรียนสมัยนี้
หลังจากสั่งการให้คนพานักเรียนที่เป็นลมแดดออกไป เขาก็กระแอมไอและมองดูนักเรียนด้านล่างที่เริ่มแสดงสีหน้าโกรธเคือง ครูใหญ่ห่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
"ครูรู้ว่าพวกเธอหลายคนยังอยากจะพูดคุยกับครู แต่เนื่องจากครูใหญ่งานยุ่งมาก จึงยากที่จะจัดเวลามาคุยกับทุกคนแบบตัวต่อตัว"
"ตอนนี้เป็นโอกาสดีแล้ว ทุกคนสามารถระบายความไม่พอใจได้อย่างเต็มที่"
"พูดมาสิ ไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้หรอก ทุกคนพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาได้อย่างอิสระเลย"
【ค่ายกลเวทย์ใบ้ ทำงาน】
เมื่อมองดูนักเรียนที่เงียบกริบ ครูใหญ่ห่าวพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ขณะที่เขากำลังจะพล่ามเรื่องไร้สาระต่อ เสียงของเลขาฯ ดั๊กก็ดังขึ้นจากอุปกรณ์สื่อสารเวทมนตร์ข้างกาย
"ครูใหญ่ครับ พอแค่นี้เถอะครับ ถ้าขืนพูดต่อ อาจจะทำให้เกิดความโกรธแค้นของมวลชนได้จริงๆ นะครับ..."
"หึ" ครูใหญ่ห่าวแค่นเสียงอย่างดูแคลน ในฐานะศิษยาภิบาลวิญญาณระดับ 5 เขาจับอารมณ์ของนักเรียนด้านล่างได้ มันเหมือนกับภูเขาไฟที่ถูกกดทับและพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อจริงๆ
งั้นก็ ถึงเวลาสำหรับขั้นตอนต่อไป
เขาดีดนิ้ว ทันใดนั้นมวลอากาศเย็นยะเยือกก็ระเบิดออกมาเหนือสถานที่จัดงานทั้งหมด
"นี่คือ 'ค่ายกลเวทย์น้ำแข็ง' ที่ครูขอยืมมาจากสถาบันจอมเวทย์เพื่อทุกคน แม้ว่าค่าเช่าจะไม่ใช่ถูกๆ แต่เพื่อนักเรียนแล้ว ครูห่าวเจี้ยนยินดี"
เขาพูดด้วยท่าทางชอบธรรม แผ่รังสีแห่งความยุติธรรมออกมา
ถึงแม้ราคาของค่ายกลนี้จะไม่ถึงครึ่งของหอพักนักเรียนต่างชาติ แต่อย่างน้อยมันก็ปล่อยลมเย็นออกมาได้
ภายใต้ผลของลมเย็น นักเรียนที่กำลังจะระเบิดอารมณ์ก็ค่อยๆ สงบลง
แม้ว่าสีหน้าของ 'ซูเหลียน' จะยังแสดงความไม่พอใจ แต่อย่างน้อยก็ไม่เกรี้ยวกราดเหมือนเมื่อครู่
นักเรียนพวกนี้มีบุคลิกที่ถูกกดทับ ถ้าเอาค่ายกลออกมาตั้งแต่แรก พวกเขาก็จะรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของโรงเรียน
แต่ภายใต้อุณหภูมิสูงและความกดดันทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง การปล่อยค่ายกลออกมาในช่วงขีดสุดกลับจะทำให้พวกเขารู้สึกซาบซึ้งแทน
นักเรียนก็เป็นแบบนี้แหละ ห่าวเจี้ยนแสยะยิ้ม ให้ขนมหวานสักหน่อย พวกเขาก็จะลืมการตบหน้าที่ได้รับก่อนหน้านี้ไป
"เอาล่ะ การทดสอบจิตใจเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ"
เขาเองก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย จึงถอยไปอยู่หลังเวที ปล่อยให้เลขาฯ สั่งการเหล่าอาจารย์ให้นำนักเรียนเข้าสู่การทดสอบ
【ค่ายกลเวทย์ใบ้ ยกเลิกการทำงาน】
"ไอ้โง่เอ๊ย ฉัน * แก *!"
