- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นบอสลับฉบับรับจบ
- บทที่ 15 การประชุมสิบอาวุโส ก็แค่แวะมาประเดี๋ยวเดียวเองไม่ใช่หรือ? (รีบชิ่งให้ไว)
บทที่ 15 การประชุมสิบอาวุโส ก็แค่แวะมาประเดี๋ยวเดียวเองไม่ใช่หรือ? (รีบชิ่งให้ไว)
บทที่ 15 การประชุมสิบอาวุโส ก็แค่แวะมาประเดี๋ยวเดียวเองไม่ใช่หรือ? (รีบชิ่งให้ไว)
บทที่ 15 การประชุมสิบอาวุโส ก็แค่แวะมาประเดี๋ยวเดียวเองไม่ใช่หรือ? (รีบชิ่งให้ไว)
ศาลาพักร้อนหายไปแล้ว
ทั้งหลังคาและเสาถูกอักขระยันต์ทงเทียนของผู้อาวุโสลู่ซัดจนกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง
ทว่าในเวลานี้ พวกเขาไม่ได้ตื่นตระหนกกับอานุภาพยันต์ทงเทียนของผู้อาวุโสลู่ แต่กลับตกตะลึงกับการปรากฏตัวของ 'ฉินโซ่ว' แห่งสำนักฉวนซิ่ง
หากเขาสามารถโผล่มากลางวงล้อมการประชุมสิบอาวุโสได้อย่างเงียบเชียบเช่นนี้ เขาก็ย่อมสามารถไปโผล่ในสถานที่ที่พวกเขาคาดไม่ถึงที่สุดได้เช่นกัน
ความสามารถนี้นับว่าอันตรายเกินไป!
ต่อการปรากฏตัวกะทันหันของฉินโซ่ว สีหน้าของสิบอาวุโสแต่ละคนแตกต่างกันออกไป บางคนหรี่ตามอง บางคนขมวดคิ้ว บางคนครุ่นคิด แต่ไม่มีใครลงมือโจมตีเขาในทันที
บางคนรู้จักฉินโซ่วดี และถึงขั้นเกลียดเข้ากระดูกดำ เช่น ลู่ซื่อและหวังอ่าย
บางคนมีข้อมูลของฉินโซ่ว เคยเห็นแฟ้มประวัติแต่ไม่เคยมีความแค้นส่วนตัว เช่น มู่โหย่วแห่งเจียงหูเสี่ยวจ่าน, เฟิงเจิ้งหาวแห่งเทียนเช่าฮุ่ย และเจ้าสำนักซูจื้ออย่างเฉินจินขุย
ส่วนบางคนนั้นไม่รู้จักฉินโซ่วจริงๆ เพียงแค่เคยได้ยินชื่อผ่านหูมาบ้าง อย่างเฒ่าเทียนซือจางจือเหวย และลู่จิ่น
"ผู้อาวุโสลู่? ท่านมีความเห็นอย่างไรกับข้อเสนอเมื่อครู่นี้หรือครับ?"
