- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 273 ฟ้ายากฝืน
บทที่ 273 ฟ้ายากฝืน
บทที่ 273 ฟ้ายากฝืน
บทที่ 273 ฟ้ายากฝืน
สำนักสี่สมุทร วังมังกรเกาะตะวันออก
ไอเมฆหมุนวนไหลรินอยู่บนบันไดหน้าวิหาร เสียงหายใจคล้ายฟ้าคำรามสะท้อนอยู่ภายใน ดั่งมีสัตว์มหึมานอนหลับใหลอยู่ในนั้น
แต่พอเดินเข้าไปดูจริง กลับไม่ใช่อสูรยักษ์
หากเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามนุ่งขาวผู้หนึ่ง ท่าทางละเมียดละไม มีราศีปัญญาชน เอียงกายนั่งพิงริมหน้าต่าง ถือคัมภีร์โอสถอยู่ในมืออ่านด้วยความเพลิดเพลิน
ในขณะนั้นเอง หญิงสาวผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาในวิหาร
เรือนกายนางอวบอิ่ม มีจุดชาดแดงระเรื่อระหว่างคิ้ว รูปลักษณ์งดงามละมุนละไม ท่วงท่าผึ่งผายแฝงกลิ่นอายผู้สูงศักดิ์ปนความโฉบเฉี่ยวกร้าวแกร่ง
เห็นเพียงนางย่างเข้าสู่วิหาร พอเห็นบุรุษข้างหน้าต่างก็ตะโกนขึ้นเสียงดัง
“พี่ใหญ่! นี่มันเวลาไหนแล้ว ท่านยังมีหน้ามานั่งอ่านหนังสืออีก! หากเป็นอย่างนี้ต่อไป ข้ากลัวว่าศักดิ์ศรีในสี่สมุทร ของเผ่ามังกรเรา คงจะสูญสิ้นหมด!”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นอย่างจนใจ มองหญิงสาวแวบหนึ่ง “น้องเล็ก เจ้าลืมคำสั่งของเสด็จพ่อไปแล้วหรือ? ทรงให้เราทุกคนปิดด่านไม่ให้ออกไปไหน ท่องคัมภีร์เต๋าเงียบๆ บอกว่านี่คือเคราะห์หายนะ ฟ้าดินลงทัณฑ์ หากเราไม่ออกไป เสด็จพ่อยังคุ้มครองได้ หากออกไปเมื่อไร ทุกอย่างล้วนไม่แน่นอน”
“แต่ซุ่ยอิ๋งตายแล้ว!”
หญิงสาวส่ายหัว อ้าปากเผยเขี้ยวแหลมขาว เค้นเสียงลอดไรฟัน “ซุ่ยอิ๋งคือราชันมังกรแท้ๆ ยังถูกมนุษย์ฆ่าตาย เราจะปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปได้อย่างไร!”
ซุ่ยอิ๋งนับเป็นบุคคลสำคัญในวังมังกร
โดยเฉพาะกับหญิงสาวคนนี้ เพราะทั้งสองคือพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกัน หญิงผู้นี้มีนามว่า ซุ่ยหลิง ถือเป็นน้องสาวแท้ๆ ของซุ่ยอิ๋ง
ตอนนี้พี่ชายแท้ๆ ถูกฆ่า นางจะไม่อาฆาตได้อย่างไร?
ทว่าเมื่อเทียบกับนาง ชายหนุ่มกลับยังคงสงบนิ่ง “แล้วอย่างไร? ซุ่ยอิ๋งตายในดินแดนมนุษย์ เจ้าจะไล่ตามไปแก้แค้นถึงที่หรืออย่างไร?”
“เลิกล้มเถอะ น้องเล็ก”
ชายหนุ่มผู้นี้มีนามว่า เทียนฉิว เป็นโอรสองค์รองของราชันมังกร บรรลุระดับวางรากฐานเต็มขั้นตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน นับเป็นมือขวาคนสำคัญของราชันมังกร
ด้วยเหตุนี้ เขาย่อมสุขุมเยือกเย็นยิ่งกว่าซุ่ยหลิงที่ยังเยาว์และใจร้อน จากนั้นจึงส่ายหน้า “เคราะห์หายนะรอบนี้ ข้ากลัวว่ามนุษย์แผ่นดินใหญ่จะเริ่มกวาดล้างทะเลอีกรอบ ครั้งนี้เราเกรงว่าจะต่อต้านไม่ไหว ทางเดียวคือซ่อนตัวอยู่ในวังมังกร ไม่ออกไปก็รอด หากออกไป มีเก้าส่วนในสิบต้องม้วยสิ้นทั้งร่างทั้งวิญญาณ”
“จะยอมอย่างนั้นได้ยังไง…”
ซุ่ยหลิงกัดฟันแน่น แต่ทันใดนั้นราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ก็ตะโกนว่า “ถ้าข้าล่อมันเข้ามาในวังมังกรได้ล่ะ?”
