เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 94 เจรจาสงบศึก

บทที่ 94 เจรจาสงบศึก

บทที่ 94 เจรจาสงบศึก


บทที่ 94 เจรจาสงบศึก

“ขออภัยท่านผู้อาวุโส ข้าไม่ใช่ศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์”

เผชิญหน้ากับคำถามของจงกวงเจินเหริน ลวี่หยางส่ายศีรษะเอ่ยว่า “ข้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่โชคดี ได้รับมรดกวิถีอสูรวิญญาณโบราณเท่านั้น”

“…..โอ้?”

จงกวงเจินเหรินได้ฟังก็ขมวดคิ้วทันที สีหน้าที่เดิมทีอ่อนโยนค่อยๆ เปลี่ยนไป

แต่เพียงพริบตาต่อมา ก็เห็นลวี่หยางเปลี่ยนเรื่อง:

“ทว่าข้าก็ยินดีเข้าร่วมนิกายศักดิ์สิทธิ์ มรดกวิถีอสูรวิญญาณในมือข้า ข้าก็สามารถมอบสำเนาให้นิกายศักดิ์สิทธิ์ได้ ถือเป็นของขวัญแรกพบจากลวี่ผู้นี้”

เมื่อคำพูดนี้เอ่ยออกมา จงกวงเจินเหรินก็คลายคิ้วทันที

“ฮ่าฮ่าฮ่า สหายเต๋าไฉนจึงต้องเกรงใจด้วย”

ดูท่าว่าเจินเหรินผู้นี้ในชาติก่อนสร้างศัตรูไว้มากมาย จนพอมาเกิดใหม่ก็อยากตัดขาดจากอดีต ไม่ต้องการรับเหตุและผลที่เหลือมา

คิดได้ดังนี้ จงกวงเจินเหรินก็กลับมาสงบใจ เพราะในนิกายศักดิ์สิทธิ์ก็มีไม่น้อยที่ตัดขาดจากชาติก่อนแล้วแสร้งทำเป็นผู้ฝึกใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก เขาจึงหัวเราะเสียงดังทันทีว่า “สหายยินดีเข้าร่วมนิกายเรา เช่นนั้นนิกายเราย่อมต้อนรับอยู่แล้ว ไม่ทราบว่าสหายมีความตั้งใจอย่างไรหรือ?”

“ข้ายินดีเฝ้ารักษาชายแดนเหนือ”

ลวี่หยางกล่าวโดยไม่ลังเล “ข้าเพิ่งเข้าร่วมนิกายศักดิ์สิทธิ์ ยินดีเฝ้ารักษาเขาหัวกะโหลก ต้านสำนักเสินอู่ทางเหนือ รอจนเรื่องสำเร็จแล้วจึงค่อยกลับนิกายศักดิ์สิทธิ์รายงานตัว”

“.....ดี!”

จงกวงเจินเหรินพยักหน้าอย่างพึงพอใจทันที มองไปที่ลวี่หยางด้วยสายตาชื่นชมยิ่งกว่าเดิม “ถ้าเช่นนั้นก็ทำตามความตั้งใจของสหายเถอะ”

เอาจริงแล้ว เขาแทบไม่ใส่ใจเลยว่าแท้จริงลวี่หยางเป็นใคร

ถึงในใจจะมั่นใจเกินเก้าส่วนว่าลวี่หยางต้องเป็นเจินเหรินแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ แต่ต่อให้ไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร สำคัญที่สุดคือลวี่หยางแสดงคุณค่าของตนออกมา

เขามีประโยชน์ต่อนิกายศักดิ์สิทธิ์หรือไม่

ตราบใดที่มีประโยชน์ เรื่องมากมายทุกคนก็พร้อมจะทำเป็นมองไม่เห็น

และการที่ลวี่หยางเสนอเงื่อนไข “เฝ้าชายแดนเหนือ” ก็เท่ากับเป็นการแสดงคุณค่าอย่างชัดเจน ท่าทีเช่นนี้นี่เองที่ทำให้จงกวงเจินเหรินพอใจนัก

ไม่ผิดแน่ เขาคือเจินเหรินแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ที่กลับชาติมาเกิด...