ตำแหน่งยืนของฉินโซ่วนั้นผ่านการคัดสรรมาอย่างดี เขาอยู่ใกล้เฟิงเจิ้งหาวที่สุดเพียงก้าวเดียว และอยู่ห่างจากเฒ่าเทียนซือที่สุดประมาณเจ็ดก้าว
ในโลกที่ดาเมจล้นทะลุหลอดเช่นนี้ ประสบการณ์การต่อสู้และสัญชาตญาณคือตัวตัดสินแพ้ชนะ
เมื่อเทียบกับตาเฒ่าเหล่านี้ที่ฝึกปราณมาหลายสิบปีหรือเกือบร้อยปี ประสบการณ์ของเขายังอ่อนด้อยนัก
หากปล่อยให้พวกตาแก่นี่จับทางความสามารถของเขาได้ เขาอาจจะตกหลุมพรางเอาได้ง่ายๆ
ยกตัวอย่างเช่น ขนาดเฟิงเป่าเป่ายังจับทางได้ว่า ขอแค่สกัดกั้นจิตสัมผัสของเขาไว้ เขาก็จะไม่สามารถใช้วิชาเคลื่อนย้ายพริบตาได้
สิ่งที่เขาเกรงกลัวไม่ใช่ฝ่ามือของเฒ่าเทียนซือ
อย่าได้ถูกภาพลักษณ์การตบทีเดียวตายของเฒ่าเทียนซือหลอกเอาเชียว
ฉินโซ่วไม่ได้กลัวการโจมตีซึ่งหน้าแบบนั้น
สิ่งที่เขากลัวคือวิชาลับที่สืบทอดกันมานับพันปีบนเขาหลงหู่ต่างหาก บางทีอาจจะมีคาถาที่สามารถผนึกจิตสัมผัสได้โดยไม่รู้ตัว
เช่นเดียวกับเฉินจินขุยแห่งสำนักซูจื้อ ที่ทำให้เขาต้องระแวดระวัง เพราะอีกฝ่ายอาจมีวิชาที่สยบเขาได้เงียบๆ
"ช่างกล้าเสียจริง โผล่มากลางเขาหลงหู่อย่างไร้ร่องรอย แถมยังกล้าเข้ามาใกล้พวกตาแก่อย่างเราขนาดนี้ ข้าคนหนึ่งล่ะที่ดูไม่ออกเลย"
"อย่าว่าแต่คนรุ่นหลังเลย ข้ามีชีวิตมานานขนาดนี้ ก็ยังไม่เคยเห็นใครที่มีความสามารถเช่นนี้มาก่อน"
ลู่จิ่นมั่นใจว่านี่ไม่ใช่วิชาห้าธาตุหลบหนี และไม่ใช่วิชาค่ายกลฉีเหมิน เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำว่ามีสำนักไหนที่มีวิชาแบบนี้
ความอำมหิตบนใบหน้าของลู่ซื่อฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าเขากำลังพยายามข่มกลั้นโทสะในใจอย่างสุดความสามารถ
คนตรงหน้าคือคนที่ทำลายวรยุทธคนตระกูลลู่ไปถึงสามคน ซึ่งทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือผู้ใช้วิชาพลังหรูอี้
เขาเคยลอบโจมตีฉินโซ่วหลายครั้งแต่ไม่เคยได้เปรียบ ทำได้เพียงสังหารคนของฉวนซิ่งที่ใกล้ชิดกับฉินโซ่วเพื่อระบายแค้น
ตอนนี้เขาไม่สามารถลงมือบุ่มบ่ามได้ สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่ามันมาหาใครและต้องการทำอะไร มิฉะนั้นหากฉินโซ่วหนีไปได้ ลู่ซื่ออาจพลาดข้อมูลสำคัญ
ผิดวิสัยหวังอ่ายที่กลับมีรอยยิ้มประดับหน้า เขาสนใจในความสามารถของฉินโซ่วและกำลังขบคิดว่าจะช่วงชิงมันมาได้อย่างไร
เขาบังเอิญสบตากับคนอื่นๆ และตระหนักว่าหลายคนก็มีความคิดแบบเดียวกัน
เมื่อสายตาของเขาตกลงบนร่างของเฒ่าเทียนซือ รูม่านตาของเขาก็หดลง... หรือว่าเฒ่าเทียนซือจะดูออกแล้ว? และเฉินจินขุยเองก็ดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง
"ผู้อาวุโสลู่ โปรดอย่าใส่ใจเลยครับ ไม่ใช่ว่าวรยุทธของผู้น้อยจะลึกล้ำอะไร เพียงแต่ความสามารถติดตัวของผมมันแปลกประหลาดไปสักหน่อย และคนอื่นก็ดูออกได้ยากจริงๆ"
ฉินโซ่วยืดหลังตรง หันกายเล็กน้อยและประสานมือคารวะสิบอาวุโสที่อยู่ ณ ที่นั้น
เขาเชื่อว่าเขารักษามารยาทและความน่าเกรงขามได้ดี ยิ่งมีพลังมากเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องถ่อมตนมากเท่านั้น นี่คือสิ่งที่เขาเห็นด้วยอย่างยิ่ง
เฒ่าเทียนซือเอามือซุกไว้ในแขนเสื้อ เขาเคยได้ยินเพียงว่ามีอัจฉริยะเหนือโลกปรากฏตัวในฉวนซิ่งเมื่อสองปีก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นตัวจริง
พลังมิติที่เหนือธรรมชาติจนยากจะเข้าใจ?
