- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 47 มังกรซ่อนเร้นมิออกจากห้วงลึก
บทที่ 47 มังกรซ่อนเร้นมิออกจากห้วงลึก
บทที่ 47 มังกรซ่อนเร้นมิออกจากห้วงลึก
บทที่ 47 มังกรซ่อนเร้นมิออกจากห้วงลึก
อาจเป็นเพราะหวาดระแวงดุจนกน้อยที่ตระหนกเสียงสายธนู หรืออาจเป็นเพราะกังวลไปเองโดยไร้มูลเหตุ ทว่ามิว่าจะอย่างไรก็ตาม บัดนี้ลวี่หยางย่อมต้องระแวดระวังต่อกลุ่มอิทธิพลใดๆ ก็ตามที่มีเบื้องหลังระดับวางรากฐาน
โดยเฉพาะกลุ่มอิทธิพลที่สามารถสังเกตเห็นเขาได้
แตกต่างจากชาติปางก่อน ครานี้ข้ามี ยันต์เทวะเอกะปราณบรรพสวรรค์ คุ้มครอง ยอดเขาปะสานฟ้าไม่อาจวางกลอุบายลงบนตัวข้า สำนักเสินอู่ในฐานะฝ่ายธรรมะก็ไม่น่าจะหลอกลวงคนของตนเอง...เช่นนั้นแล้ว ผู้ที่ซ่อนอยู่ในความมืด คอยวางแผนในเขาหัวกะโหลก เกรงว่าจะเป็นเจินเหรินวางรากฐานผู้อยู่เบื้องหลังสมาคมซานเหอนั้นจริงๆ!
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ยิ่งเห็นว่าสมาคมซานเหอชวนให้สงสัยนัก แต่ใบหน้ายังคงเรียบนิ่ง
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มิทราบว่าศิษย์พี่รองต้องการพบข้ารึ?”
“ถูกต้องแล้ว” เซียนหญิงเฟยเสียพยักหน้าเบาๆ “ศิษย์พี่รองเดินทางมาถึงเขาหัวกะโหลก เวลานี้กำลังขาดผู้ช่วยที่ไว้ใจได้สักสองสามคน จึงหวังว่าศิษย์น้องจะยื่นมือช่วยเหลือ”
ผู้ช่วยงั้นหรือ? ว่าตรงไปตรงมาก็คือหาตัวตายแทน!
ลวี่หยางส่ายหน้าปฏิเสธทันที “แม้ข้าพอเข้าใจค่ายกลอยู่บ้าง แต่หากแยกออกจากค่ายกล พลังย่อมลดลงมาก จะคู่ควรกับความไว้วางใจของศิษย์พี่รองได้อย่างไร?”
“โปรดหาผู้ที่มีความสามารถแท้จริงเถิด”
ถ้อยคำของลวี่หยางหนักแน่นมั่นคง
แม้เขาจะเข้าร่วมสมาคมซานเหอ และยังลงนามสัญญาแห่งวิชาไว้ แต่เขาหาใช่ทาสไม่ สิทธิ์ตัดสินใจยังมีอยู่ ใครเล่าจะบังคับได้?
เซียนหญิงเฟยเสียเองก็เห็นพ้องเช่นกัน นางเพียงมาถ่ายทอดคำสั่งเท่านั้น
เมื่อภารกิจส่งสารเสร็จสิ้น สีหน้าของนางก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นเลิศหรูแฝงความเย้ายวน ดวงหน้าขาวผ่องปรากฏเลือดฝาดสีชมพู แววตาหวานหยาดหยด ยามเหลือบมองสะท้อนเสน่หาล้นใจ
“ศิษย์น้อง ช่วงนี้ข้ามีบางเรื่องในค่ายกลที่ยังไม่เข้าใจ ยังต้องขอให้ศิษย์น้องโปรดชี้แนะมากๆ...”
“เช่นนี้ดียิ่งนัก”
ลวี่หยางพลันบังเกิดความกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที......