ขณะเดียวกัน เมื่อเห็นจงกวงเจินเหรินตอบตกลงโดยไม่รีรอ ลวี่หยางก็อดถอนหายใจโล่งอกไม่ได้... เพราะด้วยระดับพลังในตอนนี้ เขายังไม่กล้ากลับไปที่นิกายศักดิ์สิทธิ์จริงๆ

แม้ว่าจงกวงเจินเหรินและจ้าวยอดเขาปะสานฟ้าจะต่างก็ปักใจเชื่อว่าเขาคือเจินเหรินกลับชาติมาเกิด แต่ลวี่หยางกลับชัดเจนอยู่แก่ใจว่าตัวตน “กลับชาติมาเกิด” ของตนนั้นไม่มีวันทนต่อการตรวจสอบได้ หากเผลอทำให้เจินจวินโอสถทองคำในนิกายศักดิ์สิทธิ์สนใจ เพียงกวาดตามองมา ตนก็คงถูกเปิดโปงโดยสิ้นเชิง ถึงตอนนั้นก็มีแต่ต้อง เริ่มต้นใหม่ เพียงหนทางเดียว

ดังนั้นผลลัพธ์เช่นนี้ จึงนับว่าดีต่อทุกฝ่าย

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ข้างกายจงกวงเจินเหรินพลันฉีกเปิดอากาศว่างเปล่าออกมา จากนั้นก็มีบุรุษในชุดคลุมดำก้าวออกมา ปรากฏชัดว่าไม่ใช่ใครอื่น นอกจากอิ๋นซานเจินเหรินที่ลวี่หยางคุ้นตายิ่งนัก

“อิ๋นซาน?” จงกวงเจินเหรินประหลาดใจเอ่ยขึ้น “เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด?”

“ทำให้ศิษย์พี่ต้องหัวร่อแล้ว”

เพียงเห็นเขาเหลือบตามองลวี่หยางคราหนึ่ง จากนั้นก็ประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า “สหายท่านนี้ ข้ามีนามว่าอิ๋นซาน การมาครั้งนี้มีเรื่องหนึ่งที่ไม่สมควรนัก อยากขอความกรุณา”

“แปดร้อยลี้แห่งเขาหัวกะโหลกนี้ เมื่อครั้งอดีตถูกวิถีอสูรวิญญาณกลั่นปรุงไว้ เส้นชีพจรปฐพีจึงผิดแผกผสานกับแดนลับอสูรวิญญาณ ได้รับการหล่อเลี้ยงจากหมื่นพันอสูรวิญญาณมานานนับพันปี บัดนี้ควรบ่มเพาะก่อเกิดสิ่งหนึ่งขึ้นมาแล้ว เรียกว่าปราณสังหารซากสวรรค์ สิ่งนี้ตั้งอยู่ในตำแหน่งพิภพลี้ลับ สังกัดจื๋อฉวี เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญของข้า จึงใคร่ขอความกรุณาสหายยกให้”

สิ้นคำนี้ จงกวงเจินเหรินก็พลันสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย

ส่วนลวี่หยางกลับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ในทันที นี่เองคือสิ่งที่ในชาติปางก่อนอิ๋นซานเจินเหรินวางแผนสารพัดเพื่อหมายฉกชิงจากแดนลับมาให้จงได้

เกี่ยวพันกับการบำเพ็ญของเจินเหรินวางรากฐานเชียวหรือ...

ลวี่หยางได้ยินก็พลันปลดจิตออกสำรวจเส้นชีพจรปฐพีของเขาหัวกะโหลก แล้วก็ได้เห็นลึกลงไปในเส้นเส้นชีพจรปฐพีมีเค้าพลังแห่งความมืดมัว ยากหยั่งถึง กลับเป็นไอเย็นแห่งหวงเฉวียนเกาะกุมอยู่

นี่ก็คือ...ปราณสังหารซากสวรรค์?

เกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรของเจินเหรินวางรากฐาน ภายในวิถีอสูรวิญญาณก็มีบันทึกเอาไว้ ทว่าด้วยเนื้อหามรดกนั้นกว้างใหญ่เกินไป ลวี่หยางยังไม่มีโอกาสได้อ่านอย่างถี่ถ้วน

ครั้นคิดถึงตรงนี้ เขาก็แอบบันทึกสิ่งนี้ไว้ในใจ พลางยกยิ้มเอ่ยว่า “เรื่องนี้ง่ายนัก ข้าสามารถยกสิ่งนี้ให้สหายได้ ทว่าเพราะมันตั้งอยู่ลึกในเส้นชีพจรปฐพี มิอาจจะเคลื่อนย้ายโดยง่ายได้ จำเป็นต้องค่อยๆ สกัดออกมา... ประมาณ สามสิบปีจึงจะสามารถสกัดออกมาได้สายหนึ่ง”

“ไม่เป็นไร” อิ๋นซานเจินเหรินพลันโล่งอกทันที

สามสิบปีเท่านั้น ก็แค่เพียงพริบตาเดียว หากอาศัยปราณสังหารซากสวรรค์ฝ่าขึ้นสู่ขั้นวางรากฐานกลางได้ เวลานี้สำหรับเขาแทบไม่ใช่อุปสรรคใดๆ เลย

“ดี!”

จงกวงเจินเหรินเห็นดังนั้นก็พลันเปี่ยมยินดี ส่งเสียงกระแสจิตเป็นการส่วนตัว: “ขอบคุณสหายที่ช่วยอิ๋นซาน เรื่องนี้เสร็จสิ้นแล้ว ฝั่งปะสานฟ้าก็ไม่ต้องกังวลอีก”

ความหมายโดยนัย ก็คือจะยื่นมือเข้ามาช่วยลวี่หยางเจรจาสงบศึกให้

ถึงแม้ในสายตาของลวี่หยางแล้ว สามสิบปีข้างหน้าก็ไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรงต่อการแก้แค้นของจ้าวยอดเขาปะสานฟ้า เพราะกว่าที่อีกฝ่ายจะรักษาบาดแผลได้ เขาเองก็คงฝ่าทะลุสู่วางรากฐานไปแล้ว

ทว่ามีจงกวงเจินเหรินยื่นไมตรีมาเช่นนี้ เขาย่อมไม่อาจปฏิเสธ จึงโค้งคำนับขอบคุณโดยทันที

ชั่วขณะนั้น ทั้งเจ้าบ้านทั้งแขกต่างชื่นมื่น

หลังจากนั้นทั้งสามก็สนทนากันอีกพักใหญ่ ก่อนจงกวงเจินเหรินจะพาจ้าวยอดเขาปะสานฟ้าจากไป ลวี่หยางกลับกลับมายังตลาดเขาหัวกะโหลกที่ภักดีของเขาอีกครั้ง

“สถานที่ที่คุ้นเคย...”

ลวี่หยางแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสายหนึ่ง เลือกหออาภรณ์โลหิตก่อนเป็นที่ปิดด่านเช่นชาติที่แล้ว จากนั้นจิตเทวะอันกว้างใหญ่ก็แผ่กวาดไปทั่วตลาดทั้งเมืองในพริบตาเดียว

เมื่อผู้คนรู้สึกถึงการกวาดของจิตเทวะนั้น ทั้งตลาดก็พลันคึกคักอย่างยิ่ง

“ขอคารวะเจินเหริน!”

ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนต่างพร้อมใจกันก้มศีรษะทำความเคารพ เสียงที่ดังระงมเต็มไปด้วยความเคารพนับถือและความคลั่งไคล้ปนเปกันไป ลวี่หยางยังมองเห็นสตรีผู้หนึ่งที่งามดุจเทพธิดาอยู่ท่ามกลางฝูงชน

นางก็มาด้วยหรือ? ไฉนถึงมาเร็วนัก...

สีหน้าของลวี่หยางพลันแปลกประหลาดขึ้นมา ก็เพราะสตรีที่โดดเด่นกลางหมู่ชน ราวดั่งนกกระเรียนท่ามกลางฝูงไก่ผู้นั้น หาใช่ใครอื่น แต่เป็นเซียนหญิงเฟยเสีย ผู้ที่เคยมีความผูกพันลึกซึ้งกับเขาในชาติปางก่อน

เพียงแต่สีหน้าของนางเย็นเยือกปานน้ำแข็ง ราวไม่เคยหยิบยื่นไมตรีต่อผู้ใด

ทว่าในสายตาของลวี่หยางแล้ว เพียงแค่ลอกคราบความเย็นชาออก ก็จะได้สัมผัสถึงความอ่อนโยนอบอุ่นที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน

“.......”

