เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 190 - เส้นทางที่ฉันเลือกเดิน (7) [15-08-2019]

บทที่ 190 - เส้นทางที่ฉันเลือกเดิน (7) [15-08-2019]

บทที่ 190 - เส้นทางที่ฉันเลือกเดิน (7) [15-08-2019]


บทที่ 190 - เส้นทางที่ฉันเลือกเดิน (7)”

 

หลังจากนายูนาหายไปก็ผ่านไปแล้วหลายชั่วโมง

เขาได้เห็นท้องฟ้าที่ถูกย้อมเป็นสีแดงขึ้น นี่ไม่ใช่พระอาทิตย์ตกตามปกติ มันดูราวกับว่าท้องฟ้าถูกย้อมไปด้วยเลือด

"ทำไมถึงไม่มีใครเลย"

ยูอิลฮานได้ถอนหายใจออกมาหลังจากพูดขึ้น ไม่ว่าเขาจะค้นหายังไงก็ไม่มีร่องรอยมนุษย์แม้แต่คนเดียวอยู่บนโลกในตอนนี้เลยนอกไปจากเขา

นอกไปจากนี้สิ่งมีชีวิตชั้นสูงเพียงตนเดียวที่อยู่ที่นี่ก็มีแต่เลียร่า เธอยังได้เลือกคำพูดมาปลอบเขา

[บางทีเด็กๆอาจจะถูกส่งออกไปพร้อมพ่อแม่ก็ได้นะ]

"ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็ดี แต่ว่าใครจะรู้หาก..."

ยูอิลฮานคิดว่าเลียร่าคิดในแง่ดีมากเกินไป นอกไปนั้นเขาก็คิดว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ไม่ปราณีแบบนั้นด้วย

เด็กๆที่ไม่มีโลกเชื่อมต่ออยู่แต่็ยังโดนคำสาปจากวงเวทย์ จะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กๆกันนะ? แค่คิดก็ทำให้เขาเหยื่อตกแล้ว

"ฉันไม่อยากจะให้สิ่งที่ฉันคิดเป็นเรื่องจริงนะ แต่ว่าถ้าเด็กๆติดอยู่ในดันเจี้ยนที่ฉันไป..."

[ฉันก็ไม่อยากจะคิดเลย]

ยูอิลฮานไม่สนใจว่าใครกำลังจะตายหากเขาช่วยไม่ได้ แต่ว่าเขาก็ไม่ใช่บุรุษเหล็กที่จะไม่ห่วงเลยทั้งๆที่กำลังเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่อยู่ต่อหน้า

แน่นอนว่าคนที่เขาเป็นกังวลมากที่สุดเลยก็คือยูมิล หากว่ายูอิลฮานเป็นคนเดียวที่ไปดันเจี้ยนนั้นก็คงดี แต่ว่าลูกของเขาที่ยังไม่โตเป็นมังกรเต็มวัยจะทนอยู่ที่นั่นได้หรอ? แค่คิดแบบนี้ริมฝีปากของเขาก็แห้งเผือดแล้ว

"มิลก็มีต้านทานคำสาประดับสูงเหมือนกัน การที่มิลทนไม่ได้มัน..."

[ยังไงก็ตามนายนะมีต้านทานคำสาประดับสูงที่มีเลเวลสูงเพราะใช้เวลาในนรกนั่นถึงสองปี แต่ว่ามิลไม่ได้เป็นแบบนั้น... แต่ก็ใจเย็นก่อนนะ นายก็รู้ว่ามิลแข็งแกร่ง]

"ฉันคิดว่าฉันจะไปดันเจี้ยนนั่น"

หากเขาได้สร้างประตูมิติไปที่นั่นด้วยวังวนก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ว่าในระหว่างไปรอบโลก เขาก็ไม่เจอวังวนแม้แต่แห่งเดียว

โลกจะยังมีวังวนเกิดขึ้นมาอีกไหม? ยูอิลฮานคิดว่าคำตอบก็คือไม่ บางทีหลังจากที่มหาภัยพิบัติขั้นที่ 2 มีวังวนเกิดขึ้นมากอาจจะเป็นในส่วนการพัฒนาของโลกก็ได้