เทียนฉิวได้ยินก็เลิกคิ้ว “ล่อเข้าวังมังกร? หากเจ้าทำได้จริง ก็แน่นอนว่าไร้ปัญหา แม้แต่ผู้ใหญ่บนฟ้าก็มิอาจจะกล่าวอะไรได้”
เจินจวินวางกระดาน เจินเหรินคือหมาก
เจินจวินย่อมมองเพียงภาพใหญ่ รายละเอียดปล่อยให้เจินเหรินควบคุม ใครแพ้ใครชนะล้วนแล้วแต่ความสามารถ นี่คือข้อตกลงเงียบระหว่างเจินจวินทั้งปวง
“เช่นนั้นก็ดี!”
ซุ่ยหลิงพลันขยับมือด้วยความฮึกเหิม “ก่อนหน้านี้ข้าให้สหายจากเผ่าเต่าดำพยากรณ์ให้ เขาว่าอีกไม่นาน เจ้าคนนั้นจะมาที่ทะเลแน่!”
“สายใยโชคชะตาชี้เป้าไปที่ภูเขาเทพหยวนฉือ ซึ่งเป็นสถานที่ ที่พี่ใหญ่เคยหมายปองไว้ ข้าขอร้องให้ท่านย้ายมันมาไว้ในเขตวังมังกรเรา หากเขาจะไป ก็ต้องบุกรุกวังมังกร หรือไม่ก็ยอมสละโอกาสทะลวงพลัง ไม่ว่าทางไหนก็สะใจข้า!”
“ภูเขาเทพหยวนฉือ…”
สิ้นคำของซุ่ยหลิง เทียนฉิวก็ขมวดคิ้วทันใด หัวใจอดไม่ได้ที่จะขื่นขม ไม่เสียแรงเป็นเจินจวิน ตีถูกจุดอ่อนโดยไม่เปิดช่องให้หลบเลยจริงๆ!
แล้วเขาทำไมถึงเล็งภูเขานี้นัก?
เพราะเช่นเดียวกับซั่วฮ่วน เขาก็มองออกเช่นกันว่าภูเขาแห่งนี้คือเศษเสี้ยวถ้ำสวรรค์หลังจากเจินจวินตนหนึ่งสิ้นชีพ หากครอบครองได้ จะเป็นประโยชน์ยิ่งยวดต่อการแสวงหาโอสถทองคำในอนาคต
หากเป็นของอย่างอื่น คงปล่อยให้ไปแล้ว
แต่นี่คือภูเขาแห่งนี้…ยอมปล่อยไม่ได้เด็ดขาด!
แต่ถ้าไม่ยอมปล่อย ก็ต้องสร้างเหตุและผลกับอีกฝ่าย ไปๆมาๆ ภัยพิบัติก็จะมาถึงหัว วิกฤตแห่งความเป็นความตายก็นับจากนี้ไปอยู่ใกล้แค่เอื้อม!
“เสด็จพ่อ…”
เทียนฉิวเงยหน้ามองลึกไปยังส่วนลึกที่สุดของวังมังกร ราวกับรับรู้ได้ว่ามีดวงตาสีทองขนาดมหึมาจ้องมาทางเขา แรงกดดันมหาศาลถาโถมลงมาในบัดดล
‘…เป็นเช่นนี้เอง เสด็จพ่อย่อมรู้สายใยชะตาอยู่แล้ว ยังเลือกให้ข้าปิดด่าน สวดคัมภีร์ เงียบงันอยู่ในวัง…แสดงว่าทรงตัดใจแล้ว แต่ภูเขาเทพหยวนฉือนั้นคือเศษถ้ำสวรรค์แท้จริง หากข้าได้มา โอกาสแสวงหาโอสถทองคำจะเพิ่มขึ้นมหาศาล จะให้ข้าทอดทิ้งไปง่ายๆ ได้อย่างไร?’
ครู่ใหญ่ เทียนฉิวจึงระงับใจได้ แล้วหันไปมองซุ่ยหลิง “ภูเขายังมิเติบโตเต็มที่ หากย้ายเข้าวังตอนนี้ก็สิ้นเปลืองเปล่าๆ”
“น้องเล็กเจ้าไปสักครั้งเถิด”
“เรียกระดมคนมาให้มากหน่อย คอยเฝ้าภูเขาเอาไว้ หากชาวมนุษย์ผู้ฆ่าซุ่ยอิ๋งผู้นั้นหมายตาภูเขาจริง…ถึงตอนนั้นข้าค่อยลงมือ”
“น้องเล็กรับบัญชา!”
ซุ่ยหลิงได้ยินก็ดีใจนัก ก้าวเท้าออกไปด้วยจังหวะสดใส ทิ้งให้เทียนฉิวนั่งอยู่ในวังตามลำพัง ใบหน้าเปลี่ยนสีไม่หยุด คัมภีร์ในมือล้วนปิดสนิทแล้ว
“ฟ้ายากฝืน…ฟ้ายากฝืนจริงๆ!”
“ครืน!”
