- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 58 นิกายศักดิ์สิทธิ์ทุกหนทุกแห่งล้วนคือบุคลากร
บทที่ 58 นิกายศักดิ์สิทธิ์ทุกหนทุกแห่งล้วนคือบุคลากร
บทที่ 58 นิกายศักดิ์สิทธิ์ทุกหนทุกแห่งล้วนคือบุคลากร
บทที่ 58 นิกายศักดิ์สิทธิ์ทุกหนทุกแห่งล้วนคือบุคลากร
สำหรับหวังซงนั้น ลวี่หยางหาได้ใส่ใจนัก อย่างมากก็เพียงนึกแปลกใจอยู่ในใจว่า “สหายเก่าหลายชาติภพของข้า...ผู้อาวุโสหวังไป่หรงแห่งหอเก็บคัมภีร์กลับยังมีทายาทหลงเหลืออยู่”
ชาติหน้า หากมีโอกาสค่อยดูแลกันอีกคราเถอะ... ตอนนี้เขายังมีเรื่องสำคัญกว่านั้นต้องจัดการ
เขาควบลำแสงจากถ้ำบำเพ็ญไปทันที ระหว่างทางก็หยิบแผ่นหยกกระจ่างมรรคผลออกมา เริ่มต้นพินิจวิชาจอมปราชญ์ขโมยสวรรค์
ภาษิตโบราณมีว่า จอมปราชญ์ไม่ตาย มหาโจรก็ยังไม่สิ้น
หาได้หมายความว่าจอมปราชญ์คือโจร แต่หมายถึง เมื่อจอมปราชญ์บัญญัติกฎเกณฑ์แก่ใต้หล้า แม้จะควบคุมความเป็นไปของมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้มหาโจรแสวงหาช่องโหว่ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี นั่นเป็นเพียงคำอธิบายของฝ่ายธรรมะ ทว่าในความเข้าใจวิชาจอมปราชญ์ขโมยสวรรค์ กลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง
ในคำกล่าวของ จอมปราชญ์ขโมยสวรรค์ มีว่า
จอมปราชญ์ใช้อำนาจแห่งกฎบัญญัติหาผลประโยชน์แก่ตน ผู้ใดไม่ยอมจำนนล้วนถูกมองเป็นโจรผู้ร้าย ที่เรียกว่า “จอมปราชญ์” ก็แท้จริงคือมหาโจรผู้ลักชิงใต้หล้า
ฉะนั้น หากจะฝึกสำเร็จวิชาฝึกกายนี้ จำต้องกำหนดวิธีการบำเพ็ญเพียรชนิดหนึ่งให้แก่ชาวโลก
ครั้นเมื่อผู้คนทั้งโลกยึดถือแนวทางนั้นในการบำเพ็ญ ผู้สร้างย่อมสามารถ ลักชะตาของผู้คนทั้งโลก มาเลี้ยงตนเองได้โดยตรง
นี่แหละคือ “จอมปราชญ์คือมหาโจร มหาโจรก็คือมหามรรค”
คือความหมายอันแท้จริงของวิชานี้
นำหมอกควันแห่งโลกหล้า มาหล่อหลอมกายทองแห่งจอมปราชญ์
เมื่อกายทองนี้หลอมสำเร็จ ร่างกายจะแข็งแกร่งดุจ “กฎแห่งจอมปราชญ์ ไม่แปรเปลี่ยนเป็นหมื่นปี”
แม้ภายในนิกายศักดิ์สิทธิ์ที่มีวิชาฝึกกายนับพัน วิชานี้ก็ยังสามารถติดสิบลำดับต้นได้อย่างภาคภูมิ
เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ถึงกับอุทานในใจ
“แปรเปลี่ยนผู้คนทั้งหล้าให้กลายเป็นเสบียงบำเพ็ญ...นิกายศักดิ์สิทธิ์ก็ยังคงเป็นนิกายศักดิ์สิทธิ์จริงๆ...ทุกครั้งที่ข้าเผลอรู้สึกดี มันก็มักจะเปิดตาข้าเสียใหม่ทุกครั้ง...”
พูดกันตามตรง นับแต่พบกับหมิงฉาน อวิ๋นเมี่ยวเจิน และคนอื่น ๆ ลวี่หยางก็รู้สึกว่า ทัศนคติที่มีต่อฝ่ายธรรมะนั้น ตกต่ำลงอย่างมหาศาล
แน่นอนว่านิกายกระบี่หยกสวรรค์และฝ่ายธรรมะโดยรวม ย่อมดีต่อพวกพ้องของตนเป็นอย่างยิ่ง ทุกด้านล้วนสอดคล้องกับสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ”
แต่ทั้งหมดนั้น...ก็จำกัดอยู่แค่กับ “คนของตนเอง” เท่านั้น
แล้ว “คนของตน” คือใครกัน?