ไม่ มันไม่ใช่แค่ความสามารถของผู้มีพรสวรรค์ธรรมดาๆ แน่นอน ระดับการฝึกปราณของเด็กคนนี้ก็น่าจะอยู่จุดสูงสุดเช่นกัน แทบไม่มีความผันผวนของลมปราณให้จับสัมผัสได้เลย
คนอื่นๆ อาจไม่มีสายตาแหลมคมเท่าเฒ่าเทียนซือ แต่ในใจพวกเขาก็มีการคาดเดาไปต่างๆ นานา
ความสามารถโดยกำเนิดงั้นหรือ?
พวกเขาไม่เชื่อ หรือว่าจะเป็นหนึ่งในแปดเคล็ดวิชาอีกแล้ว? มันคือวิชาไหนกันแน่?
"ฮ่าฮ่าฮ่า! เจ้าหนุ่ม ข้าได้ยินวีรกรรมของเจ้ามาบ้างในช่วงสองปีนี้ เจ้านับว่าโดดเด่นอย่างแท้จริงในหมู่คนรุ่นหลังของฉวนซิ่ง
ถ้าอยากได้วิชายันต์ทงเทียน ก็อย่าไปรังแกพวกเด็กๆ เลย เข้ามาหาข้าโดยตรงนี่!"
สายตาของลู่จิ่นคมกริบขึ้น แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกมา เขาตั้งใจจะลงมือจัดการฉินโซ่ว
ไม่ใช่ว่าลู่จิ่นเป็นคนมุทะลุและโกรธง่าย แต่ชื่อเสียงของฉินโซ่วนั้นย่ำแย่จริงๆ หากนับความผิดของมัน ต่อให้ยิงเป้าสักร้อยครั้งก็ยังไม่สาสม
เมื่อเห็นดังนั้น หลายคนก็เตรียมพร้อมที่จะลงมือเช่นกัน เพื่อจับกุมคนของฉวนซิ่งผู้นี้ในข้อหา "ผดุงความยุติธรรมแทนสวรรค์" และถือโอกาสเค้นถามเกี่ยวกับความสามารถนั้นไปด้วย
เฒ่าเทียนซือวางมือลงบนไหล่ของลู่จิ่น หยุดยั้งการโจมตีของเขา
"เฒ่าลู่ อายุปูนนี้แล้ว อารมณ์ของเจ้านี่มันจริงๆ เลยนะ..."
ฉินโซ่วยิ่งเพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้นเมื่อเห็นเฒ่าเทียนซือห้ามลู่จิ่น
ภาพจำของผู้คนที่มีต่อเทียนซือแห่งเขาหลงหู่ อาจจะเป็นผู้ทรงศีลชั้นสูง พลังแก่กล้า ลึกล้ำสุดหยั่งคาด ฯลฯ
แต่ฉินโซ่วเคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้
สมัยเฒ่าเทียนซือยังหนุ่ม เขาคืออันธพาลตัวพ่อ พอตัดสินใจอะไรแล้วก็จะลงมือทันที
ตอนที่อู๋เกินเซิงมาเจรจา เฒ่าเทียนซือก็ตบเปรี้ยงเดียว ทำเอาอู๋เกินเซิงถึงกับสงสัยในชีวิตตัวเองไปเลย
"ผู้อาวุโสลู่ ท่านกำลังทำให้ผมลำบากใจนะครับ"
"อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อยันต์ทงเทียน มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น"
เฒ่าเทียนซือรู้สึกถึงความขัดแย้งแปลกประหลาดในตัวฉินโซ่ว
จะพูดยังไงดี?