เสียงอสนีบาตฟาดประกายขาววาบกลางหาว คล้ายความโกรธแค้นของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง แต่กลับถูกเมฆดำหนักหน่วงบดบังไว้หมดสิ้น
“พวกเจ้าทั้งหมด…ดูถูกข้ากันเกินไปแล้ว!”
เสียงแผ่วต่ำสะเทือนฟ้าดิน ปลุกคลื่นนอกชายฝั่งให้พลุ่งพล่าน ก่อกำเนิดภัยพิบัติขึ้นมานับไม่ถ้วน วี่แววของคลื่นยักษ์กำลังปรากฏให้เห็น
ทว่าพริบตาต่อมา พลังยิ่งใหญ่สามสายก็พลันผุดขึ้นพร้อมกัน กดทับลงมาอย่างมั่นคง ราวกับฝ่ามืออันว่างเปล่าที่บีบมวลคลื่นมหาศาลให้จมหายกลับสู่ท้องทะเล ภัยพิบัตินานัปการยังไม่ทันปรากฏ ก็ถูกขจัดหมดสิ้น ส่งผลให้เสียงคำรามเมื่อครู่พลันเงียบงันไปถนัดตา
“อะมิถาพุทธ ราชันย์มังกรไหนเลยจะรีบร้อน?”
“พวกหมากก็คือหมาก การวางหมาก ก็มีแพ้มีชนะ การพนันน่ะนะ แพ้แล้วต้องยอมรับ ถึงจะดูมีเกียรติ! โมโหไปก็แสดงว่าใจกว้างไม่พอ”
“ข้า…”
ราชันมังกรคำรามในใจ แม้วางหมากจะมีแพ้มีชนะ แต่พวกเจ้าก็ ไม่เห็นหัวกติกาเลยสักนิด! ข้าเดินหมากทีละหนึ่ง พวกเจ้าสามคนเดินทีละสามก้าว!
เรื่องพรรค์นี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด มังกรแท้ๆ เช่นเขา แต่เดิมคือชนชั้นสูงแห่งฟ้าดิน เกิดมาก็วางรากฐานโดยไม่ต้องฝึก แม้แต่ราชันมังกรทั้งสี่ยังแบ่งครองแม่น้ำ ทะเลสาบ มหาสมุทร วันวานช่างรุ่งเรืองปานใด?
แต่พออพยพมาอยู่นอกฝั่ง จากชนชั้นสูงแห่งฟ้า กลายเป็นเผ่าสัตว์ในมือมนุษย์ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปสิ้น
ในวันที่ลี้ภัยมา เขาคือราชันมังกรเพียงองค์เดียวที่เหลืออยู่
บัดนี้กาลเวลาผ่านไปนับพันปี…เผ่ามังกรก็ยังมีเขาเพียงองค์เดียวเป็นราชัน!
‘ทุกช่วงเวลาไม่นาน ก็จะมี “การกวาดล้าง” หนหนึ่งเพื่อเก็บเกี่ยว เหมือนเลี้ยงพวกข้าเป็นวัวควาย! ส่วนข้าน่ะหรือ? ก็แค่หมาเลี้ยงเฝ้าฝูงที่ถูกเลือกไว้!’
เมื่อใดที่มีอสูรบรรลุวางรากฐานเต็มขั้น เข้าใกล้การแสวงหาโอสถทองคำ ก็จะเกิด “การกวาดล้าง” ทันที
แม้แต่กลยุทธ์ยังเหมือนเดิม โยน “โอกาสแสวงหาโอสถทองคำ” ออกมาล่อเป้า แล้วดูว่าใครจะกล้ากินเบ็ด บอกว่าใครเก่งก็ได้ไป…
ฟังดูเหมือนยุติธรรม
แต่ความจริง ตลอดหลายพันปีมา อสูรไม่เคยชนะเลยแม้แต่ครั้งเดียว กำลังหลักทั้งสี่ฝ่ายสมรู้ร่วมคิด ฆ่าทุกความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น ต่อให้ฝึกถึงขั้นไหน ก็ไม่อาจต้านทาน
วินาทีต่อมา ราชันมังกรก็ถอนจิตกลับจากการประลองกับพลังทั้งสามในห้วงสวรรค์ ไม่รั้งรออีก รีบหวนคืนสู่ร่างแห่งวังมังกร ลืมตาขึ้นพร้อมดวงตาทองคำคู่นั้น
แสงจากดวงตา สาดทะลวงม่านมายาทั้งปวง
ในพริบตาเดียว เงาร่างผู้หนึ่งสูงสง่า ท่าทีผ่อนคลายก็ก้าวเข้ามาในสายตาของราชันมังกร สีหน้าเขายิ้มแย้มอย่างยียวน “ดูท่าเจ้าจะตัดสินใจได้แล้ว?”
“…ตามที่พูดไว้”
ราชันมังกรกล่าวเสียงต่ำ “ตราบใดที่อั้งเซียวเจ้าช่วยให้เผ่ามังกรของข้า ก่อเกิดราชันมังกรขึ้นอีกหนึ่งองค์ พิสูจน์ธารสวรรค์ ข้าจะส่งมันไปยังแดนยมโลกของเจ้า!”