โลกที่ได้รับบันทึกจำนวนมหาศาลทั้งทางตรงและทางอ้อมจากวังวนได้เป็ฯผลทำให้โลกได้พัฒนามามากจนถึงขั้นที่ทำให้เกิดมหาภัยพิบัติขั้นที่ 3 ขึ้นมา

[และเมื่อการพัฒนากำลังเกิดขึ้นมนุษย์ทั้งหมดก็ถูกขับไล่ออกไป เหมือนกับว่าโลกไม่ต้องการมนุษย์อีกต่อไป]

"นี่มันเป็นไปได้ด้วยงั้นหรอ?"

[หากเป็นในโลกอื่นๆก็คงจะเป็นไปไม่ได้ แต่ก็อย่่างที่นายเคยพูดว่าในโลกนายปัจจุบันนี้มันอาจจะเป็นไปได้ก็เพราะว่ามันได้ดูดเอาบันทึกจำนวนมหาศาล ตัวโลกเองเพียงอย่างเดียวก็จะไปถึงโลกระดับสูงได้เลย]

เมื่อได้ฟังแบบนี้ยูอิลฮานเริ่มรู้สึกแย่แล้ว พัฒนาไปได้ด้วยตัวเอง? นี่มันดูคล้ายกับสิ่งที่เขากำลังค้นหาอยู่เลยนี่

แตกว่าโลกนี้แตกต่างไปจากยูอิลฮานอย่างมาก ตัวยูอิลฮานเขามีพรสวรรค์ในการอยู่ตัวคนเดียวในฝูงชนใหญ่ๆ แต่ว่าโลกใบนี้ทำการขับไล่คนอื่นๆออกไปหมดเพราะแค่ต้องการอยู่คนเดียว นี่มันต่างกันมากๆ

ในเมื่อวิธีการสร้างประตูมิติจากวังวนไม่ได้ผล ถ้างั้นวิธีเดียวที่เหลืออยู่ก็คือสกิลข้ามมิติ เขาก็ไม่ได้อย่างจะใช้เพราะสกิลนี้ใช้ทรัพยากรมาก แต่ว่าในตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่เขาต้องมาห่วงเรื่องทรัพยากรแล้ว

"...หืม"

แต่นี่ก็มีเป็นปัญหาเช่นกัน

เขาใช้งานสกิลข้ามมิตไม่ได้

[ทำไมกัน?]

"ฉันกระโดดเข้าไปในดันเจี้ยนนั้นไม่ได้"

[แม้แต่ข้ามมิติก็ไม่ได้หรอ? ทำไมล่ะ?]

"ถึงแม้ว่ามันจะยอมรับได้ยาก แต่ดูเหมือนว่าฉันจะยังไม่ได้เข้าใจดันเจี้ยนนั้นโดยสมบูรณ์น่ะ..."

นี่มันยังไม่มากพอหรอ? เขาได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นมาตั้ง 2 ปี แล้วมันก็ยังไม่มากพอ? ยูอิลฮานไม่อยากจะเชื่อตัวเขาเองและพยายามจะใช้ข้ามมิติหลายต่อหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเหมือนเดิม

ยูอิลฮานได้รู้ถึงความจริงและตระหนกขึ้นมา วิธีทางออกสุดท้ายของเขาไม่ได้ผลแล้ว

"ทำยังไงดี ตอนนี้ถ้ามิลอยู่ที่นั่นฉันก็ทำอะไรไม่ได้..."

[ยอมรับเถอะนะ]

เลียร่าได้ดึงผมของยูอิลฮาน

[มิลจะไม่เป็นไร ถ้าหากเด็กแรกเกิดคนอื่นๆอยู่กับเขาด้วย เด็กพวกนั้นก็จะปลอดภัยเหมือนกัน]

"แต่ว่าถ้ามิลเจอกับศัตรูที่...."

[ถ้านายเริ่มคิดแบบนี้มันก็ไม่จบสิ้นหรอกนะ นี่สู้ๆสิ คนที่ทำอะไรในสถานการณ์แบบนี้ได้มีแต่นายนะอิลฮาน ฉันคิดผิดงั้นหรอ?]

