บทที่ 71 ภาพถ่าย
บทที่ 71 ภาพถ่าย
จากแฟ้มที่ห้องเก็บเอกสาร มีบันทึกไว้เพียงสองห้องเรียนของเอกการเต้นในปี 09 ห้องแรกมีนักเรียนสิบเอ็ดคน ส่วนห้องที่สองมีเก้าคน ระหว่างที่เจ้าอ้วนกำลังไล่ตรวจสอบข้อมูลของห้องหนึ่ง เจียงเฉิงก็เปิดไปยังหน้าของห้องสอง ห้องหนึ่งนั่นเน้นการเต้นสมัยใหม่ ส่วนห้องสองคือบัลเลต์
หน้าแรกเป็นภาพถ่ายหมู่ ห้องสองมีนักเรียนเก้าคน ทั้งหมดเป็นผู้หญิง พวกเธอดูยังเด็กมาก เพิ่งเข้ามาเรียนใหม่ ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวังในอนาคต เด็กสาวเก้าคนยืนโพสในชุดบัลเลต์ ข้างหลังมีครูไม่กี่คนยืนอยู่ ดูจากพื้นหลังแล้วที่นั่นน่าจะเป็นสตูดิโอ มีกระจกบานใหญ่เรียงเป็นผนัง และมีบาร์สำหรับฝึกอยู่ตรงนั้น
ภาพดูเหมือนปกติ หลังจากภาพถ่ายก็เป็นหน้าข้อมูลของนักเรียน แต่มีเพียงแปดหน้า ทั้งที่ควรจะมีเก้าหน้า กระดาษแผ่นหนึ่งถูกฉีกออกไป ที่ขอบกระดาษมีรอยขรุขระคล้ายรอยกัด
“ทำไมมีหน้านึงหายไป?” เจ้าอ้วนขมวดคิ้วถามออกมาอย่างตรงประเด็น เห็นได้ชัดว่ามีคนตั้งใจดึงมันออกไป และเจ้าอ้วนก็คิดถึงโหลวอี้ทันทีว่าเขาเป็นคนทำ
เจ้าอ้วนเปิดไปยังหน้าสุดท้าย เป็นภาพถ่ายหมู่อีกภาพหนึ่ง ข้างใต้มีตัวหนังสือแถวเล็ก ๆ เขียนไว้
ภาพถ่ายจบการศึกษา เอกการเต้นบัลเลต์ คลาสสอง ปี 09
ที่มุมขวาล่างแสดงให้เห็นว่าถ่ายเมื่อเดือนธันวาคม ปี 09
คำว่า จบการศึกษา ทำให้เจ้าอ้วนเบิกตากว้างทันที
“หมอ!” เขาหันไปอุทาน “มันไม่ถูกต้อง! พวกเธอเข้าเรียนปี 09 แล้วทำไมถึงจบได้ในปีเดียวกัน?” เขาชะงักไปทันทีที่คิดอะไรขึ้นได้ ก่อนหันไปมองโต๊ะทำงานที่มีปฏิทินวางอยู่ ปฏิทินก็หยุดค้างอยู่ที่เดือนธันวาคม ปี 09 เช่นกัน
หรือว่า…
“อ่านต่อไป” เจียงเฉิงเดินเข้ามาขัดจังหวะความคิดของเจ้าอ้วน เจ้าอ้วนเลยหันกลับไปสนใจสมุดที่ถืออยู่ ภาพถ่ายจบการศึกษาที่ดูเหมือนจะปกติ แต่ค่อย ๆ ทำให้เขาเริ่มสับสน ในนั้นมีนักเรียนเพียงแปดคน ซึ่งหมายความว่านักเรียนที่หายไปควรจะเป็นคนเดียวกับที่ข้อมูลถูกฉีกทิ้ง เจ้าอ้วนก็คิดเช่นเดียวกัน เขาจึงเปรียบเทียบถ่ายหมู่สองภาพและในที่สุดก็พบเด็กสาวคนที่หายไป
เธอยิ้มหวานมาก แม้ตอนนั้นจะยังเด็ก แต่ก็สวยโดดเด่น และโตขึ้นจะต้องกลายเป็นหญิงสาวที่สะดุดตาแน่นอน
เจียงเฉิงหยิบกล้องออกมา ถ่ายเก็บข้อมูลที่เขาคิดว่าสำคัญทั้งหมด
“คุณหมอ” เจ้าอ้วนขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น “ผมคิดว่าเด็กผู้หญิงที่หายไปคนนั้นน่าจะเป็นผี เธอคงตายไปด้วยเหตุผลบางอย่างแล้วกลายเป็นผี”
เจียงเฉิงวางกล้องลง “แล้วเธอเป็นคนเดียวที่หายไปหรือเปล่า?”