ลวี่หยางละสายตากลับมาโดยไม่คิดจะจุดไฟรักเก่าอีกครั้ง ตรงกันข้าม เขากลับมองว่าชาติปางก่อนนั้นต่างฝ่ายก็เพียงเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ครั้นถึงเวลาก็แยกทางกันอย่างสงบเท่านั้นเอง

ชาตินี้เขายังมีสิ่งที่สำคัญกว่ารออยู่

เมื่อคิดได้ดังนั้น ลวี่หยางก็สะบัดมือไล่ผู้คนออกไปทันที จากนั้นเลือกห้องสงบห้องหนึ่ง เพียงสะบัด ธงหมื่นวิญญาณ ก็เรียก เทพพิทักษ์ซู่หนี่ว์ออกมาอีกครั้ง

“บ่าวคารวะนายท่าน”

“คุกเข่า”

เสียงบัญชาของลวี่หยางเพิ่งเอื้อนเอ่ย ซู่หนี่ว์ก็พลันก้มร่างที่อวบอิ่มลงไปทันที ห้าอวัยวะจรดพื้น อาภรณ์ที่ตึงแน่นก็วาดส่วนโค้งที่งดงามบนร่างของนาง

ทว่าลวี่หยางหาได้เหลียวแลสัดส่วนโค้งเว้าตรงหน้าแม้แต่น้อย หากแต่เพ่งสมาธิจดจ่ออยู่กับการตรวจสอบ กายธรรม ของนาง เพราะนับแต่ถูกเขาหลอมสร้างขึ้น นางก็ถูกส่งเข้าสู่สนามรบโดยพลัน หลายสิ่งหลายอย่างในร่างกายนั้นเขายังไม่ทันได้หยั่งถึง จำต้องพินิจลึกซึ้งให้ถ่องแท้

เทพพิทักษ์ สามารถรับแทนซึ่งเหตุและผลได้”

ลวี่หยางเพียงเคลื่อนความคิด ก็นำเอาสรรพความนึกคิดที่บรรพชนถิงโยวหลงเหลือไว้ รวมถึงมรดกแห่งวิถีอสูรวิญญาณทั้งมวล มัดรวมเป็นก้อนเดียว แล้วเหวี่ยงโยนใส่ซู่หนี่ว์โดยตรง

เพียงพริบตา ลวี่หยางก็เงยหน้ามองนภา

เดิมทีเมื่อเขารับช่วงมรดกมาก็เท่ากับผูกพันเหตุและผลเข้ากับวิถีอสูรวิญญาณ และเชื่อมถึงแม้แต่เจินจวินขั้นโอสถทองคำผู้เร้นกายอยู่สุดขอบฟ้า ทว่าบัดนี้สายใยแห่งเหตุและผลได้เคลื่อนย้ายแล้ว

ตกลงไปอยู่บนร่างของซู่หนี่ว์แทน

“ว่าไปแล้ว เหตุและผลของวิถีอสูรวิญญาณก็หาได้ร้ายแรงถึงขนาดที่ข้าคาดคิด หากมิฉะนั้นเจินจวินแห่งนิกายกระบี่ผู้นั้นคงฟาดข้าให้ดับสิ้นไปแล้ว...”