ฝ่ายธรรมะยึดถือเรื่อง เหตุและผล, ชาติภพก่อนหน้า หากเจ้าเคยสะสมบุญกุศล ทำความดีในชาติก่อน นั่นก็แปลว่าเจ้าเป็น “พวกของเขา”
เจ้าก็จะได้รับความเมตตา ได้รับโอกาสเข้าสู่ฝ่ายธรรมะ
ตรงกันข้าม หากเจ้าเคยทำชั่ว มีเวรกรรมติดตัวมา แม้ในชาตินี้เจ้าจะบริสุทธิ์ไร้มลทิน ก็ยังไม่มีทางเข้าสู่ฝ่ายธรรมะได้
ยิ่งกว่านั้น เจ้าจะถูกฝ่ายธรรมะสังหารเสียด้วยเหตุผลอย่าง “เพื่อเจ้าจะได้ดี”, “เพื่อชำระกรรมเก่า”, “ชาติหน้าจะมีวาสนา”
และนังบ้าอวิ๋นเมี่ยวเจินผู้นั้น…ก็คือแบบอย่างที่เด่นชัดที่สุด
เมื่อเทียบกันเช่นนี้ ลวี่หยางก็พลันมองเห็นเส้นแบ่งระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรมอย่างชัดแจ้ง
สำหรับ นิกายศักดิ์สิทธิ์ แล้ว ศิษย์ทุกผู้ล้วนถือเป็น บุคลากร ฉะนั้นการรับศิษย์จึงไร้ข้อจำกัด ไม่มีอคติ ไม่มีการแบ่งแยก จะมีชาติภพหรือไม่ มีบุญกุศลติดตัวหรือเปล่า ไม่สำคัญแม้แต่น้อย
แต่ฝ่ายธรรมะกลับให้ความสำคัญกับ “กระทำการแทนสวรรค์”
เวียนว่ายตายเกิด เหตุและผล ลิขิตแห่งกรรม…ฝ่ายธรรมะให้ความสำคัญกับ “บุญ” “กรรม” และ “ชาติภพก่อนหน้า” อย่างที่สุด การรับศิษย์ของพวกเขา มักขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้
สองแนวทางนี้ ต่างก็มีข้อดีข้อเสีย ความต่าง...ก็แค่ “ใครดูมีความเป็นมนุษย์” มากกว่ากันเท่านั้นเอง
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ถอนใจพรืด “ไม่มีนิกายไหนปกติเลยสักแห่ง…โลกนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…หรือว่าระบบมันพังไปหมดแล้วจริงๆ!” ในห้วงคิดนั้นเอง ลวี่หยางก็มาถึงส่วนลึกของทะเลเมฆ
ในไม่ช้า เทือกเขาสีดำที่สูงตระหง่านโอ่อ่าก็สะท้อนเข้ามาในม่านตาของลวี่หยาง นั่นคือ “อินซาน” ขณะเดียวกันก็เป็นที่ตั้งของสำนักใหญ่ของสมาคมซานเหอ
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะลั่นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นแต่ไกล
“ศิษย์น้องลวี่ ในที่สุดเจ้าก็ออกจากด่านแล้ว!”
วินาทีนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นนอกอินซาน รูปลักษณ์แทบไม่ต่างจากเมื่อสามสิบปีก่อนแม้แต่น้อย ลวี่หยางเห็นดังนั้นก็เผยรอยยิ้มบาง ค้อมกายประสานมือคารวะ
“คารวะศิษย์พี่หลัว”
“ระหว่างเจ้ากับข้า มิต้องมากพิธี”
หลัวอู๋หยาเอื้อมตบไหล่ลวี่หยางด้วยรอยยิ้ม เขาให้ความสำคัญกับลวี่หยางมาโดยตลอด มิฉะนั้นคงไม่ยอมลำบากส่งวิชา จอมปราชญ์ขโมยสวรรค์ ไปให้ถึงมือ
และจุดประสงค์ของลวี่หยางในวันนี้ เขาก็พอคาดเดาได้อยู่บ้าง
“เจ้ามาเพื่อฝึก จอมปราชญ์ขโมยสวรรค์ ใช่หรือไม่?”