เดวิดตะโกนด่าออกมาดังลั่น พยายามจะด่าต่ออีกสองสามคำ แต่ก็พบว่าเพื่อนร่วมห้องกำลังดึงตัวเขาไว้
เขาเงยหน้าขึ้นและเห็นอาจารย์ที่ปรึกษาทำหน้าจนใจใส่เขา
เขาถอนหายใจ รู้ดีว่าถ้าขืนด่าต่อไป ตัวเขาที่เป็นนักเรียนอาจจะไม่เป็นไร แต่อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาจะโดนหักเงินเดือน
"นี่มันโลกบ้าอะไรกันวะ?"
เขาสบถเบาๆ รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างที่สุด
ไอ้ห่าวเจี้ยนนั่น คิดว่าตัวเองมีอำนาจและเก่งเรื่องเส้นสาย ถึงได้ขึ้นมาเป็นครูใหญ่ได้
"หึ"
เขาอยากจะร้องเรียนมัน แต่ก็กลัวว่าจะเรียนไม่จบ
ในฐานะนักเรียน เขาไร้ทางสู้และทำได้เพียงถอนหายใจอย่างหมดแรง
การทดสอบจิตใจครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ โดยมี "เครื่องจักรเวทมนตร์" เป็นส่วนประกอบหลัก
ว่ากันว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของเทพแห่งเวทมนตร์ ที่สามารถดูดซับธาตุเวทมนตร์เพื่อสร้างภาพลวงตาทางจิตและทำให้คนดำดิ่งลงไปในนั้นได้
จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ 'กาวิน ล็อค' ยืนอยู่ข้างเครื่องจักรเวทมนตร์ รับหน้าที่ควบคุมมันในครั้งนี้
ครูใหญ่คนก่อนของสถาบันศิษยาภิบาลสีครามมีความสัมพันธ์อันดีกับสถาบันจอมเวทย์ และทั้งสองสถาบันก็มีการแลกเปลี่ยนฉันมิตรกันบ่อยครั้ง
แม้ว่าครูใหญ่คนเก่าจะเลื่อนตำแหน่งและย้ายไปแล้ว แต่ตามธรรมเนียม สถาบันจอมเวทย์ก็ยังส่งจอมเวทย์มาร่วมการทดสอบจิตใจของสถาบันศิษยาภิบาลในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม จากสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ครูใหญ่คนใหม่ของสถาบันศิษยาภิบาลคนนี้ดูเหมือนจะ...
กาวินขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องกังวล สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือเดินเครื่องจักรนี้เพื่อให้การทดสอบจิตใจเสร็จสิ้น
เครื่องจักรนี้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกโดยสถาบันของพวกเขาเช่นกัน โดยแบ่งระดับตั้งแต่หนึ่งถึงแปด
ในจำนวนนั้น นักเรียนที่มีสภาวะจิตใจสูงสุดในสถาบันจอมเวทย์ทำได้เพียงระดับสี่เท่านั้น
นี่ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะในหมื่นคนแล้ว ต้องรู้ก่อนว่าโดยทั่วไปนักเรียนยังมีประสบการณ์ทางสังคมน้อย และสภาวะจิตใจของพวกเขาก็ค่อนข้างเรียบง่าย
และการประเมินระดับนี้อ้างอิงจากมาตรฐานเฉลี่ยของทั้งจักรวาล
สำหรับระดับห้าขึ้นไป จำนวนนักเรียนที่สามารถไปถึงระดับนี้ได้ในดาวดวงเดียวมีไม่เกินสิบคน
ส่วนระดับหกน่ะเหรอ? มีเพียงพวกเผ่าพันธุ์พลังจิตในอุดมคติ ที่ขัดเกลาจิตใจมาตั้งแต่เด็กเท่านั้นที่อาจจะไปถึงได้
ระดับสี่ก็ทำให้สถาบันจอมเวทย์พอใจมากแล้ว พวกเขาแค่ไม่รู้ว่าจะมีนักเรียนระดับห้าถือกำเนิดขึ้นในกลุ่มศิษยาภิบาลเหล่านี้หรือไม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสภาวะจิตใจยิ่งกว่าจอมเวทย์เสียอีก
กาวิน ล็อค กำคทาของเขาแน่น มองดูใบหน้าอ่อนเยาว์ด้านล่างเวทีด้วยความคาดหวังอย่างลึกซึ้ง