สามเดือนต่อจากนั้น จังหวะชีวิตของลวี่หยางก็เนิบช้าลง
ทุกวันหากมิใช่สนทนาธรรมกับเซียนหญิงเฟยเสีย ก็ออกไปภายนอกเพื่อตรวจสอบค่ายกลร้อยโครงกระดูกคืนสู่สัจจะ บางคราเมื่ออารมณ์บังเกิด ก็กระทำทั้งสองเรื่องไปพร้อมกันเสียเลย
หากเทียบกับความสงบสุขของเขา ด้านนอกเขาหัวกะโหลกกลับโกลาหลประหนึ่งหม้อเดือด
ไม่เพียงสำนักเสินอู่กับนิกายศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แม้แต่สำนักสาขาย่อยที่อยู่ใต้อำนาจทั้งสองฝ่าย ก็ล้วนเข้ามาเกี่ยวข้องกันหมดสิ้น
แม้กระทั่งเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่มีวิชาเทพลึกล้ำ ก็ถูกดึงดูดให้หลั่งไหลเข้ามา
สามฝ่ายเมื่อพบกัน ย่อมกลายเป็นการปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ระหว่างนั้นยังมีซากสถานที่ของวิถีอสูรวิญญาณโบราณถูกขุดพบขึ้นมาหลายแห่ง ยิ่งทำให้ข่าวคราวเรื่องแดนลับอสูรวิญญาณถูกยืนยันหนักแน่นยิ่งขึ้น
และก็ในเวลานี้เอง เซียนหญิงเฟยเสียก็นำข่าวมาบอกกับเขา ว่าจ้าวซวี่เหอฉวยเอาชื่อของเขา ออกไปกอบโกยโอกาสอยู่ภายนอกตลาดไม่น้อย
“ไม่คิดเลยว่าชื่อของข้าจะใช้การได้ถึงเพียงนี้...”
ลวี่หยางฟังแล้วก็อดประหลาดใจอยู่บ้าง จ้าวซวี่เหอหลายครั้งแย่งชิงโอกาสจนตกอยู่ในอันตราย แต่ทุกคราวกลับอาศัยเพียงชื่อเสียงของเขา จึงสามารถพลิกสถานการณ์ให้รอดพ้นมาได้
เห็นได้ชัดว่า การตายของโอวหยางฮ่าวเจ๋อ ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยล้วนมีความหวาดหวั่นเกรงใจเขา
แน่นอน ทั้งหมดนี้ก็เพราะจ้าวซวี่เหอเจ้าเล่ห์ เข้าใจจังหวะถอยและรุก จึงยังไม่ล่วงเกินผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง ทำให้สามารถอาศัยบารมีเขามาอำพรางได้
“ศิษย์น้อง เจ้าคิดจะไม่จัดการจริงๆ หรือ?”
เซียนหญิงเฟยเสียใบหน้างามขาวผ่องพลันแฝงไอสังหาร น้ำเสียงแช่มชื่นกลายเป็นเย็นเฉียบ “ชายผู้นี้ฉวยใช้ชื่อของท่าน นำเหตุและผลร้ายมาแทนที่ท่าน ข้าว่า ฆ่าเขาเสียก่อนจะดีกว่า!”
“ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”
ลวี่หยางเพียงส่ายศีรษะเบาๆ เวลานี้จ้าวซวี่เหอแทบไม่กลับเข้าตลาด เอาแต่เพียรค้นหาซากวิถีอสูรวิญญาณโบราณและแดนลับอสูรวิญญาณในเขาหัวกะโหลก
หากตนคิดจะฆ่าเขา ก็ต้องก้าวเท้าออกจากตลาดก่อน
แต่เรื่องเช่นนั้น จะเป็นไปได้อย่างไร?
“ปล่อยเขาไปเถิด แต่เดิมเขาเคยกู้แต้มคุณูปการจากข้าไว้ ข้าก็เคยบอกแล้วว่าจะยอมให้ใช้ชื่อของข้า เรื่องนี้มิอาจโต้แย้งใดๆ”
เมื่อส่งเซียนหญิงเฟยเสียกลับไป สีหน้าของลวี่หยางก็ค่อยๆ เคร่งขรึมขึ้น
“เหอะ เหอะ!”
“น่าสนใจยิ่ง หลายเดือนที่ผ่านมานี้ เรื่องราวที่ข้าได้ยินและได้เห็น มิว่าเรื่องใดก็ราวกับกำลังเร่งเร้าข้า อยากให้ข้าออกไปจากตลาดรึ?”
ในใจของลวี่หยางบังเกิดคำหนึ่งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว: เคราะห์กรรม!
เพียงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นรวมลมปราณเล็กน้อย กลับถูกเจินเหรินขั้นวางรากฐานเพ่งเล็ง คำนวณเหตุและผล วางกลอุบายสารพัด หากนี่มิใช่เคราะห์กรรม แล้วสิ่งใดเล่าจะเรียกว่าเคราะห์กรรมได้?
“เหตุและผล...เจ้าสิ่งอัปมงคล!”
“มิว่าจะอย่างไร เมื่อเคราะห์กรรมมาถึงตรงหน้า ย่อมไม่อาจปล่อยใจให้เร่าร้อน จำต้องปิดประตูถ้ำให้แน่นหนา นั่งท่องคัมภีร์หวงถิงเงียบๆสักสองสามม้วน จึงจะมีความหวังที่จะหลบพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้....”
แรกเริ่มคือสมาคมซานเหอ แรงกดดันจากภายนอก
ถัดมาคือจ้าวซวี่เหอ ใช้ปัจจัยภายในมาพัวพัน
“ไม่ว่าท่านจะตกข้าอย่างไร ข้าก็คือไม่กัดเบ็ด มังกรซ่อนเร้นมิออกจากห้วงลึก ข้าหยิ่งยโสแล้วจะทำไม?!”
คิดถึงตรงนี้ จิตใจลวี่หยางก็พลันกระจ่างแจ้ง ความคิดฟุ้งซ่านที่เพิ่งก่อขึ้นเมื่อครู่ก็สงบลง ร่างกายเบาสบาย ราวกับได้สลัดทิ้งเหตุและผลไปอีกหนึ่งชั้น
กาลเวียนผัน ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเต็ม
ทางตะวันออกของตลาดเขาหัวกะโหลกนับพันลี้
ปรากฏลำแสงพุ่งพรวด ร่างหนึ่งกำลังหนีตายสุดกำลัง ถึงกับใช้วิธีเผาผลาญแก่นแท้โลหิตเป็นพลังขับเคลื่อน และเบื้องหลังเขา ยังมีลำแสงอีกเจ็ดแปดสายไล่ตามติดไม่ห่าง
“จ้าวซวี่เหอ! เจ้าจะหนีไปที่ใด!”
ผู้ติดตามไล่ล่าล้วนหุ้มศาสตราแน่นหนา ปราณโลหิตพุ่งสู่ฟ้า กลิ่นอายบ่งบอกว่าเป็นศิษย์แห่งสำนักเสินอู่ ระดับพลังส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในขั้นรวมลมปราณปลาย แต่ยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์
หากมิใช่เพราะเช่นนี้ ด้วยพลังของจ้าวซวี่เหอคงมิอาจหนีรอดมาได้ไกลถึงเพียงนี้
แม้ถึงเพียงนี้ การหนีตายมาตลอดทางก็ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว เหตุที่ยังไม่สิ้นสติ ล้วนเพราะในใจยังมีความหวังเหลืออยู่
“ข้ายังมีทางรอด!”
“ก่อนหน้านี้ ข้าได้ส่งยันต์สื่อสารไปหาลวี่หยางแล้ว ขอเพียง... ขอเพียงให้หนีไปถึงที่นั่น... หนีไปถึงรอบนอกของตลาด ลวี่หยางย่อมต้องช่วยข้าแน่!”
จ้าวซวี่เหอเหินหนีอย่างไม่คิดชีวิต พยายามโน้มน้าวตนเองอย่างสุดกำลัง
“ใน ลักฟ้าล่วงชะตา ยังมีข้อห้ามของข้าอยู่ ขอเพียงเขายังหวังจะวางรากฐาน มิใช่รอจนแปดสิบปีผ่านไปจนชราภาพ เขาย่อมต้องมาช่วยข้า!”
“เขาจะต้องมาช่วยข้า!”
“แน่นอนว่าจะมาช่วยข้า!”
ทันใดนั้น สิ่งที่ทำให้จ้าวซวี่เหอดีใจอย่างหาที่สุดมิได้ก็คือ จากทิศทางตลาดพลันมีลำแสงสุกสว่างพุ่งขึ้น ดูท่าทางเหมือนค้นพบว่าเขากำลังตกอยู่ในเงื้อมมือมัจจุราช!
“มาแล้ว! ข้ารู้อยู่แล้วว่าเขาย่อมไม่ทอดทิ้งข้า!”
เห็นภาพตรงหน้า จ้าวซวี่เหอก็พลันมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนผู้ติดตามที่ตามไล่ล่าด้านหลังก็เร่งชะลอความเร็วลง เหมือนกำลังรอดูบางสิ่งบางอย่างเช่นกัน
ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป ทุกคนก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
เพียงเห็นว่าลำแสงรุ้งอันเจิดจ้าสายนั้น แม้ยังคงอยู่บนเส้นทางตรงมา แต่กลับไม่เคย “ถึง” สักที
ท้ายที่สุด จ้าวซวี่เหอก็หมดเรี่ยวแรงจะหนีต่อไป ขณะที่เหล่าผู้ไล่ล่าแห่งสำนักเสินอู่ก็ทำท่าทางไม่เต็มใจนัก เข้าล้อมบีบเขาไว้ แล้วทั้งสองฝ่ายก็เปิดศึกประจัญกันในที่สุด
การต่อสู้นั้นลากยาวเกือบครึ่งวันเต็ม
จนกระทั่งปลายทาง เหล่าศิษย์เสินอู่ที่ตามไล่ล่ากลับไม่กล้าออกแรงหนักเกินไป กลัวว่าหากพลาดไปเพียงหนึ่งกระบวนท่า จ้าวซวี่เหอจะตายทันที พวกเขายังต้องเหลือไว้ให้ใช้งาน จึงคอยเหลือบมองไปทางลำแสงที่ยังส่องเรืองอยู่ไม่ไกลเป็นระยะๆ
พอมองให้ถี่ถ้วน...ลำแสงนั้นมิใช่ยิ่งใกล้ แต่กลับยิ่งไกลออกไปทีละน้อยหรือไม่?
จนท้ายที่สุด จ้าวซวี่เหอก็พังทลายทั้งกายทั้งใจ
“ไม่! ทำไมกัน!?”
เพียงเห็นเขากระอักโลหิตจากหัวใจออกมาเป็นสายใหญ่ ร่างทรุดลงคุกเข่าอยู่กับพื้น เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่สิ้นไปโดยสิ้นเชิง แม้แต่พลังชีวิตก็เริ่มเลือนหายอย่างรวดเร็ว
ก่อนสิ้นลมหายใจ ในใจของเขามีเพียงความคิดเดียวที่ก้องอยู่
หรือว่าลวี่หยาง...ไม่ต้องการเคล็ดวิชา ลักฟ้าล่วงชะตา แล้วจริงๆ?
“ทำไมไม่มาช่วยข้า!?”
หาได้รู้ไม่ ความคิดเดียวกันนี้เอง ก็คือสิ่งที่ผู้บงการอยู่เบื้องหลังการไล่ล่าครั้งนี้ครุ่นคิดอยู่เช่นกัน...
ในเงามืด ผู้อาวุโสโอวหยางเฟิงแห่งสำนักเสินอู่ก็พลันขมวดคิ้ว ใจยังหาคำอธิบายไม่ได้ เมื่อทอดตามองไปยังตลาดเขาหัวกะโหลกที่อยู่ห่างไกล ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมและจนปัญญาอยู่สายหนึ่ง
“เหตุใดเขาถึงไม่ยื่นมือช่วย?”
“คนโง่เท่านั้นที่จะช่วยเขา!”
ลวี่หยางเก็บลำแสงกลับเข้ากาย สายตากวาดมองยันต์สื่อสารขอความช่วยเหลือที่ไม่รู้ว่าจ้าวซวี่เหอส่งมาถึงเขาเป็นฉบับที่เท่าไรแล้ว ก่อนโยนทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ “คิดจริงๆ หรือว่าจะใช้เคล็ดวิชามาบีบข้าได้?”
“ก็แค่แปดสิบปีมิใช่หรือ ข้ารอได้!”
“รอจนข้อห้ามสลายไปเอง เคล็ดวิชานี้ก็ยังเป็นของข้าอยู่ดี! ชาตินี้มิสำเร็จ ก็ใช้ในชาติหน้า...”
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็อดมิได้ที่จะถอนหายใจให้กับโชคชะตาของจ้าวซวี่เหอ หากเขาสามารถหนีรอดเข้าสู่ตลาดได้จริง ตนก็มิได้ขัดข้องที่จะยื่นมือช่วยสักครั้ง
แต่ในเมื่อยังอยู่นอกตลาด เช่นนั้นก็คงได้แต่กล่าวว่าไร้วาสนาต่อกัน
“ศิษย์พี่จ้าว ท่านก็วางใจไปเถิด เคราะห์นี้ท่านสละชีพเพื่อชะตาของนิกายศักดิ์สิทธิ์ วันหน้า ข้าจะกราบทูลต่อจ้าวยอดเขาปะสานฟ้า ขอให้อนุมัติประกอบพิธีฝังอย่างสมเกียรติให้ท่านแน่นอน”
“ส่วนหนี้สินที่ติดไว้ในชาตินี้...ก็ให้ผ่านไปก่อนเถิด ชาติหน้าข้าค่อยมาทวงคืน!”