ลวี่หยางตรึกตรองอยู่ในใจ “เมื่อคิดตามจริง วิถีอสูรวิญญาณก็เป็นเพียงเป็นเพียงสายธารแห่งมรรคผลระดับวางรากฐานเท่านั้น ที่ทำให้เจินจวินผู้นั้นมีใจเกรงกลัวอย่างแท้จริงนั้นที่จริงแล้วก็เป็นเพียงบรรพชนถิงโยวผู้เดียว บัดนี้บรรพชนถิงโยวได้ตายไปแล้ว ข้าคนเล็กๆ คนหนึ่ง เทพพิทักษ์ซู่หนี่ว์ก็เส้นทางแห่งมรรคผลตัดขาดแล้ว ไฉนเลยจะสามารถที่จะดึงดูดความสนใจของเจินจวินได้”

อย่างมากที่สุดก็คือการดึงดูดการมุ่งเป้าเหตุและผลของปราณกระบี่สายนั้น

ทว่าในชาตินี้ปราณกระบี่สลายหายไปแล้ว ต่อให้เพราะการแบกรับเหตุและผลของวิถีอสูรวิญญาณจะยังดึงดูดการจู่โจมของปราณกระบี่ได้บ้าง ก็คงเป็นเรื่องของชาติหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ถึงตอนนั้น เขาก็ยังมีวิธีรับมือ

หากใช้คัมภีร์ร้อยชาติสักครั้ง.....หลังเริ่มต้นใหม่เลือกสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นระดับพลัง พรสวรรค์ หรืออาวุธสมบัติ ล้วนจะไม่ถูกย้อนรอยกลับไปถึงเหตุและผลใดๆ!

จุดนี้ลวี่หยางเคยลองด้วยตนเองมาแล้ว ผ่านคัมภีร์ร้อยชาติได้มาซึ่งวิชา ไม่ว่าผู้ใดจะสืบจะคำนวณ สายใยเหตุและผลทั้งปวงย่อมถูกตัดขาด ณ วันแรกแห่งการเริ่มต้นใหม่ สิ้นทั้งเหตุ สิ้นทั้งผล หาใครติดตามได้ไม่ เรื่องราวทั้งปวงแห่งชาติก่อนจะถูกคัมภีร์ร้อยชาชำระสะอาดหมดสิ้น

แต่ทว่าก็จำกัดอยู่เพียงในสิ่งที่เลือกผ่านคัมภีร์ร้อยชาติเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็น ระดับพลัง สมบัติ พรสวรรค์

เช่นอย่าง คัมภีร์เก้าแปรมังกร ถึงจะเลือกเก็บเฉพาะระดับพลังแล้วทำให้ผู้ใดก็ไม่อาจรู้ได้ว่าระดับพลังนี้มาจากที่ใด แต่ตัวเคล็ดวิชากลับไม่ถูกปิดบัง

ผลลัพธ์ก็คือ...พอเริ่มใหม่ไม่นาน ก็เกือบจะถูกจ้าวยอดเขาปะสานฟ้าจับตัวได้ทันที

ชาตินี้หากเราสามารถฝ่าทะลุขั้นวางรากฐานได้ก็นับว่าดี หากไม่อาจสำเร็จ.....ชาติหน้าข้าเลือกสมบัติก็แล้วกัน!

คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็เหลือบตามองไปยังธงหมื่นวิญญาณในมือ เขาคิดจะโยนทั้งเทพพิทักษ์ รวมถึงหมู่มวลอสูรวิญญาณแห่งวิถีอสูรวิญญาณนับหมื่นนับพันทั้งหมดใส่ลงไปในธงหมื่นวิญญาณ

ในเมื่อมีนามว่าธงหมื่นวิญญาณ วิญญาณแท้จริงบนธงย่อมควรเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธวิเศษนี้อยู่แล้ว

เช่นนี้ก็นับว่ามีหวัง สามารถยืมอานุภาพคัมภีร์ร้อยชาติในการตัดขาดจากวิถีอสูรวิญญาณ อีกทั้งยังสามารถกอบกุมผลประโยชน์ทั้งตำหนักเหยียนโม่และอื่นๆ มาเป็นของตนเอง

ลองดูก่อนว่าทำได้จริงหรือไม่.

หากทำไม่ได้จริง ชาติหน้าข้าก็แค่ซ่อนตัวอยู่ในนิกายศักดิ์สิทธิ์ก็สิ้นเรื่อง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าปราณกระบี่สายนั้นยังสามารถฟันทะลุเข้ามาในทะเลเมฆเชื่อมฟ้าแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ได้!

จบบทที่ บทที่ 94 เจรจาสงบศึก

คัดลอกลิงก์แล้ว