"..."

ยูอิลฮานได้เงยหน้าขึ้นมา ในตอนนี้เขาไม่อาจจะหาร่องรอยใดๆของมนุษย์บนโลกได้แม้ว่าจะวนรอบโลกหลายต่อหลายครั้ง มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่อยู่บนโลกและทำอะไรซักอย่างในสถานการณ์แบบนี้ได้

[ในคราวนี้มันต่างไปจากเมื่อพันปีก่อน นายจะต้องไม่ใช่แค่พัฒนาตัวนายเองเท่านั้น แต่นายจะต้องเริ่มรุกกลับด้วย]

"...จริงด้วย"

เขาได้กำหมัดแน่นสูดหายใจลึก การสูดหายใจนี้ทำให้เขากลับมาใจเย็นและใบหน้าที่ซีดได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ในตอนนี้ความตกใจมันไม่ได้ช่วยแก้อะไรเลย เขาได้รู้ตัวแล้วว่าในเวลาแบบนี้ความสิ้นหวังไม่ได้ช่วยอะไร

[ก่อนอื่นลงมือกันเถอะ ในท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้โลกนี้เป็นคนทำใช่ไหมล่ะ? ถ้างั้นสิ่งที่นายทำก็เรียบง่ายเหมือนกัน]

"ใช่แล้ว เธอพูดถูก"

ในตอนนี้เขาได้กลับมาเป็นตัวเองแล้ว ยูอิลฮานได้หยิบหอกมังกรแปดหางออกมาพึมพัมในทันที

"ฉันแค่จำเป็นต้องจัดการเจ้าโลกเวรนี่"

[ดูเหมือนนายจะสรุปได้แล้วนะ...]

ถ้าโลกเล่นใหญ่แบบนี้ถ้างั้นเขาก็แค่โต้กลับไปในแบบเดียวกัน ถ้าเขาทำลายทุกๆอย่างที่มองเห็น เขาก็น่าจะสามารถหาดันเจี้ยนเจอได้เหมือนกัน ถ้าตาเขามองไม่เห็น ก็ขุดมันหาไปเรื่อยๆนี่แหละ!

หลังจากเจอดันเจี้ยน เขาก็จะเข้าไปค้นหามิลรวมไปถึงเด็กคนอื่นๆแล้วก็ทำลายอะไรก็ตามที่เขาคิดว่าเป็นศัตรู ในตอนนี้เขาได้ตัดสินใจที่จะไม่คิดถึงความเป็นไปได้แย่ๆแล้ว

ใช่แล้ว หลังจากนั้น...

ยูอิลฮานได้มองไปที่เลียร่าอย่างสงสัย เขาเคยบ่นมาตลอดว่าทูตสวรรค์ไม่ได้ช่วยอะไร แต่ในเวลาแบบนี้เขากลับเชื่อใจได้แต่ทูตสวรรค์ผู้พิทักษ์ของเขา

"ถ้างั้นต่อจากนั้นล่ะ....? มีวิธีแบบไหนที่จะพาคนกลับมา?"

[...มันไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีเลย นายก็แค่ต้องทำให้โลกเป็นโลกระดับสูง จากนั้นโลกก็จะเปิดรับทุกๆอย่างและกลายเป็นพื้นที่สงคราม ในกรณีแบบนี้คนบนโลกก็จะสามารถกลลับมาที่บ้านเกิดได้ พวกเขาจะได้มีสิทธิเลือกที่จะกลับมาที่โลกนี้หรือใช้ชีวิตในอีกโลก]

และด้วยคำตอบที่ชัดเจนของเลียร่าในคราวนี้ ยูอิลฮานได้แต่ตอบกลับออกไปอย่างสนุกสนาน

"นี้มันง่ายมาก ชัดๆเลยคือฉันก็แค่ต้องทำลายทุกๆอย่างซะ"

[...ฉันขอเตือนก่อนนะ มันไม่ได้ง่ายเลยอิลฮาน ถึงด้วยความสามารถของนายนายจะสามารถปรับตัวได้ไม่ว่าโลกจะเกิดอะไรขึ้น แต่ว่าปัญหาก็คือช่วงระยะเวลาที่โลกจะต้องใช้พัฒนาไปเป็นโลกระดับสูง การเกิดขึ้นของโลกระดับสูงต้องการทั้งเวลาและโชคอย่างมาก มากถึงมากที่สุด มากยิ่งกว่าการเกิดของสิ่งมีชีวิตชั้นสูง...]

การพัฒนาของโลกได้เร็วขึ้นเพราะหลายๆองค์ประกอบอย่างการพัฒนาของมนุษยชาตและการตายของมอนสเตอร์ รวมไปถึงจำนวนมานาที่โลกมีอยู่ด้วย

จนถึงตอนนี้โลกได้เติมเต็มเงื่อนไขเหล่านั้นมากพอแล้ว และมีการพัฒนาที่โลกอื่นเทียบไม่ติดเลย แต่ว่าในตอนนี้มนุษยชาติได้หลุดออกไปจากการคำนวนแล้ว

ถึงแบบนั้นโลกก็ยังจะพัฒนาเร็วมากๆเช่นเดิม แต่ว่าด้วยความที่องค์ประกอบอย่างมนุษยชาติหายไปก็เป็นธรรมดาที่จะไม่เร็วเท่าเก่า

สำหรับสิ่งมีชีวิตชั้นสูงแล้วแนวคิดเรื่องวันเวลาไม่ได้มีความหมายกับพวกเขาทำให้เรื่องความล่าช้าในการพัฒนาของโลกไม่ใช่ปัญหาเลย นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเลือกทำแบบนี้

ยังไงก็ตามสำหรับยูอิลฮานและมนุษย์คนๆอื่นนี่มันคือปัญหาใหญ่มากๆ ไม่ต้องพูดถึงใครอื่นเลยต่อให้เป็นยูอิลฮานเขาก็ไม่อาจจะมีชีวิตได้ยาวนานเกินไป หากเขาไม่กลายเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงในท้ายที่สุดเขาก็ต้องตาย

[พวกมันอาจจะต้องการให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น หลังจากมนุษย์โลกนี้ได้สูญสิ้นเผ่าพันธ์หมดอายุขัยไปแล้ว พวกมันก็จะมาที่นี่อย่างสะดวกสบายและปักธงในสถานที่ที่เรื่องว่าโลกให้เป็นอาณาเขตของมัน การที่แผนแบบนี้ออกมาจากพวกเมล็ดพันธุ์ที่น่าขยะแขยงอย่างกองทัพจรัสแสงกับกองทัพปีศาจแห่งการทำลาย นี่มันคือแผนที่สมบูรณ์แบบมากๆ... แล้วก็น่าเสียดายที่เราพลาดท่ามันจริงๆแล้วด้วย]

"ไม่ มันไม่เป็นไรหรอก"

ยังไงก็ตามยูอิลฮานปฏิเสธในคำพูดของเธอ มันไม่น่าเชื่อเลยว่าเมื่อก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะตระหนกจากความคิดด้านลบมา

"ฉันจะทำให้มันไม่เป็นไรเอง"

[ยังไงล่ะ...?]

"ฉันแค่จัดการเองคนเดียวไง ก็เหมือนที่ฉันทำมาตลอดมันจะต้องดีขึ้นแน่"

[...]

ยูอิลฮานเคยพึ่งพาคนอื่นงั้นหรอ? ในช่วงเวลาตัดสินเด็ดขาดแบบนี้มีแต่ตัวเขาเองที่เชื่อใจได้

วิวัฒนาการล่าช้างั้นหรอ? หมดอายุขัยตางั้นหรอ? ถ้างั้น ถ้ายูอิลฮานสามารถสร้างผลกระทบกับโลกที่เทียบเท่ากับคนพันล้านคนได้ถ้างั้นการพัฒนาล่าช้าก็จะไม่เกิดขึ้น นี่คือคำตอบที่ง่ายแสนง่าย

[...ฉันคิดแบบนี้ในเวลาอย่างตอนนี้เสมอเลย ฉันค่อนข้างจะกลัวว่านายอาจจะทำแบบนั้นสำเร็จจริงๆ]

"ฉันจะไม่อาจจะทำสำเร็จ แต่ฉันจะทำสำเร็จ"

เขาได้ยืนหยัดอดทน เดินไปต่อและทำทุกๆอย่างให้สำเร็จเพียงลำพังมาเสมอ ดังนั้นในคราวนี้เขาก็ต้องทำมันได้เช่นกัน มันไม่ได้ต่างกันเลย ไม่ต่างกัน

จนถึงตอนนี้เองยูอิลฮานก็รู้สึกตัวและเขกหัวตัวเอง

"ไม่สิ เลียร่า เธออยู่ข้างฉันเสมอมา ฉันลืมเรื่องนี้อีกแล้วแหะ"

[ใช่ อย่าได้ลืมสิ ฉันจะอยู่ข้างนายเสมอ นี้เป็นการตัดสินใจตั้งแต่เมื่อพันปีก่อนแล้ว]

เลียร่าได้ตอบทั้งๆที่หน้าแดง ในตอนนี้ต่างไปจากเมื่อพันปีก่อน ไม่ว่าการติดต่อใดๆจากสวรรค์ก็ถูกตัดขาด พวกเธอถูกทิ้งแล้ว แต่ถึงแบบนั้นเธอก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ยูอิลฮานได้กลายมาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในใจของเธอมานานจนเกินไปแล้ว

"ถ้างั้นตอนนี้ก็"

ยูอิลฮานได้มองออกไปรอบๆ ในความเป็นจริงแล้วในตอนนี้ไม่มีเวลาให้มายืนเฉยสบายๆแล้ว ตอนนี้โลกกำลังเปลื่ยนไปตลอดเวลาเพราะมหาภัยพิบัติขั้นที่ 3

บริเวณพื้นดินทั้งยุบหรือยื่นขึ้นมา ทวีปเคลื่อน เกิดแผนดินไหวครั้งใหญ่ คลื่นน้ำวนที่โผล่ขึ้นมากลางทะเลจนเกิดเป็นเสาน้ำยักษ์ขึ้นมา ในบางส่วนของท้องฟ้าก็ยังเกิดดันเจี้ยนขึ้นมาจากรอยแยกเวทมนตร์ที่เกิดขึ้นมา การเปลื่ยนแปลงนี้รุนแรงยิ่งกว่าการเกิดมหาภัยพิบัติขั้นที่ 4 ในดาเรย์เสียอีก

ในตอนนี้ยูอิลฮานได้กางปีกของเขาออกมาและพูดอย่างกล้าหาญ

"อย่างแรกกลับไปที่คฤหาสน์กันก่อนเถอะ"

[ใช่แล้ว ถึงรีบไปก็ไม่มีอะไรเปลื่ยน ดังนั้นก็นอนพักซะคืนแล้วค่อยมาคิดกัน... ตอนนี้นายจะให้ฉันนอนข้างๆแล้วใช่ป่ะ?]

เลียร่าได้เริ่มจู่โจมในทันทีที่ตั้งสติได้ แม้ว่าเธอจะถูกสงบในสถานการณ์ร้ายแรงแบบนี้ แต่เธอก็ไม่พอใจกับจูบของนายูนาอย่างมาก ดังนั้นเธอก็เลยพยายามจะทำแบบนี้

"ไม่ ฉันไม่ได้กำลังจะไปนอน"

ยูอิลฮานได้ส่ายหัวออกมา

"สองเดือนต่อจากนี้ ฉันมีงานใหญ่ที่จะต้องเริ่มทำ"

[...อิลฮานอย่าบอกฉันะว่า]

"เธอคิดถูกแล้ว"

ยูอิลฮานได้ตอบกลับมา

"ฉันกำลังจะไปสร้างป้อมปราการลอยฟ้า"

จบบทที่ บทที่ 190 - เส้นทางที่ฉันเลือกเดิน (7) [15-08-2019]

คัดลอกลิงก์แล้ว