เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 88 วิถีตรวจการแทนสวรรค์ เคล็ดร่างจำแลงนอกกาย

บทที่ 88 วิถีตรวจการแทนสวรรค์ เคล็ดร่างจำแลงนอกกาย

บทที่ 88 วิถีตรวจการแทนสวรรค์ เคล็ดร่างจำแลงนอกกาย


บทที่ 88 วิถีตรวจการแทนสวรรค์ เคล็ดร่างจำแลงนอกกาย

แดนลับอสูรวิญญาณว่างเปล่าแล้ว

ทุกชีวิตถูกบรรพชนถิงโยวสังหารจนสิ้นระหว่างการช่วงชิงร่าง และเมื่อปราณกระบี่โอสถทองคำฟาดลง บรรพชนถิงโยวก็ถูกฟันจนแตกสลาย

เวลานี้ ในแดนลับอสูรวิญญาณ เหลือเพียงลวี่หยางเพียงผู้เดียว

กระนั้น ปราณกระบี่โอสถทองคำหาได้ผ่าลงต่อไม่ หากแต่ถอยกลับไปสู่เบื้องบนของแดนลับ ดำรงอยู่ กลืนกลายพลังปราณฟ้าและดิน ราวกับจักมิสูญสลายไปชั่วกาล

ทว่าบนสีหน้าของลวี่หยางกลับมิได้ผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับขึงขังถึงที่สุด เพราะเขารับรู้ได้อย่างชัดเจน ว่ามีเส้นสายเหตุและผลหนึ่งถูกปราณกระบี่นั้นผูกตรึงไว้กับตน...กล่าวอีกนัยหนึ่ง เพียงปราณกระบี่ปะทุขึ้นมา แม้ห่างไกลนับล้านลี้ ก็สามารถฟันลงมาพิฆาตศีรษะเขาได้ในพริบตา!

“หรือเป็นเพราะข้ารับสืบทอดสายธารมรรคผลของวิถีอสูรวิญญาณ?”

ลวี่หยางเหลือบตามองกลุ่มความคิดวิญญาณของบรรพชนถิงโยวที่เขาเก็บรวบรวมมา เพียงแค่เขาสละทิ้ง ก็อาจหลุดพ้นจากเส้นเหตุและผลที่ถูกปราณกระบี่ผูกตรึงเอาไว้

“แต่ทว่า...ข้ากลับตั้งใจจะยึดไว้!”

นี่คือจิตวิญญาณแห่งมรรคผลขั้นวางรากฐาน แถมยังเป็นวิญญาณของมหาอสูรแห่งนิกายมาร อดีตผู้นำนิกาย! สิ่งนี้ย่อมมิอาจเปรียบเทียบกับวิญญาณของบรรพชนตระกูลอวิ๋นจากชาติก่อนของเขาได้

บรรพชนตระกูลอวิ๋นนั้นก็ถูกอิ๋นซานเจินเหรินล้างจนหมดสิ้นแล้ว

แต่จิตวิญญาณของบรรพชนถิงโยวกลับสั่งสมมานับพันปี บรรจุทั้งวิชาเทพ เคล็ดวิชา ตลอดจนความลับเร้นลึกของการวางรากฐาน!

“เหตุและผลนี้...ข้าขอรับไว้เอง!”

ลวี่หยางเพียงแว่บหนึ่งก็ขยับความคิด พลันขับเคลื่อนเป็นแสงเร้นหายวับไปจากที่เดิม จากนั้นก็สร้างถ้ำพำนักแห่งหนึ่งขึ้นมาตามอำเภอใจในบริเวณใกล้เคียง แล้วนั่งลงเริ่มต้นปิดด่านโดยทันที


หลายวันถัดมา

ภายในถ้ำ ลวี่หยางลืมตาขึ้น ตรงหน้าของเขามีกลุ่มความคิดวิญญาณของบรรพชนถิงโยววางอยู่ แต่บัดนี้เขาได้กลืนกลายชำระกลั่นเสียสิ้นแล้ว

ในระหว่างกระบวนการนั้น เขายังได้เข้าใจบรรพชนถิงโยวลึกซึ้งยิ่งขึ้นอีก

“คนผู้นี้สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะแห่งยุคโดยแท้”

ลวี่หยางทอดถอนใจ จากนั้นหยิบขึ้นมาหนึ่งกลุ่มความคิด ที่ต่างไปจากกลุ่มอื่น กลุ่มนี้เรืองรองเจิดจ้ากว่าที่เหลือ มีชีวิตชีวายิ่งกว่า

ก็เพราะว่าภายในกลุ่มความคิดวิญญาณนี้ มิได้บันทึกความทรงจำของบรรพชนถิงโยว หากแต่เป็นพินัยกรรมของเขาต่างหาก

ดังคำกล่าว “กระต่ายเจ้าเล่ห์ย่อมขุดโพรงไว้สามแห่ง” บรรพชนถิงโยวแม้จะมั่นใจว่าสักวันช่วงชิงร่างย่อมไม่ล้มเหลว แต่ก็ยังวางแผนสำรองเผื่อเหตุการณ์พลิกผัน

พินัยกรรมนี้ก็คือแผนสำรองนั้น โดยเขาได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน ว่าจะเก็บรักษาสายสืบทอดของวิถีอสูรวิญญาณเอาไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดในกลุ่มความคิดวิญญาณ หากเขาสิ้นชีพแล้วลวี่หยางยังรอดอยู่ สืบทอดนี้ก็จะส่งมอบให้ลวี่หยาง เพื่อถือเป็นการต่ออายุสายธารมรรคผลวิถีอสูรวิญญาณ

แน่นอน...มันก็มีเงื่อนไข

หากต้องการรับสืบทอดนี้ ลวี่หยางจำต้องผูกพันเหตุและผลกับวิถีอสูรวิญญาณ ในอนาคตต้องก่อร่างสำนักขึ้นใหม่ และบ่มเพาะผู้วางรากฐานหนึ่งคนเพื่อสืบต่อ

มิฉะนั้นแล้ว กลุ่มความคิดวิญญาณนี้จักแตกสลายไปเอง

ดังเช่นคำกล่าวของบรรพชนถิงโยวก่อนหน้านี้ ตลอดชีวิตเขามุ่งหวังเพียงให้สายธารมรรคผลวิถีอสูรวิญญาณดำรงอยู่ต่อไป มิอาจยอมให้สำนักดับสิ้นลงในมือของตนผู้เป็นเจ้าสำนักได้

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเป็นหรือตาย เขาก็ได้พิจารณาไว้ดีแล้ว

เขายังเอ่ยไว้อย่างชัดถ้อยชัดคำในกลุ่มความคิดวิญญาณว่า เพียงลวี่หยางยอมรับการสืบทอด เขาก็มีวิธีทำให้ลวี่หยางครอบครองพลังอานุภาพขั้นวางรากฐานได้ในเวลาอันสั้น!

เช่นนี้แล้วลวี่หยางจะปฏิเสธได้อย่างไร?

“ก่อนอื่นก็รับผลประโยชน์ไว้เสียเถอะ อย่างไรเสียเหตุและผลของวิถีอสูรวิญญาณ ต่อให้หนักหนาสาหัสเพียงใด ก็เป็นเพียงเรื่องของชาตินี้ แล้วมันจะเกี่ยวอันใดกับข้าในชาติหน้า.....”

บรรพชนถิงโยว เจ้าสำนักรุ่นสุดท้ายแห่งวิถีอสูรวิญญาณ

เขายังเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงสุดในประวัติศาสตร์ของวิถีอสูรวิญญาณ ตั้งแต่วัยเยาว์ก็บรรลุขั้นวางรากฐานสำเร็จ จากนั้นเพียงสองร้อยกว่าปีก็สามารถหลอมรวม “ซ่างจาง” “คุนตุน” “จงกวง” “ชื่อเฟิ่นรั่ว” เกื้อหนุนฟ้าดินหยินหยาง สำเร็จเป็นระดับวางรากฐานขั้นสมบูรณ์ แสวงหาตำแหน่ง “ดินบนกำแพง”

ทว่าสวรรค์ก็หึงหวงอัจฉริยะ

ในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเอง นิกายกระบี่หยกสวรรค์กลับมีเจินเหรินผู้หนึ่งก้าวล้ำหน้าไปก่อน พิสูจน์ตำแหน่งมรรคผล “ดินบนกำแพง” ได้สำเร็จ เพียงพริบตาก็ตัดขาดเส้นทางแห่งมรรคผลของบรรพชนถิงโยว

สิ่งนี้จะให้บรรพชนถิงโยว และจะให้วิถีอสูรวิญญาณยอมรับได้อย่างไร?

แต่ด้วยพรสวรรค์เหนือสวรรค์ของเขา แท้จริงแล้วก็มิได้เสียเปล่า เพราะเขาสามารถบุกเบิกเส้นทางใหม่ขึ้นมาอย่างดื้อดึง สร้างเคล็ดวิชา ตำหนักเหยียนโม่ ขึ้นมา

แปดผู้วางรากฐานสมบูรณ์ กลายร่างเป็นมัจจุราชดำขาว ตุลาการบุ๋นบู๊ เศียรวัวหน้าม้า เทพท่องทิวาราตรี สุดท้ายมีเขาเป็นประธานกลาง สามารถ “แสร้งถือครอง” ฐานะโอสถทองคำ ปรากฏผลชั่วคราว...สิ่งที่แต่เดิมดูเหมือนเพ้อฝันไร้สาระ แต่เมื่อได้รับการช่วยเหลือจากอำนาจภายนอกสายหนึ่ง บรรพชนถิงโยวกลับทำสำเร็จจนได้

แต่ทว่าผลลัพธ์นี้เอง กลับกลายเป็นหายนะมหันต์ที่ถล่มวิถีอสูรวิญญาณจนพินาศสิ้น

เจินจวินโอสถทองคำผู้ที่พิสูจน์ตำแหน่งมรรคผล “ดินบนกำแพง” นั่งสงบนิ่งอยู่ในนิกายกระบี่หยกสวรรค์ เพียงสะบัดหนึ่งกระบี่จากระยะไกลนับหมื่นลี้ ก็ประกาศก้องการสังหารล้างทั้งวิถีอสูรวิญญาณ

“........”

ลวี่หยางยิ่งเพ่งพินิจยิ่งตื่นตระหนก สุดท้ายรีบปิดกลุ่มความคิดความทรงจำลงฉับพลัน ไม่กล้ามองต่อ ไม่กล้าขบคิดต่อ ตัดสินใจเด็ดขาดว่าพอเพียงแค่นี้

เพราะเขารับรู้ได้ถนัดชัดเจน ยิ่งเขาเข้าใจความเป็นไปในเหตุการณ์การล้างวิถีอสูรวิญญาณเมื่อพันปีก่อนมากเท่าไร เส้นเหตุและผลบนร่างเขาก็ยิ่งปรากฏชัดเจนมากขึ้น เส้นนั้นปลายด้านหนึ่งผูกพันอยู่กับเขา แต่อีกปลายหนึ่งกลับม้วนลึกเข้าไปในข่ายเหตุและผลมหึมา ราวเหวลึกที่ไม่เห็นจุดสิ้นสุด...

ให้ตายเถอะ! เจินจวินเมื่อพันปีก่อนผู้นั้น ยังคงมีชีวิตอยู่!

ลวี่หยางมั่นใจหนึ่งร้อยส่วนว่าปลายอีกด้านของเส้นเหตุและผลนั้นก็คือเจินจวินผู้นั้น! ในห้วงยามที่เขาล่วงรู้เรื่องราวละเอียดลึก เจินจวินผู้นั้นก็จักล่วงรู้ถึงตัวเขาในทันที!

“ช่างเหลวไหลเกินทน นี่มันสถานที่บัดซบอะไรกันนักหนา...”

เวลาล่วงผ่านไปเนิ่นนาน ลวี่หยางจึงค่อยๆ สงบจิตใจลง ไม่กล้าสืบสาวปัญหายุ่งเหยิงเมื่อพันปีก่อนอีกต่อไป แต่เบนความสนใจหันไปศึกษาสืบค้นสืบทอดที่บรรพชนถิงโยวทิ้งเอาไว้แทน

ในนั้น นอกจากวิชาเทพ อสนีบาตอินมารเร้นลับเก้าสวรรค์ แล้ว ที่สำคัญที่สุดก็คือจ้าวตำหนักเสวียนหมิงควบอำนาจแดนเงามรณะ ซึ่งบรรพชนถิงโยวเคยใช้ออกมา ถึงแม้มรดกของวิถีอสูรวิญญาณจะเทียบไม่ติดกับนิกายศักดิ์สิท แต่ทั้งสำนักก็มีเพียงวิชาเทพสายนี้ ทว่าบรรพชนถิงโยวกลับสามารถผลักดันมันไปสู่ขอบเขตสูงสุดได้

ลวี่หยางอ่านจบแล้ว สีหน้าก็ยิ่งเต็มไปด้วยความพิศวงตื่นตะลึง

“มิน่าล่ะ ในพินัยกรรมเขาจึงกล่าวว่าจะช่วยให้ข้าครอบครองพลังรบระดับวางรากฐานได้...”

จ้าวตำหนักเสวียนหมิงควบอำนาจแดนเงามรณะ หากมีผู้วางรากฐานขั้นสมบูรณ์เก้าคนบำเพ็ญวิชาเทพแขนงนี้ร่วมกัน จัดตั้ง ตำหนักเหยียนโม่ ก็จะสามารถที่จะอาศัยร่างของผู้วางรากฐานเพื่อแสร้งถือครองฐานะโอสถทองคำได้

แน่นอนว่า การจะหาผู้บรรลุขั้นวางรากฐานสมบูรณ์ครบเก้าคนย่อมเป็นไปไม่ได้

แต่หากลดมาตรฐานลง ให้ผู้บรรลุรวมลมปราณสมบูรณ์เก้าคนร่วมกันฝึกวิชาเทพนี้ แล้วเสริมด้วยการทุ่มเท โชคชะตาล้ำมหาศาล เข้าไป ก็ยังสามารถ ถือครองฐานะแห่งวางรากฐานอย่างเทียมแท้ ได้เช่นกัน!

เหล่าผู้อาวุโสทั้งแปดแห่งสำนักถงโยวก็เป็นเช่นนี้เอง บรรพชนถิงโยวมอบวิถีนี้ลงมา ก็เพื่อจะให้มีผู้มาร่วมฝึกกับเขา และคุณค่าที่แท้จริงของเหล่าพิธีกรพกผ้าคลุมแดงทั้งแปดก็คือเพื่อร่วมกันจัดตั้ง ตำหนักเหยียนโม่ บรรพชนถิงโยวตั้งใจไว้ว่า เมื่อหลุดพ้นออกมาได้ ก็จะรีบใช้อุบายนี้บรรลุขั้นวางรากฐานในทันที

น่าเสียดายที่สวรรค์ไม่เป็นใจ

“ที่แท้สิ่งที่เรียกว่า แสร้งถือครองการวางรากฐาน ความจริงแล้วก็มิใช่การฝ่าทะลุสู่ขั้นวางรากฐานโดยแท้จริง”

“หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นที่แห่งหนึ่งให้กลายเป็นตัวตนที่มีฐานะเท่าเทียมกับ ‘ขอบเขตวางรากฐาน’ จากนั้นก็ควบคุมพื้นที่ผืนนั้น อาศัยการนี้เพื่อแสดงพลังอำนาจของผู้ที่วางรากฐาน”

นี่หาใช่วิถีแห่งการหลอมร่างเหินสู่สวรรค์ไม่

“นี่ก็คือแนวคิดของ วิถีตรวจการแทนสวรรค์ นั่นเอง.....”

ลวี่หยางระลึกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ว่าคราเมื่อบรรพชนถิงโยวปรับปรุงวิชาเทพสายนี้จนสมบูรณ์นั้น เคยได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายที่สาม และได้หยิบยืมแนวคิดแห่งวิถีของอีกฝ่ายมา

วิถีนั้นมีนามว่า ราชสำนักเต๋าเทียนอู๋

ตั้งอยู่ที่เจียงตง

“เฉินซิ่นอันเคยบอกข้าว่า วิถีแห่งเจียงตงนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง ผู้บำเพ็ญวิถีตรวจการแทนสวรรค์ จะมิได้เหินสู่สวรรค์ หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่มีอยู่”

“ดินแดนเจียงตง ราชสำนักเต๋าปกครองโลก ขนานนามเทียนอู๋ บัญชาหมื่นเผ่า สร้างสิบสองตำแหน่งแต่ละตนทำหน้าที่ของตนเอง เลี้ยงดูราษฎรสี่ทิศ ดังนั้นใต้ราชสำนักเต๋า ไม่บำเพ็ญพลังวิชา ไม่เรียนรู้วิชาเทพ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งล้วนพลังวิชาก่อเกิดเอง วิชาเทพสวรรค์ประทาน ผู้ที่ควบคุมตำแหน่งขุนนางเทียบเท่าเจินเหริน ผู้ที่ขึ้นสู่บัลลังก์ฐานะเทียบเคียงเจินจวิน...”

ครั้นคิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น

วิถีไม่ตรงกันก็ยากจะร่วมเดิน เขาได้เป็นผู้บำเพ็ญวิถีหลอมร่างเหินสู่สวรรค์แล้ว ต่อให้ต้องการจะหันไปเดินในเส้นทางของวิถีตรวจการแทนสวรรค์ก็เดินไปไม่ได้แล้ว

“ดังนั้น หากข้าใช้วิชาเทพนี้บรรลุขั้นวางรากฐาน เส้นทางข้างหน้าก็ย่อมสิ้นสุดลง”

หากอยู่ในแดนเจียงตง แม้บรรลุขั้นวางรากฐานก็ยังมีหนทางก้าวหน้า แต่ ตำหนักเหยียนโม่ หาใช่สิ่งแท้จริง เป็นเพียงของลอกเลียนของบรรพชนถิงโยว ย่อมมิเคยมุ่งสู่เบื้องบนได้

และนี่ก็ยังเป็นเพียงข้อเสียหนึ่งเท่านั้น

ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในเมื่อต้องอาศัยพื้นที่แห่งหนึ่งจึงจะสามารถวางรากฐานได้ ก็จะถูกจองจำอยู่ในนั้นด้วย เมื่อใดที่เส้นชีพจรปฐพีได้รับความเสียหายก็จะตกระดับขอบเขตลง

“วิถีนี้มิใช่สิ่งที่ข้าจะเลือก...แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทางลัดอยู่เลย”

บรรพชนถิงโยวย่อมวางหมากไว้อย่างรอบคอบ คาดการณ์แล้วว่าลวี่หยางไม่เต็มใจตัดขาดหนทางแห่งตน จึงได้เตรียมชุดวิชาอีกหนึ่งไว้ให้

มหาวิชาแบ่งร่างรวมภพ!

ดวงตาของลวี่หยางฉายประกายเจิดจ้า วิชาเทพสายนี้มีผลลัพธ์ที่ตรงไปตรงมา คือการนำมนุษย์ที่ยังมีชีวิตมาสังเวยกลั่นเป็น เทพพิทักษ์ ของตนเอง แล้วอาศัยบุญกุศล พลังโชคชะตาของคนที่มีชีวิตผู้นั้น และแม้กระทั่งความคิดสำนึกของผู้นั้น มาแปรเปลี่ยนให้เป็นหุ่นเชิดของตน โดยไม่ต้องแบกภาระเหตุและผลร่วมกัน

“ใช้วิชาลับนี้สังเวยสร้างร่างจำแลงออกมา ก็สามารถนำไปฝึกจ้าวตำหนักเสวียนหมิงควบอำนาจแดนเงามรณะได้พอดี!”

“แถมยังจะโยนมรดกกับเหตุและผลของวิถีอสูรวิญญาณไปให้มันเสียเลย”

“แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรเก้าคนขั้นรวมลมปราณสมบูรณ์ที่ต้องใช้ฝึกวิชา บรรพชนถิงโยวก็คำนวณไว้หมดแล้ว แปดอสูรวิญญาณอาภรณ์แดงกับข้าอีกคน เรียกว่าทุกอย่างเตรียมไว้พร้อมสรรพ...”

ขาดเพียงขั้นตอนสุดท้าย การป้อนพลังโชคชะตาจำนวนมหาศาลเข้าไป

เมื่อครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ ในใจของลวี่หยางก็พลันบังเกิดความคิดที่อาจหาญขึ้นมา:

“...อวี้ซู่เจิน!”

หากนางสามารถที่จะสังวาสจนเซียวสือเยี่ยสิ้นชีพ แล้วช่วงชิงพลังโชคชะตาของปลากุศลสีรุ้งตัวนั้นมาให้ข้า บางทีอาจจะสามารถตอบสนองความต้องการในการสร้างตำหนักเหยียนโม่ขึ้นมาได้...

  กระทั่งตัวนางเอง ก็สามารถที่จะนำมาใช้หลอมสร้างเป็นเทพพิทักษ์ได้

จบบทที่ บทที่ 88 วิถีตรวจการแทนสวรรค์ เคล็ดร่างจำแลงนอกกาย

คัดลอกลิงก์แล้ว