ลวี่หยางพยักหน้าเบา ๆ “วิชานี้ช่างลึกล้ำเกินหยั่งถึง แต่กลับครอบคลุมกว้างไกลนัก สิ้นเปลืองเวลาอย่างยิ่ง ข้ากลัวว่าจะมิอาจบรรลุได้ภายในวันสองวัน…”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” หลัวอู๋หยาหัวเราะลั่น “ศิษย์น้องคงไม่คิดจะออกจากนิกายศักดิ์สิทธิ์ กลับไปยังโลกมนุษย์เพื่อเริ่มต้นฝึกวิชานี้ตั้งแต่ศูนย์กระมัง? นิกายศักดิ์สิทธิ์เรากว้างใหญ่ไพศาล ทรัพยากรล้นเหลือ เต็มไปด้วยบุคลากร จะต้องลำบากไปไย? ว่าด้วยเรื่อง จอมปราชญ์ขโมยสวรรค์ นิกายศักดิ์สิทธิ์เราก็มีแนวทางฝึกฝนที่สมบูรณ์อยู่แล้วเช่นกัน”
ลวี่หยางประสานมือ “ขอศิษย์พี่โปรดชี้แนะ”
“ตามข้ามาเถอะ”
หลัวอู๋หยานำทางลวี่หยาง ตลอดทางก็ได้มาถึงตำหนักใหญ่แห่งหนึ่งภายในอินซาน ศูนย์กลางของตำหนักใหญ่กลับตั้งลูกแก้วผลึกขนาดมหึมาลูกหนึ่งไว้
“สถานที่แห่งนี้มีนามว่า แดนลับหลอมวิชา”
เห็นลวี่หยางแสดงสีหน้าสงสัย หลัวอู๋หยาก็ชี้ไปยังลูกแก้วผลึก ก่อนอธิบายอย่างตั้งใจ “อย่าดูแคลนว่ามันแค่เท่านี้ สิ่งนี้คือของวิเศษที่ จ้าววิถี เป็นผู้สร้าง!”
“จ้าววิถี…!?”
ลวี่หยางถึงกับรู้สึกสะท้านในใจโดยฉับพลัน ผู้วางรากฐานคือเจินเหริน โอสถทองคำคือเจินจวิน ผู้เข้าสู่ขอบเขตก่อกำเนิดถึงจักเรียกว่าจ้าววิถี ของสิ่งนี้ถึงกับถูกหลอมขึ้นโดยผู้มีอำนาจระดับนั้นหรือ!?
“ใน ‘แดนลับหลอมวิชา’ นี้มีผู้มีชีวิตอยู่ถึงหนึ่งร้อยสี่สิบล้านคน แต่ละคนล้วนมีปราณโลหิตเข้มข้น ดวงวิญญาณบริสุทธิ์ คนคนหนึ่งสามารถเทียบได้กับสิบกว่าคนในโลกภายนอก ไม่ว่าจะใช้ฝึกฝนหรือหลอมอาวุธวิเศษ ล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ ศิษย์น้องฝึก ‘จอมปราชญ์ขโมยสวรรค์’ ในที่แห่งนี้ เหมาะสมยิ่งนัก”
ลวี่หยางได้ยินดังนั้นก็ถึงกับสูดลมหายใจเย็นเฉียบ “บุคลากร…หนึ่งร้อยสี่สิบล้านคน…”
ดูท่าพอเขาฝ่าทะลุถึงขั้นรวมลมปราณสมบูรณ์ อีกทั้งยังเข้าร่วมกับสมาคมซานเหอซึ่งเป็นสายของผู้วางรากฐาน ก็นับว่าพอมีคุณสมบัติเข้าถึงความลับบางส่วนของนิกายศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว
ขณะนั้นเอง แดนลับก็พลันส่องแสงเจิดจ้า
วินาทีถัดมา ชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดคลุมดำก็พุ่งออกมาจากภายใน ใบหน้าเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง “มารดามันเถิด ไอ้พวกชาวบ้านป่าเถื่อน...ล้มเหลวอีกแล้ว!”
ว่าจบ ชายหนุ่มผู้นั้นก็เหลือบตามองหลัวอู๋หยาเพียงแวบ ก่อนจะไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม แล้วหมุนกายจากไปทันที
ลวี่หยางเห็นดังนั้นก็ไม่ได้เอ่ยอะไรเช่นกัน รอจนอีกฝ่ายเดินห่างออกไปจึงหันมาทางหลัวอู๋หยา กลับพบว่าอีกฝ่ายกลับมีสีหน้า สะใจปนขบขัน
“นั่นก็เป็นศิษย์สายตรงคนหนึ่งในนิกายของเรา เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของจงกวงเจินเหริน ชื่อว่าจงหมิง…ไม่ต้องใส่ใจหรอก เขาเพิ่งล้มเหลวกับการฝึก จอมปราชญ์ขโมยสวรรค์ อีกครั้งนั่นแหละ”
“ข้าก็มิอาจปิดบังศิษย์น้องได้ วิชานี้...ฝึกให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก”
กล่าวถึงตรงนี้ หลัวอู๋หยาก็กลับคืนสู่ท่าทีเคร่งขรึมอีกครั้ง “อย่าดูแคลนคนในแดนลับ พวกเขาแม้จะเป็น บุคลากร แต่หาใช่คนโง่งมไม่”
“เจ้าก็รู้ดีว่า วิชา จอมปราชญ์ขโมยสวรรค์ ต้องบัญญัติแนวทางฝึกบำเพ็ญขึ้นมาเองโดยสมบูรณ์ ก่อนจะนำออกเผยแพร่สู่ผู้คน แล้วจึงสามารถใช้ฝึกได้ วิชาที่ยิ่งล้ำลึก ผลสะท้อนกลับก็ยิ่งสูงล้ำ แต่พวกเราก็หาใช่ จ้าววิถี วิชาที่สร้างส่วนใหญ่มักตื้นเขินนัก ยากจะปิดบังช่องโหว่ให้รอดพ้นสายตาได้”
“นี่แหละคือสาเหตุของความล้มเหลวในการฝึก จอมปราชญ์ขโมยสวรรค์”
“ในอดีต ศิษย์ที่เคยฝึกวิชานี้บางคน ถึงขั้นถูกคนในแดนลับจับได้ว่าตนเองเป็นผู้ควบคุม จากนั้นจึงถูกตีสนิท หลอกล่อ แล้วพลิกกลับมาสังหารกลายเป็นผู้ล้มเหลวแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ ถูกหัวเราะเย้ยกันไปทั่ว”
“ฉะนั้นเจ้าจะฝึกวิชานี้อย่างไร ยังต้องไตร่ตรองให้ดี”
กล่าวจบ หลัวอู๋หยาก็หยิบแผ่นหยกแผ่นหนึ่งส่งให้ลวี่หยาง “ในอดีตพี่ผู้นี้ก็เคยบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาแขนงนี้ ก็นับว่าพอจะมีประสบการณ์อันตื้นเขินอยู่บ้าง”
“ขอบพระคุณศิษย์พี่!”
“ก็เพื่อสมาคมซานเหอของเรานั่นแหละ ข้ายังรอให้เจ้าฝึกสำเร็จจนออกจากปิดด่านอยู่ หากสำเร็จ จอมปราชญ์ขโมยสวรรค์ ได้จริง เจ้าก็จะไม่อ่อนด้อยในบรรดาศิษย์สายตรงอีกต่อไป”
ลวี่หยางได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ราวกับจับความนัยในคำพูดของหลัวอู๋หยาได้
ต้องฝึกสำเร็จจอมปราชญ์ขโมยสวรรค์ จึงจะไม่อ่อนด้อยงั้นหรือ...
กล่าวเช่นนี้...ตอนนี้ข้ายังไม่คู่ควรพอหรือ?
ลวี่หยางมิได้เผยอารมณ์ออกมาแม้สักนิด เพียงค้อมกายอย่างเคารพอีกครั้ง แล้วจึงก้าวมายังเบื้องหน้าของ ‘แดนลับหลอมวิชา’ ใช้จิตเทวะกวาดตรวจโดยรอบ กระแสข้อมูลมากมายก็ไหลบ่าทะลักเข้าสู่สมอง
หากจะกล่าวว่า สมแล้วที่เป็นของวิเศษซึ่งจ้าววิถีสร้างขึ้น ก็คงไม่ผิด แดนลับแห่งนี้ถึงกับสามารถ “ตั้งค่า” ได้ด้วยตนเอง!
ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภูมิประเทศ หรือสิ่งปลูกสร้าง ทั้งหมดสามารถกำหนดรูปแบบได้ตามที่เขาคิด ปรับเปลี่ยนได้ด้วยใจเพียงหนึ่งเดียว พลังอำนาจระดับเปลี่ยนแปลงฟ้าดินเช่นนี้ ทำให้ลวี่หยางนอกจากจะเคารพยำเกรงแล้ว ยังบังเกิดความหวาดหวั่นจนสุดบรรยาย
เพราะในใจของเขา มีความคิดหนึ่ง...ที่ไม่อาจสลัดให้หลุดได้
แดนลับแห่งนี้คือของวิเศษที่ จ้าววิถี สร้างขึ้น หากจ้าววิถียังสามารถกระทำเรื่องอันน่าหวาดผวาเช่นนี้ได้ในโลกสมมติ เช่นนั้นในโลกแห่งความจริง...เขาจะมีอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวเช่นเดียวกันนี้หรือไม่?
ผู้คนในแดนลับเหล่านี้ ต่อตนเองแล้วคือบุคลากร
หากเช่นนั้น…เหล่าศิษย์แห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ทั้งมวล สำหรับจ้าววิถีแล้ว…จะเป็นอะไรเล่า?
ลวี่หยางไม่กล้าคิดต่ออีก เพียงทอดถอนใจอย่างจำยอม
“มารดามันเถิด นิกายศักดิ์สิทธิ์... ทุกหนทุกแห่งล้วนคือบุคลากร!”