จิตวิญญาณของเขาใสกระจ่าง แววตาสงบนิ่ง ไม่เหมือนภาพลักษณ์ของจอมมารชั่วช้าตามคำร่ำลือเลยสักนิด
เว้นแต่ว่าเขาจะบรรลุถึงขั้นเหนือโลกไปแล้วจริงๆ
แต่การก้าวข้ามขอบเขคนั้นมันยากเย็นแสนเข็ญ
"อ้อ เช่นนั้นเจ้ามาที่เขาหลงหู่ด้วยเหตุอันใด?"
"หรือเจ้าคิดจะอาศัยลูกไม้แพรวพราวมาปั่นหัวพวกตาแก่อย่างเราเล่น?"
ฉินโซ่วเกาหัวแก้เก้อเล็กน้อยเมื่อเฒ่าเทียนซือเอ่ยถาม
"เอ่อ... เหตุผลหลักคือคราวที่แล้วผมหาสถานที่ประชุมสิบอาวุโสไม่เจอ ครั้งนี้ถึงแม้คนจะมาไม่ครบ แต่ผมขอพูดตรงๆ เลยแล้วกัน"
"ผมหวังว่าในงานโร้วเทียนต้าเจี้ยวครั้งนี้ คนของฉวนซิ่งจะสามารถเข้าร่วมแข่งขันผ่านช่องทางปกติได้"
"เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ครั้งนี้ผมจะไม่ลงมือด้วยตัวเอง"
ใช้น้ำเสียงที่สงบนิ่งที่สุดเพื่อกล่าววาจาที่โอหังที่สุด
นี่คือสิ่งที่ฉินโซ่วสรุปได้จากอนิเมะและนิยายตบเกรียนนับไม่ถ้วน
ทุกคน ณ ที่นั้นมองดูเฒ่าเทียนซือและฉินโซ่วด้วยความสนใจ
พวกเขาอยากรู้ว่าเฒ่าเทียนซือจะปฏิเสธคนพาลผู้นี้อย่างไร
"ท่านเทียนซือ ยุคนี้เป็นสังคมที่ปกครองด้วยกฎหมาย หากคนของฉวนซิ่งทำผิดจริงๆ ก็ปล่อยให้กฎหมายลงโทษเถอะครับ!"
"การตั้งศาลเตี้ยลงทัณฑ์เองมันผิดกฎหมายนะครับ และมันจะยิ่งน่าขายหน้าถ้าดันถูกฆ่าตายเสียเอง"
มาถึงตรงนี้
ฉินโซ่วยักคิ้วให้ลู่ซื่อ เป็นการยั่วยุอย่างโจ่งแจ้ง
"แล้วถ้าข้าไม่ตกลงล่ะ?"
น้ำเสียงของเฒ่าเทียนซือค่อยๆ ทุ้มลึกขึ้น ท่ามกลางทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่ามีวงอักขระสีทองกำลังแผ่ขยายออกมาจากใต้ดิน ยกเว้นฉินโซ่ว
"ถ้างั้นเราคงต้องทำตามแผนเดิม"
ฉินโซ่วถอนหายใจและนวดขมับอย่างกลัดกลุ้ม
"ผมล่ะอิจฉาพวกสำนักฝ่ายธรรมะจริงๆ เวลาสั่งงานลูกศิษย์ ทุกคนต่างฮึกเหิมพร้อมลุยน้ำลุยไฟ"
"ไม่เหมือนผม ทุกครั้งที่สั่งงานพวกสวะนั่น ต้องเปลืองแรงทุกที อิจฉา ริษยา และเกลียดชังจริงๆ พับผ่าสิ!"
"ถ้าเช่นนั้น ผู้อาวุโสทุกท่าน ผู้น้อยขอลา!"
ทันทีที่ฉินโซ่วพูดจบ อักขระสีทองนับไม่ถ้วนก็พุ่งขึ้นจากพื้นดิน ปกคลุมท้องฟ้าและพุ่งเข้าใส่จุดที่ฉินโซ่วยืนอยู่
ประกายแสงสีเงินสายหนึ่งวูบหายไปในพริบตา และฉินโซ่วก็อันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย