- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาแก้ไขอดีต แต่ดันเผลอไปจีบสาวทั่วโรงเรียนซะงั้น
- บทที่ 155 - อันหลาน: นายยังกล้าหมายตาเงินค่ารื้อถอนบ้านฉันอีกเหรอ
บทที่ 155 - อันหลาน: นายยังกล้าหมายตาเงินค่ารื้อถอนบ้านฉันอีกเหรอ
บทที่ 155 - อันหลาน: นายยังกล้าหมายตาเงินค่ารื้อถอนบ้านฉันอีกเหรอ
เหอซูเจี๋ยเก็บกวาดข้าวของ จัดการใส่ถุงขยะเรียบร้อย
สวีหว่านถิงดื่มเบียร์ที่เหลือจนหมด กินมื้อดึกจนเกลี้ยง แล้วถึงกลับเข้าห้อง
เหอซูเจี๋ยเพราะสะดุ้งตื่นเมื่อครู่ ความง่วงเลยหายไปบ้าง
เธอรินน้ำดื่ม นวดคลึงหว่างคิ้ว
ในห้องนอน หลินอี้นอนมองเพดาน จมอยู่ในห้วงความคิดอันลึกซึ้ง
สวีหว่านถิง ยัยตัวแสบคนนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ
————
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินอี้ตื่นแต่เช้าตรู่
ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง...
ซูเข่อเนี่ยน: เจ้าถั่วแระ (เหมาโต้ว) เป็นเชื้อราแมว
หลินอี้: กินมื้อเช้าก่อน กินเสร็จค่อยไปคลินิกสัตว์ ซื้อยามาทาให้มันหน่อย
ซูเข่อเนี่ยน: เธอจะกินอะไร เดี๋ยวเราไปซื้อให้
หลินอี้สัมผัสได้ถึงความร้อนรนในตัวหนังสือของซูเข่อเนี่ยน ก็อดขำไม่ได้ แค่แมวเป็นเชื้อราจะตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น?
"ซื้อเครปไข่มาสองอันแล้วกัน อันเดียวพี่ไม่อิ่ม"
"อื้อ"
หลินอี้ล้างหน้าแปรงฟัน เหอซูเจี๋ยกับสวีหว่านถิงยังไม่ตื่น
พอเขาไปถึงหน้าโรงเรียน ซูเข่อเนี่ยนหน้าแดงระเรื่อ สวมเสื้อนวมยืนอยู่ข้างแปลงดอกไม้ ขาเรียวเล็ก สวมรองเท้านวมสีแดง ดูน่ารักและเชื่อฟัง
พอเห็นหลินอี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา "ซื้อมาแล้ว ใส่แฮมกับเนื้อสันใน"
"ตอนนี้คลินิกสัตว์ยังไม่เปิดหรอก อย่างเร็วก็แปดโมงครึ่ง เดี๋ยวรอหลินเสี่ยวเว่ยมาถึง พี่จะให้เขาพาเธอไปคลินิก อากาศหนาวขนาดนี้ รีบกลับหอพักไปเถอะ"
ซูเข่อเนี่ยนเม้มปาก เหมือนจะไม่มีวิธีอื่นแล้ว
หลินอี้เดินเล่นในโรงเรียน นักศึกษาหลายคนลากกระเป๋าเดินทางแต่เช้าตรู่ นั่งรถโรงเรียนหรือรถไฟใต้ดินมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟ สนามบิน เพื่อเดินทางกลับบ้านเกิด
กัดเครปไข่ไปพลาง เดินไปถึงสนามกีฬาก็เห็นร่างคุ้นเคย หลินอี้เลยหาที่พิง
อันหลานสวมเสื้อนวม แม้ในฤดูหนาวก็ยังไม่ลืมที่จะออกกำลังกาย
หลินอี้นึกภาพไม่ออกเลยว่า ผู้หญิงแบบนี้จะเร่าร้อนได้ขนาดนั้น
หรือนี่จะเป็นตำนาน 'ภายนอกเย็นชา ภายในร้อนแรง'
อันที่จริง รุ่นพี่อันหลานก็ดูสูงส่งและเย็นชาจริงๆ นั่นแหละ
เธอยิ้มให้บ้างก็จริง แต่รอยยิ้มของเธอไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น มันเป็นรอยยิ้มที่เรียบเฉย
ในความทรงจำของหลินอี้ รุ่นพี่อันหลานเป็นแบบนี้แหละ
ประธานสภานักศึกษา ผู้หญิงเก่งแบบนี้ ทำให้ผู้ชายรู้สึกภูมิใจและเติมเต็มความรู้สึกเหนือกว่าได้จริงๆ
"มาทำอะไร?"
"กินมื้อเช้าไง"
"แฟนกลับไปแล้วเหรอ?"
"อือ"
อันหลานมองเขาแวบหนึ่ง แล้ววิ่งต่อ
วนมาอีกรอบ อันหลานถึงถาม "นายจะไปเซี่ยงไฮ้ใช่ไหม วันนี้วันที่ยี่สิบสี่"
"เครื่องออกเก้าโมงกว่า ไปเที่ยวด้วยกันไหม?"
"เอาสิ"
"?"
หลินอี้มุมปากกระตุก เขาแค่ชวนตามมารยาทเฉยๆ นะ
"จะไปจริงเหรอ?"
"ไปสิ ทำไมจะไม่ไปล่ะ?"
อันหลานตัวมีไอร้อนระอุ ดื่มน้ำต้มสุกอุ่นๆ ไปอึกหนึ่ง "ช่วยซื้อตั๋วเครื่องบินให้หน่อยสิ ได้ไหม?"
"งั้นผมต้องเลื่อนตั๋วเป็นรอบถัดไปนะ"
"งั้นนายก็เลื่อนสิ"
"......"
หลินอี้คิดว่าคราวที่แล้วคงไม่ได้ดั่งใจเธอ คราวนี้เธอเลยรอจังหวะที่เขาพูดเล่นนี่แหละ
ผู้หญิงคนนี้ เจ้าคิดเจ้าแค้นชะมัด
อันหลานยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไม่ถึงดวงตา "วางใจเถอะ ฉันไม่ทำให้นายลำบากใจหรอก เราสองคนเป็นแค่เพื่อนกัน"
พูดจบ อันหลานก็เดินจากไป
"เพื่อนที่ดีมากๆ ด้วย"
หลินอี้เสริมไปอีกประโยค
อันหลานยักไหล่
เจ็ดโมงกว่า หลินเสี่ยวเว่ยก็วิ่งมา "ฟู่เสวี่ยเอ๋อร์ หวังผิงพวกนั้นกลับกันหมดแล้ว ซูเข่อเนี่ยนล่ะ?"
"พี่ให้เขามาแล้ว"
หลินอี้ส่งข้อความหาซูเข่อเนี่ยน
ร้านยังไม่เปิด หลินเสี่ยวเว่ยวันนี้แต่งตัวสวยเช้ง อดไม่ได้ที่จะพูดว่า "หลินอี้ ฉันชอบเสื้อนวมของซูเข่อเนี่ยนจัง"
"ก็ไปแย่งมาสิ"
"เหอะๆ ซูเข่อเนี่ยนหวงอย่างกับสมบัติ เห็นเธอแขนขาเล็กๆ แบบนั้น แรงเยอะจะตาย เยอะกว่าฉันตั้งแยะ"
หลินอี้ยิ้ม "แหงล่ะ เขาทำงานนามาตั้งแต่เด็ก จะเหมือนเธอที่ถูกประคบประหงมมาเหรอ?"
"ใครถูกประคบประหงมยะ!"
"เดี๋ยวว่างๆ พาไปซื้อ"
"ขอบคุณค่ะ"
หลินเสี่ยวเว่ยยิ้มแก้มปริ มองหลินอี้ตาหวานฉ่ำ มี 'พี่ชายที่แสนดี' คอยซื้อเสื้อผ้าให้ ดีจริงๆ หาเงินได้แล้วก็ไม่ลืมน้องนุ่ง
สักพัก ซูเข่อเนี่ยนหิ้วกรงแมววิ่งกระหืดกระหอบมา
ต้องใส่เสื้อนวมหนาๆ แบบนี้แหละ หลินเสี่ยวเว่ยถึงจะไม่รู้สึกอิจฉาไขมันของซูเข่อเนี่ยน
"เสี่ยวเว่ย..."
"เอามาให้ฉันดูหน่อย"
เจ้าถั่วแระได้รับการดูแลอย่างดีจากซูเข่อเนี่ยน ไม่ค่อยกลัวคนแล้ว
หลินเสี่ยวเว่ยจับออกมาเล่น "นุ่มนิ่มตัวอุ่นๆ น่ารักจัง"
เธอกำลังคิดอยู่พอดี ว่าจะเลี้ยงแมวสักตัวดีไหม
พอดีเลย มีเงินแล้วซื้อตัวสวยๆ กว่านี้ได้
"งั้นพวกเราไปแล้วนะ"
"ไปเถอะ"
หลินอี้พิมพ์นิยายรอ จนเกือบแปดโมงครึ่งถึงส่งข้อความหาอันหลาน
ไม่นาน อันหลานสวมเสื้อนวมสะพายกระเป๋าก็เดินเข้ามาในร้าน
เธอค้นกระเป๋า ของสีดำชิ้นหนึ่งร่วงลงพื้น
หลินอี้ชำเลืองมอง มีลวดลายลูกไม้ด้วย มุมปากกระตุก "รุ่นพี่ คุณเล่นท่ายากจังนะ!"
อันหลานทัดผม "ไม่ชอบเหรอ?"
"ซื้อที่ไหนเนี่ย?"
"เถาเป่า ร้านขายชุดชั้นในเซ็กซี่โดยเฉพาะ เห็นว่ากำไรดีมากเลยนะ"
"นั่นสินะ..."
มีไอ้แก่คนหนึ่งเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้ ถึงขั้นเปิดสายการผลิตของตัวเอง อีกสิบปีข้างหน้ามูลค่าบริษัทปาเข้าไปร้อยล้านแล้ว
หลินอี้คิดว่าด้วยรสนิยมและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของเขา ถ้าเปิดโรงงานผลิตชุดชั้นในเซ็กซี่ รับรองรวยเละ
"รุ่นพี่ สนใจลงทุนไหม?"
"ลงทุน?" อันหลานถามอย่างสงสัย
หลินอี้พยักหน้า ในใจเขามีโครงการลงทุนเพียบ พอเห็นของที่รุ่นพี่หยิบออกมา ความทรงจำที่ถูกปิดผนึกไว้ในสมองก็หลั่งไหลออกมา
ขอแค่ลงมือทำ ก็ทำเงินได้
แถมยังเป็นเงินก้อนโตด้วย
"ยังไงซะรุ่นพี่เรียนจบไป ก็คงไม่อยากไปเป็นลูกจ้างเขาหรอกใช่ไหม?"
อันหลานครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็เข้าใจความหมายของหลินอี้ทันที "นายจะลงทุนในตัวฉันเหรอ?"
"ไม่ๆๆ ลงทุนซึ่งกันและกันต่างหาก"
"หมายความว่าไง?"
หลินอี้ยิ้มถาม "บ้านคุณจะรื้อถอนเมื่อไหร่?"
อันหลานชะงัก สีหน้าเหลือเชื่อ "นายเป็นถึงเจ้าของบริษัท ยังกล้ามาหมายตาเงินค่ารื้อถอนบ้านฉันอีกเหรอ?"
อันหลานเป็นลูกโทน หลินอี้เคยได้ยินมา
รอให้บ้านเธอรื้อถอน อย่างน้อยก็ได้ค่าชดเชยหลายล้านถึงสิบล้าน ถ้าไม่เอามาลงทุนก็น่าเสียดายแย่
"รุ่นพี่ อย่าเพิ่งของขึ้น"
หลินอี้ชี้ไปที่หัวตัวเองยิ้มๆ "คุณเชื่อมั่นในตรงนี้ของผมไหม?"
"สมอง?"
อันหลานกอดอก "เชื่อสิ"
หลินอี้ถึงพูดต่อ "คุณออกเงิน ผมออกไอเดีย ได้กำไรแบ่งให้ผม"
"แล้วถ้าขาดทุนล่ะ?"
"รุ่นพี่บอกว่าเชื่อใจผมแล้วนี่ ถ้าขาดทุน ผมก็คงต้องใช้ร่างกายชดใช้แล้วล่ะ ใครใช้ให้ผมเหลือแต่ตัวล่ะครับ"
อันหลานนั่งตัวตรง จ้องตาเขาแล้วพูดทีละคำอย่างจริงจัง "หลินอี้ นายเป็นผู้ชายที่หน้าด้านที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาในชีวิต จะมีใครหน้าด้านกว่านี้ไหมไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ก่อนหน้านี้ไม่มีใครเกินนายแน่นอน"
"ขอบคุณที่ชมครับรุ่นพี่"
หลินอี้ยักไหล่ ทำธุรกิจย่อมมีความเสี่ยง ความเสี่ยงนี้เขาสามารถหลีกเลี่ยงได้ กำไรชัวร์
ขอแค่อันหลานรุ่นพี่เชื่อใจเขา แค่คำเดียว
มีคนมาช่วยหาเงิน ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว หลินอี้ทำไมจะไม่ทำล่ะ อย่างมากก็แค่ขายไอเดีย
ต่อให้อันหลานกลับคำ ก็แค่เงินไม่กี่ตังค์
"ไปกันเถอะ สายแล้ว"
อันหลานสะพายกระเป๋าเดินนำหน้า
หลินอี้พับคอมฯ ใส่กระเป๋า โยนไว้หลังรถ ขึ้นรถแล้วถึงถาม "ว่าไง ข้อเสนอเมื่อกี้ของผม?"
"นายพูดจริงเหรอ?"
"บ้านคุณรื้อถอนได้เงินเท่าไหร่?"
อันหลานพูดไม่ออก
นายพูดแบบนี้ ฉันจะคิดว่านายกำลังหมายตาเงินค่ารื้อถอนบ้านฉันอยู่นะ
กลิ่นความโลภของนาย ช่วยเพลาๆ ลงหน่อยได้ไหม?
"พ่อบอกว่าอย่างน้อยก็แปดล้าน บ้านอีกสิบหลังน่าจะได้ แล้วก็เงินฝากอีกนิดหน่อย"
ถ้าไม่ไว้ใจหลินอี้ อันหลานคงไม่บอกเรื่องนี้ให้เขารู้
"เชี่ย!"
หลินอี้หลุดปากสบถ นี่มันเศรษฐีที่แท้ทรู
ปี 2008 ค่ารื้อถอนแปดล้าน แถมบ้านอีกสิบหลัง โรงแรมบ้านคุณมันใหญ่ขนาดไหนกันเนี่ย
บ้านสิบหลังนี้ อีกสิบปีราคาพุ่งไปกี่เท่า
แปดล้านถ้าเอามาทำธุรกิจ อนาคตเป็นเศรษฐีร้อยล้านได้สบาย
อันหลานขมวดคิ้วเรียว "เทียบกับนายไม่ได้หรอก"
"รื้อเมื่อไหร่?"
"มิถุนายนปีหน้า"
หลินอี้พูดว่า "รุ่นพี่ ผมต้องการคุณ"
อันหลานคลายคิ้วที่ขมวด ยิ้มบางๆ "นายต้องการเงินของฉันต่างหาก"
"ไม่ๆๆ คนผมก็จะเอา"
"......"
คุยกับอันหลานอย่างจริงจังตลอดทาง อันหลานดูเหมือนจะฟังออกว่าหลินอี้เอาจริง ไม่ได้ล้อเล่น "ลงทุนอะไร?"
"ก็ลงทุนไอ้ชุดชั้นในเซ็กซี่ที่ร่วงออกมาจากกระเป๋าคุณเมื่อกี้นั่นแหละ"
"?"
อันหลานแย้ง "วงการนี้มีคนทำแล้วนะ"
"แล้วไง?"
หลินอี้พูดจริงจัง "ผมไม่คิดว่าสมองและไอเดียของผมจะด้อยกว่าคนอื่น"
เรื่องดีไซน์ เรื่องความชอบของผู้ชาย ใครจะล้ำหน้าไปกว่าเขา?
"ฉันยังตัดสินใจไม่ได้ รอเรื้อถอนแล้วค่อยปรึกษากับที่บ้านอีกที"
"ได้"
หลินอี้พูดขึ้นมาว่า "ผมรู้จักคนเยอะ"
อันหลานคิดตาม ก็เข้าใจความหมายทันที หมายความว่ามีเส้นสายนั่นเอง
"ประเด็นคือทำธุรกิจนี้ เราสองคนสามารถทดลองสินค้าด้วยตัวเองได้ ว่าดีหรือไม่ดี"
"หุบปาก!"
อันหลานค้อนขวับ หน้าด้านจริงๆ
หลินอี้ยิ้ม เขาพูดความจริงทั้งนั้น การปฏิบัติคือกุญแจสู่ความจริง ไม่ลองแล้วจะรู้ผลลัพธ์ได้ยังไง
ไม่ลงแรง จะได้ผลตอบแทนเหรอ
"ร้านชานมวางแผนงานไว้หมดแล้ว รอฤดูใบไม้ผลิปีหน้าผมยังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ"
"ลงทุน?"
"ใช่ กู้เงินก้อนแรกสำหรับนักศึกษาดอกเบี้ย 0% ได้ กะว่าจะหาโปรเจกต์ลงทุนใหม่ๆ"
อันหลานพูดว่า "ฉันรอดูก่อน ถ้านายทำสำเร็จ ฉันจะพิจารณาโปรเจกต์ที่นายพูดเมื่อกี้"
"ได้"
แบบนี้ความสัมพันธ์ของเขากับอันหลานก็จะยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น
ไม่ใช่แค่เพื่อนรู้ใจ แต่เป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ รู้ไส้รู้พุงกันหมด
หลินอี้ไม่ได้แค่เล็งเงินของอันหลาน หรือแค่หวังเคลมร่างกายเธอ แต่ประเด็นคือเธอมีความสามารถจริงๆ
ผู้หญิงที่นั่งตำแหน่งประธานสภานักศึกษาหนานด้าได้ คุณคิดว่าความสามารถเธอจะไก่กาเหรอ?
แถมจากการคบหาดูใจในชีวิตประจำวัน หลินอี้สัมผัสได้ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่มีความทะเยอทะยานสูง มีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของสูง และมีความสามารถในการลงมือทำสูงมาก
คำว่า 'หญิงแกร่ง' เหมาะกับเธอที่สุด
พูดตามตรง ในด้านพวกนี้ ฉินอีอีกับซูเข่อเนี่ยนเทียบอันหลานไม่ติดฝุ่น
เผลอๆ ความสามารถเธอจะเหนือกว่าเหอซูเจี๋ยด้วยซ้ำ
————
ผ่านจุดตรวจค้น หาที่นั่งรอ
หลินอี้ถึงเห็นข้อความที่ฉินอีอีส่งมา
ฉินอีอี: ฉันคงทนผ่านวันนี้ไปไม่ได้แน่ แค่รอข้อความจากเธอก็หงุดหงิดใจจะแย่
หลินอี้: เพิ่งตรวจค้น เสร็จ เดี๋ยวจะขึ้นเครื่องแล้ว
ฉินอีอี: ดูสิ ฉันแค่พูดมากไปไม่กี่คำ พี่ชายก็ทำท่าทีแบบนี้ใส่
หลินอี้: ?
ฉินอีอี: พี่ชายคงจะเบื่อหน่ายแล้วสินะ ถึงได้ตอบฉันส่งๆ แบบนี้
หลินอี้: นี่เธอเป็นฉินไต้อวี้หรือไง?
ฉินอีอี: พี่ชายตอบแชทเร็วแบบนี้ ตอบให้ฉันคนเดียว หรือว่าสาวๆ คนอื่นก็มีเหมือนกัน?
หลินอี้: ให้เธอคนเดียวจ้ะ
ฉินอีอี: พี่ชายหลินเป่าอวี้จะกลับมาเมื่อไหร่คะ?
หลินอี้: อีกวันสองวันก็กลับแล้ว
หลินอี้หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก อดขำไม่ได้
อันหลานสังเกตเห็นท่าทางของเขา ถามว่า "ใครน่ะ ดีใจขนาดนี้?"
"แฟนครับ"
"ไม่ใช่ซูเข่อเนี่ยนแน่ นิสัยอย่างเธอไม่มีทางพูดอะไรที่ทำให้นายยิ้มแบบนี้ได้หรอก"
อันหลานก้มหน้าอ่านหนังสือ พูดแทงใจดำ
อันที่จริงเรื่องความรักของหลินอี้ อันหลานไม่ได้สนใจเท่าไหร่ แต่กลับสนใจผู้หญิงในโทรศัพท์คนนั้นมากกว่า
ผู้หญิงแบบไหนกันนะ ที่ทำให้ผู้ชายเจ้าชู้ยิ้มได้ขนาดนี้
รอยยิ้มแบบนี้ อันหลานสาบานเลยว่าถ้าเป็นเธอ ชาตินี้คงไม่มีวันได้เห็นจากหน้าหลินอี้หรอก ในเมื่อไม่มีความเป็นไปได้ ก็ไม่ต้องไปหวังลมๆ แล้งๆ
หลินอี้เงยหน้ามองเธอ ผู้หญิงคนนี้เซนส์แรงเกินไปแล้ว
เซนส์แรงขนาดนี้เลยเหรอ?
แค่ฉันยิ้ม เธอก็ดูออกแล้ว?
แต่เธอเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจ
ก็นะ ตัวเขากับอันหลานก็เป็นแค่ความสัมพันธ์ทางกายไม่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวกันอยู่แล้ว
เที่ยวบิน ออกตรงเวลา
เครื่องบินเจอหลุมอากาศสั่นสะเทือนเล็กน้อย อันหลานทำหน้านิ่ง แต่เมือจิกแขนหลินอี้แน่น
"รุ่นพี่ ปกติครับ จะตายก็ตายด้วยกัน"
"หุบปากไปเลย"
ปากเสีย!
อันหลานขมวดคิ้ว เธอไม่ชอบนั่งเครื่องบิน
เครื่องบินนอกจากสะดวกแล้วก็น่ากลัว ส่วนวิวทิวทัศน์บนเมฆก็สวยดี แต่ดูบ่อยๆ ก็งั้นๆ ดูสักครั้งสองครั้งก็พอแล้ว สู้ภูเขาลำธารไม่ได้
หลินอี้เตือน "เดือนเมษายนปีนี้สถานีรถไฟจินหลิงใต้จะเปิดให้บริการแล้ว ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะไปซูหาง หรือเซี่ยงไฮ้ก็สะดวก ไม่ถึงสองชั่วโมง"
"เคยได้ยินข่าวมาบ้าง แบบนั้นก็สะดวกจริง"
ถ้าเลือกนั่งรถไฟไปเซี่ยงไฮ้ได้ เขาก็ไม่อยากนั่งเครื่องบิน ขับรถก็เหนื่อยก็ช้า
ขับรถสี่ชั่วโมง ขับได้แต่ขี้เกียจ
————
สิบเอ็ดโมงกว่า เครื่องลงจอด
ลมหนาวพัดวูบ นานๆ ทีจะนั่งรถไฟใต้ดินเซี่ยงไฮ้
อันหลานถาม "จองโรงแรมหรือยัง?"
"วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย"
"ตรงข้ามเดอะบันด์ที่ตอนกลางคืนเปิดไฟสีทองอร่ามนั่นน่ะเหรอ?"
"ใช่"
หลินอี้แน่นอนว่าไม่จองเพนนินซูล่า ครั้งนี้มากับอันหลาน ไม่ใช่ฉินอีอี
ผู้จัดการล็อบบี้จำหน้าเขาได้แล้ว พาอันหลานไปเดี๋ยวภาพลักษณ์เสียหมด
ต่อให้ลับหลังจะเละเทะแค่ไหน แต่หลินอี้ก็ยังอยากรักษาภาพพจน์ภายนอกให้ดูดี
เหมือนประตูม้วนที่ผุพังแล้ว ก็ยังอยากจะผ่าตัดซ่อมแซม ใครบ้างไม่อยากดูสะอาดสะอ้าน?
อันหลานนั่งเบียดหลินอี้ "ฉันมาด้วย จะมีผลกระทบไหม?"
"ไม่มี ผมไม่ได้พาคุณไปงานเลี้ยงสักหน่อย"
"ฉันรู้ แต่นายไม่ต้องพูดตรงขนาดนี้ก็ได้..."
อันหลานพูดว่า "กินข้าวเป็นเพื่อนฉันก่อน เดินเล่น เดินเสร็จฉันจะกลับโรงแรมรอนาย นายจะกลับสักกี่โมง?"
"เดี๋ยวถามให้"
หลินอี้ส่งข้อความหาไชสืออวี่ (บก. หมางกั่ว)
ไชสืออวี่: "งานเลี้ยงปกติเลิกสามทุ่ม แต่กลับก่อนได้ สองทุ่มก็น่าจะออกมาได้แล้ว"
"กลับสองทุ่ม เร็วไปไหม?"
"เร็วอะไร?"
อันหลานทัดผม "ตอนกลางคืนต้องไปเดินเล่นอีก หาอะไรกินมื้อดึก สัมผัสชีวิตราตรีของเซี่ยงไฮ้ อย่างน้อยก็ต้องสี่ห้าทุ่มค่อยกลับโรงแรม เรื่องนอน นอนตอนไหนก็ได้"
หลินอี้เข้าใจแล้ว หมายความว่าไม่ต้องนอน โต้รุ่งเลยก็ได้สินะ
เข้าตัวเมือง ลงรถไฟใต้ดินแล้วต่อแท็กซี่
หลักๆ คือรถไฟใต้ดินคนแน่นมาก แถมเปลี่ยนสายยุ่งยาก ไม่เร็วเท่ารถ ถึงค่าแท็กซี่จะแพงกว่ารถไฟใต้ดินเยอะก็ตาม
หลินอี้กับอันหลานไม่ใช่คนที่แคร์เงินแค่นี้
เที่ยงครึ่ง ในที่สุดก็ถึงไว่ทาน
"กินข้าวก่อน"
มื้อเที่ยง หม่าล่าเซียงกัว
อยู่ตรงถนนคนเดินข้างหอไข่มุก หลินอี้ถาม "กินเสร็จจะไปเดินไหน?"
"ฉันอยากซื้อกระเป๋า"
"กระเป๋า?"
"อื้อ มีรุ่นใหม่ของ Dior ใบหนึ่งสวยดี"
กินเสร็จทั้งสองคนก็เข้าห้าง ไปที่ช็อป Dior รุ่นใหม่สีขาว เหมาะกับอันหลานมาก
ต้องบอกว่า อันหลานถึงจะเป็นสนามบิน (จอแบน) นอกจากสนามบินไม่ได้รับสารอาหารแล้ว หุ่นส่วนอื่นดีจริงๆ ผู้หญิงทั่วไปเทียบไม่ติด
รูดบัตร อันหลานรูดเอง
ออกจากร้าน อันหลานถึงพูดว่า "นึกว่านายจะช่วยจ่ายให้ซะอีก"
"ผมไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของเรา มันดูไม่บริสุทธิ์ใจ"
"คำพูดช่างไร้ยางอายสิ้นดี"
อันหลานหัวเราะเบาๆ "จริง ถ้านายจ่ายให้ ฉันคงรู้สึกเหมือนเป็นเมียน้อยนาย"
"รุ่นพี่อันหลาน รักษาแบบนี้ไว้แหละ ผู้หญิงที่ยืนด้วยลำแข้งตัวเองมีเสน่ห์ที่สุด"
กระเป๋าใบละไม่กี่หมื่น หลินอี้จ่ายไหวอยู่แล้ว ไม่ได้เสียดายตังค์
แค่เพื่อศักดิ์ศรีของอันหลาน เขาเลยไม่คิดจะจ่าย แน่นอนว่าค่าโรงแรมเขาออกเอง
นักเขียนระดับเทพหลายคนส่งรูปในกลุ่ม ถึงตึกสำนักงานใหญ่กันแล้ว
หลินอี้เป็นขาประจำ เลยไม่ต้องไปก่อนเวลา ไม่ต้องให้บริษัทจัดรถรับส่ง งานเลี้ยงเริ่มหกโมงเย็น เขากินมื้อเย็นเร็วหน่อยค่อยไปก็ได้
ดังนั้น ตลอดบ่ายเลยเดินเล่นเป็นเพื่อนอันหลาน
เป็นสถานที่ที่เดินกับฉินอีอีจนเบื่อแล้ว หลินอี้เลยกลายเป็นคนถือของ
จับมือ ควงแขน ไม่มีความสัมพันธ์แบบนั้นระหว่างทั้งสองคน
ความสัมพันธ์แบบนี้ หลินอี้ชอบ
อันหลาน ก็น่าจะชอบเหมือนกัน
ไม่งั้นเธอคงไม่มา เผลอๆ หลินอี้สงสัยว่าเธออาจจะไม่มีความคิดจะหาแฟนเลยด้วยซ้ำ อาจจะเพราะสี่ปีในมหาลัยมันกัดกินไปหมดแล้ว แค่อยากหาเพื่อนแก้เหงาเฉยๆ
บ่ายสามกว่าๆ อันหลานเดินจนพอใจ กินของหวาน "ร้านนี้อร่อยดี พาแฟนมาบ่อยเหรอ?"
"ใช่ครับ"
"คนแบบไหนเหรอ?"
"ขี้อ้อนมาก"
"เวลาพูดถึงเขา หน้าตานายจะยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว นายจริงจังแล้วสินะ?"
หลินอี้ยักไหล่ "ผมจริงจังมาตลอดแหละ"
"แต่ก็เจ้าชู้มากด้วย ข้อนี้นายไม่ปิดบังเลยนะ"
"กับคุณ ผมต้องปิดบังอะไร?"
อันหลานจนคำพูด "ไปเถอะ กลับโรงแรมเก็บของ กินมื้อเย็นเร็วหน่อย ฉันจะไปเดินอควาเรียม นายก็เคยไปแล้วใช่ไหม?"
"ข้างในก็โอเค อุโมงค์เลเซอร์ที่ไว่ทานอย่าไปเลย หลอกเงินชัดๆ ไม่มีอะไรเลย หอไข่มุกต้องต่อคิวสองชั่วโมง ถ้าสนใจก็ไปดูได้"
"อืม"
อันหลานถือซะว่าได้ไกด์นำเที่ยวฟรี
โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ก็เป็นโรงแรมห้าดาวเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมหาดไว่ทาน ตอนกลางคืนเปิดไฟสีทองอร่าม
โรงแรมนี้ถือว่าดีมาก ห้องพักเกือบครึ่งสามารถมองเห็นวิวแม่น้ำหวงผู่ที่สวยงามตระการตา มองเห็นตึกระฟ้าและวิวเมืองที่ทันสมัยของลู่เจียจุ่ย ในห้องก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
อันหลานรวบผม คาบยางมัดผมไว้ในปาก
ท่าทางนี้ทำเอาหลินอี้เกือบคิดลึก ยางมัดผมกลมๆ ในปากนั่น...
สมองสกปรกคิดอะไรก็สกปรกไปหมด หลินอี้ยอมรับว่าความคิดเขาไม่บริสุทธิ์ แต่นี่มันความคิดปกติของผู้ชายปกตินะ
สรุปว่า นี่มันบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์กันแน่?
กลางวันแสกๆ อันหลานเองก็ไม่มีอารมณ์แบบนั้น
หลินอี้เปลี่ยนชุดสูท ขยับไหล่ ช่วงนี้ร่างกายยังโตอยู่ ไหล่น่าจะกว้างขึ้นได้อีก ส่วนสูงร้อยแปดสิบสามเซนฯ ถือว่าดีมากแล้ว ไม่ต้องสูงกว่านี้แล้ว
อันหลานพิงประตูสำรวจ "พอดีตัวเลย ไม่นึกว่านายใส่สูทแล้วจะดูดีขนาดนี้"
"ตาถึงนะ"
เก็บของเสร็จ ทั้งสองคนกินอาหารฝรั่งในโรงแรม มาเพื่อกินโดยเฉพาะ ดื่มสาเกนิดหน่อย ส่วนดอกกุหลาบบนโต๊ะอันหลานรู้สึกว่ามันเกะกะสายตา ขัดหูขัดตา เลยให้พนักงานเอาออกไป
"จานนี้อร่อยดี"
"ก็งั้นๆ อาหารฝรั่งก็แค่นี้แหละ จะบอกว่าอร่อยมาก ก็ไม่ใช่รสชาติที่น่าจดจำขนาดนั้น"
"งั้นต้องไปกินพวกร้านอาหารส่วนตัวแบบหรูๆ"
"มีไหม?"
"มี พรุ่งนี้พาไป"
กินข้าวเสร็จ ไชสืออวี่ก็มารับ
หน้าโรงแรม ไชสืออวี่มองอันหลาน พยักหน้าทักทาย "มาเร็วเหมือนกันนะ ไปถึงยังได้นั่งแทะเมล็ดแตงโมคุยเล่นกันหน่อย"
"ในกลุ่มคุยโวกันทุกวัน พอมาเจอตัวจริงคงไม่มีเรื่องคุยหรอก ตั้งกลุ่มแยกให้พวกเราสิ แยกกันคุยรับรองน้ำไหลไฟดับ"
"ก็มีเรื่องคุยเยอะอยู่นะ หมายถึงเรื่องเขียนนิยาย..."
เรื่องผู้หญิงที่อยู่กับอันหลานเมื่อกี้ ไชสืออวี่ไม่ถามสักคำ
เธอทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ ชีวิตส่วนตัวของหลินอี้เธอไม่อยากยุ่ง ผู้ชายก็แบบนี้แหละ
อันที่จริงนักเขียนระดับเทพในกลุ่ม เรื่องพรรค์นั้นปิดพวกเธอไม่มิดหรอก
พวกเธอดูแลตั้งกี่กลุ่ม ในกลุ่มคุยอะไรกันรู้หมด หลังไมค์ก็คุย
ขอแค่พวกเขาไม่เทนิยาย ไม่เขียนมั่วซั่ว เขียนให้จบ ใครจะสนเรื่องพวกนี้ อยากเล่นอะไรก็เล่นไป
ห้าโมงครึ่ง มาถึงตึกสำนักงานใหญ่
"ต้องแต่งหน้าไหม? มีช่างแต่งหน้าให้นะ" ไชสืออวี่ถาม
หลินอี้ส่ายหน้า "ไม่ต้อง ผมไปหาบก. อี กับประธานหลี่เซิ่งหนานหน่อย"
"ได้"
เข้าตึกสำนักงานใหญ่ ขึ้นลิฟต์ไปชั้นบน
ไม่นาน ก็มาถึงชั้นสูงของตึกหรู ชมวิวมุมสูง
ก๊อกๆๆ
"เชิญ"
"อาอี"
"หลินอี้มาแล้วเหรอ"
อีกาโย่วลุกขึ้นยิ้ม ชี้นิ้วมาที่เขาอย่างระอาปนเอ็นดู เพราะเรื่องหลินอี้ เขาโดนตำหนิ โดนหักเงินเดือน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องประคบประหงมเป็นไข่ในหิน ใครใช้ให้เขียนดีล่ะ
"กินข้าวมายัง?"
"กินแล้วครับ"
"นั่งสิ"
นักเขียนกับบรรณาธิการ ก็คุยกันแต่เรื่องพล็อตนิยาย คนละวัยขนาดนี้จะไปมีเรื่องอะไรให้คุย
อีกาโย่วจิบชา "เรื่องนี้กี่คำถึงจะจบ?"
"ตามโครงเรื่องในหัวผม เพิ่งเขียนไปได้ครึ่งเดียว"
"จำนวนคำไม่ใช่ปัญหาใหญ่ คุณต้องรักษาคุณภาพและเนื้อเรื่องตอนนี้ไว้..."
อีกาโย่วไม่ใช่นักเขียน ก็ได้แต่ให้คำแนะนำ
ออกจากห้องทำงานอีกาโย่ว หลินอี้ก็ขึ้นลิฟต์ไปต่อ
พอออกจากลิฟต์ หลินอี้แปลกใจ "เลขาเจิง"
"คุณหลินคะ ท่านประธานได้ยินว่าคุณมา รออยู่ที่ห้องทำงานค่ะ"
หลินอี้เดินตามเจิงฉินไปที่ห้องทำงาน เข้าไปก็เห็นเก้าอี้หันหลังให้
หลินอี้มุมปากกระตุก นี่เพิ่งอ่านนิยายประธานจอมเผด็จการมาหรือไง?
ทันใดนั้น เก้าอี้ก็หมุนกลับมา หลี่เซิ่งหนานยิ้มให้หลินอี้ "มาแล้วเหรอ"
"พี่เซิ่งหนาน"
"เรียกน้าเถอะ เรียกแบบนี้ฉันชินกว่า เรียกซะฉันเด็กลงไปสิบกว่าปี" หลี่เซิ่งหนานยิ้มไม่หุบ
"น้าหนาน น้าก็ยังสาวอยู่แล้วนี่ครับ"
"ฮ่าๆ นั่งสิ ดื่มอะไรหน่อยไหม?"
"ชาแดงครับ"
"เสี่ยวฉิน..."
หลินอี้นั่งลงบนโซฟา "วันนี้เชิญดาราคนไหนมาครับ?"
"คนที่เธอพูดถึงเมื่อคราวก่อนไง เธออยากให้เขาแสดงไม่ใช่เหรอ?"
"ผม ก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อยน่ะครับ"
หลินอี้สนใจเรื่องชื่อเสียงของหนังที่สร้างออกมาอยู่แล้ว ชื่อเสียงของเหล่าหูไม่ต้องสงสัยเลย
ถ้าจะถามว่าดาราคนไหนในวงการบันเทิงดีที่สุด ไม่เคยมีข่าวฉาว ก็มีแค่กู่เทียนเล่อ เหล่าหู พวกนี้แหละ
หลี่เซิ่งหนานจิบน้ำแล้วพูดว่า "จริงๆ ทางผู้ถือลิขสิทธิ์และนายทุนก็อยากได้เขาที่สุด เพราะเซียนกระบี่ดังมาก จะช่วยดึงกระแสให้เรื่องใหม่นี้ได้เยอะ"
นั่งคุยกับหลี่เซิ่งหนานสักพัก จาก 'พี่เซิ่งหนาน' ก็กลายเป็น 'น้าหนาน' ไปโดยปริยาย
ความสัมพันธ์ ยิ่งดีขึ้นไปอีก
คุยกันพอหอมปากหอมคอ งานเลี้ยงใกล้จะเริ่มแล้ว หลี่เซิ่งหนานบอกว่า "ลงไปพร้อมกันเถอะ"
"ครับ"
ณ ห้องจัดเลี้ยงงานประจำปี
ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ เก้าอี้ว่างไปกว่าครึ่ง ถึงอย่างนั้นก็มีนักเขียนระดับเทพเจ็ดแปดสิบคน และนักเขียนหน้าใหม่มาแรงได้รับเชิญ ไม่ทำให้งานดูเงียบเหงา
ยังมีแขกรับเชิญพิเศษ เช่น นายทุน อีกเกือบร้อยคน
อีกาโย่วลุกขึ้นเดินไปที่ประตู ทุกคนก็รู้ว่าใครมา
ประธานหลี่เซิ่งหนานสวมชุดราตรีสีแดงสด เธอชอบชุดราตรีสีแดงเป็นพิเศษ
หลินอี้ช่วยจับชายกระโปรงเดินตามหลัง
ตู้หนิงเฟย ว่างเซียงซือ นั่งประจำที่
พวกเขานั่งแถวที่สองกันหมด
มิน่าล่ะก่อนหน้านี้ไม่เห็นหลินอี้ ที่แท้เปิดตัวพร้อมหลี่เซิ่งหนานนี่เอง สถานะนี้มีแค่คนเดียวจริงๆ บริษัทลูกรักชัดๆ
อนาคต คงรุ่งโรจน์โชติช่วงแน่
ยังมีบางคนที่ไม่เคยเจอ ถามไถ่กันก็ตกใจ อายุแค่นี้เองเหรอ อายุแค่นี้ก็ขึ้นหิ้งระดับเทพแล้ว?
ระดับเทพ ศัพท์ในวงการ
"ประธานหลี่ ยินดีที่ได้พบครับ"
"สวัสดีค่ะ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คุณมาร่วมงานประจำปีของเรา"
"ผมก็เป็นเกียรติเช่นกันครับ"
ชายหนุ่มคือดาราชายที่กำลังโด่งดังสุดขีดในตอนนี้ "คุณหลิน ยินดีที่ได้รู้จักครับ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้แสดงบทที่คุณเขียน หวังว่าจะได้ร่วมงานกันนะครับ"
เขาได้ยินมาว่า อีกฝ่ายระบุชื่อเขาให้แสดง
อันที่จริงเขาไม่ขาดบทแสดงหรอก แต่เรื่องนี้ร่วมทุนกับเทนเซ็นต์งบมหาศาล ผู้จัดการแนะนำให้เขาสร้างสัมพันธ์อันดีกับเทนเซ็นต์ไว้
"เดี๋ยวขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมครับ?"
"แน่นอนครับ"
จริงๆ ก็ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก ต่างคนต่างนั่งที่ หลินอี้ก็นั่งข้างหลี่เซิ่งหนานมองไปบนเวที
หลินอี้เห็นกองบรรณาธิการสาวสวยในตำนานเป็นครั้งที่สอง สวยตะลึงจริงๆ สวมชุดราตรีสีขาวคอวีลึก ได้อารมณ์เหอซูเจี๋ยเลย
เหมือนงานปฐมนิเทศ ช่วงแรกเป็นพิธีการ ช่วงหลังคือไฮไลท์
เวลาผ่านไปทีละนิด น่าเบื่อจริงๆ
"ลำดับต่อไป ขอเชิญรับชมผลงานยอดเยี่ยมแห่งปี..."
ปกนิยายปรากฏขึ้นบนจอใหญ่ทีละเล่ม วนไปเรื่อยๆ
หนังสือแต่ละเล่มจะมีไฟสปอตไลท์ส่องไปที่นักเขียนระดับเทพเจ้าของเรื่อง สุดท้าย 《ย้อนเวลาไปเป็นท่านอ๋อง...》 ...
แล้วก็ครั้งที่สอง 《ดาบหาญกล้าท้า...》 ...
หลินอี้กลายเป็นพระเอกของงานไปโดยปริยาย ยิ้มมุมปากมองดูบนเวที
"ลำดับต่อไป ขอเชิญนักเขียนระดับแพลตตินัมของเครือขึ้นรับรางวัล..."
อีกาโย่วขานชื่อทีละคน ล้วนมีบรรณาธิการสาวสวยเป็นคนมอบรางวัล จนสุดท้ายถึงประกาศว่า "ขอเชิญผู้เขียน 'ย้อนเวลา' และ 'ดาบหาญกล้า...' คุณหมิงเยว่ ขึ้นเวทีครับ"
ขึ้นเวที หวังซินเยว่ถือถ้วยรางวัลเดินมาหาหลินอี้ "คุณหลิน ยินดีด้วยค่ะ"
"ขอบคุณครับ"
รับถ้วยรางวัลมา หลินอี้รู้สึกเหมือนโดนเกาที่ฝ่ามือเบาๆ มองเธออย่างแปลกใจ
หวังซินเยว่ขยิบตา แล้วเดินจากไป
หลินอี้คิดในใจ อายไลเนอร์เขียนหนาจังนะแม่คุณ
อีกาโย่วดึงหลินอี้มาข้างหน้า ไมค์แทบจะยัดเข้าปาก "อายุยังน้อยแต่ประสบความสำเร็จขนาดนี้ มีความรู้สึกยังไงบ้างครับ..."
อยากกลับไปแช่น้ำกับรุ่นพี่อันหลาน กินมื้อดึก ทำเรื่องที่ชอบทำ
หลินอี้บ่นในใจ แล้วก็พูดคุยเรื่องความรู้สึกและประสบการณ์การเขียน ทิศทางการเขียน แล้วก็โดนแซวเรื่องฉายาปีศาจหนวดปลาหมึก (พิมพ์เร็ว)
หลินอี้ถือถ้วยรางวัล เพลิดเพลินกับสายตาคนรอบข้าง
เขาคือพระเอกของค่ำคืนนี้ ราชาไร้มงกุฎ ต้องยอมรับความจริงข้อนี้
ใครๆ ก็อิจฉาเขา จะตื่นเต้นทำไม
รับรางวัลเสร็จ หลินอี้ก็กลับไปนั่งที่ จนถึงหนึ่งทุ่มสี่สิบ เขาดูนาฬิกา
หลี่เซิ่งหนานถาม "มีธุระเหรอ?"
"มีเพื่อนอยู่เซี่ยงไฮ้ครับ"
"แฟน?"
"ไม่ใช่ครับ เพื่อนที่สนิทกัน"
หลี่เซิ่งหนานไม่ได้คิดมาก "น่าจะพามาด้วยกันนะ"
หลินอี้คิดในใจ ขืนพามาภาพลักษณ์ผมก็พังหมดสิ "ไว้โอกาสหน้าครับ"
"งั้นต้องรอปีหน้าแล้วล่ะ"
"ครับ"
หลี่เซิ่งหนานบอก "ต่อไปเป็นงานเลี้ยง กินดื่มพูดคุยกัน ถ้าเธออยากกลับก็กลับก่อนได้เลย"
"ขอบคุณครับน้าหนาน"
"จ้ะ"
พองานเลี้ยงเลิก หวังซินเยว่ถือแก้วแชมเปญเดินเข้ามา "คุณหลิน รับสักแก้วไหมคะ?"
"ขอบคุณครับ"
"นี่คอนแทคฉันค่ะ"
หลินอี้พยักหน้ารับไว้ ยื่นมือไม่ตบหน้าคนยิ้ม
จากนั้นก็ถ่ายรูปกับเหล่าหู ดื่มแชมเปญนิดหน่อย
แล้วก็ไปคุยกับตู้หนิงเฟยและว่างเซียงซือ
ตู้หนิงเฟยคราวนี้ไม่ได้ก่อเรื่องอะไร บรรณาธิการหลายคนถามว่าจบเรื่องนี้แล้วจะลองแนวอื่นไหม หลินอี้ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า 'ไว้ค่อยว่ากัน'
ได้เวลาแล้ว เขาถึงออกจากห้องจัดเลี้ยง
ออกจากบริษัท รถไชสืออวี่จอดรออยู่หน้าประตู "ไปส่งไหม?"
"พี่ไช ขอบใจนะ"
"ขอบใจอะไร ขึ้นรถเถอะ"
ถึงไว่ทานสองทุ่มสี่สิบ
หลินอี้โทรหาอันหลาน "อยู่ไหน?"
"ดูวิวอยู่ที่ไว่ทานนี่แหละ"
หลินอี้ข้ามถนนไปที่จุดชมวิว คนเยอะมาก
หาอยู่นานกว่าจะเจออันหลาน ตอนนี้ข้างกายเธอมีหนุ่มหน้าตาดีกำลังเข้ามาจีบ
หลินอี้คิดในใจ ผู้หญิงสวยๆ นี่อยู่ที่ไหนก็เนื้อหอมนะ
พอเห็นหลินอี้ อันหลานก็พูดว่า "เพื่อนฉันมาแล้ว ขอโทษด้วยค่ะ"
เห็นหลินอี้ ชายหนุ่มก็เซ็ง เดินหนีไปไม่ตอแยอีก
"มาสายไปสี่สิบนาที ฉันบอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วนะ สายสิบนาทีหนึ่งครั้ง ทบจากของเดิม..."
หลินอี้มุมปากกระตุก "งั้นผมไม่นอนแม่งละ"
"เอาสิ นายไหวก็เอาเลย"
"งั้นไปกินหอยนางรมก่อน"
ปั๊มน้ำมันของท่านชาย ร้านเสริมสวยของท่านหญิง
ตึกจินเม่าหม้อไฟแต้จิ๋ว
คนละร้านกับที่ถนนจินหลิง ร้านนี้ดูหรูหรากว่า โดยเฉพาะการตกแต่ง
จะอร่อยกว่าไหม?
ไม่
จะแพงกว่า
ลองชิมดู รสชาติดีไว้เปิดเทอมค่อยพาฉินอีอีมาลอง
————
(จบตอน)