เจ้าอ้วนชะงัก ก่อนรีบกวาดตามองภาพถ่ายสองภาพอีกครั้ง ไม่นานนักหน้าของเขาก็ซีดลง เพราะนอกจากเด็กสาวแล้ว ยังมีอีกคนที่หายไปเช่นกัน คือผู้ชายคนเดียวที่อยู่ในภาพหมู่แรก เขายืนอยู่มุมด้านหลัง ดูไม่ค่อยสะดุดตานัก
ดูเหมือนเขาจะเป็นผู้ฝึกสอน…
…
เสียงของเฟิงหลานดังขึ้น “คุณสวี่… ของนั้นสำคัญขนาดนั้นเลยหรอคะ? เรา… เราค่อยไปกันพรุ่งนี้ก็ได้…” น้ำเสียงของเธอฟังดูหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด
สวี่เหวินกับโจวไท่ฝูเดินตามเธอ เสียงฝีเท้าก้องสะท้อนในทางเดินอันว่างเปล่า พวกเขากำลังขึ้นบันไดไปยังอาคาร C
“ขอโทษที่รบกวนค่ะ” สวี่เหวินเอ่ย “ตอนซ้อมครั้งล่าสุด เราทำเลนส์กล้องหายไปหนึ่งอัน มันน่าจะยังอยู่ในห้องดนตรี” น้ำเสียงของเธอฟังดูสุภาพ แต่แฝงไปด้วยความกดดันแปลกๆ เฟิงหลานจึงรู้สึกกดดันและหยุดพูด
เพราะหาหลักฐานอะไรไม่ได้ในห้องเก็บแฟ้ม ทั้งคู่จึงตัดสินใจไปยังห้องดนตรีของอาคาร C เพื่อความปลอดภัย สวี่เหวินเลยเรียกเฟิงหลานมาด้วย เธอเป็นครูที่นี่ รู้จักสถานที่ดี และยังสามารถใช้ให้เข้าไปดูข้างหน้าได้หากมีอะไรอันตราย
แต่ยิ่งเห็นท่าทีระแวดระวังและหวาดกลัวของเฟิงหลาน โจวไท่ฝูก็ยิ่งหงุดหงิด เขารู้ดีว่าเฟิงหลานมีใจให้กับคนรักของเขา สวี่เหวิน เพราะด้วยประสบการณ์และบุคลิกที่แข็งแกร่ง ผมสั้น หน้าตาคมคาย ทำให้สวี่เหวินดูสง่างามอย่างไม่เหมือนใคร
ตอนที่เขาเคยไปหอพักของเฟิงหลาน เขาก็สังเกตเห็นโปสเตอร์บนผนัง ต่างจากสาวๆ ทั่วไปที่มักติดโปสเตอร์ดาราชาย ห้องของเฟิงหลานเต็มไปด้วยโปสเตอร์ของดาราผู้หญิงแทบทั้งนั้น ถึงจะไม่ใช่ดาราดัง แต่เกือบทั้งหมดมีผมสั้น บุคลิกเฉียบคม ถูกมองว่าสวยแบบหล่อ มากกว่าน่ารัก หนึ่งในนั้นใบหน้าด้านข้างคล้ายสวี่เหวินถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ และการที่เฟิงหลานยอมมาเสี่ยงไปยังอาคาร C ด้วยกัน ก็คือหลักฐานอีกข้อที่ยืนยันถึงความรู้สึกของเธอได้
ตั้งแต่พวกเขามาถึงอาคาร C ก็ยังไม่เห็นใครเลยสักคน โจวไท่ฝูกวาดตามองประตูที่ปิดสนิททีละบาน ใจเริ่มหวั่น “คุณครูเฟิง” เขาเอ่ยเสียงต่ำ “วันนี้ไม่มีเรียนหรอครับ?”
ยังไม่ทันมืด แต่ความเงียบกลับกดทับจนรู้สึกผิดปกติ
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ” เฟิงหลานตอบด้วยท่าทีประหม่า เธอล้วงมือลงไปหยิบกุญแจ แต่เสียงกระทบกันของพวงกุญแจกลับทำให้เธอตกใจยิ่งกว่าเดิม
“ตารางเรียนเป็นครูคนอื่นจัดค่ะ” เธอบีบกุญแจแน่นแล้วเร่งก้าวไปข้างหน้า ใจคิดเพียงอยากหากล้องให้เจอแล้วรีบกลับออกไป แต่แล้วเฟิงหลานก็ชะงัก ก่อนเอ่ยราวกับพูดกับตัวเอง “แต่ว่า… มันก็ดูแปลกไปหน่อยนะ ที่นี่… วันนี้บรรยากาศไม่เหมือนเดิมเลย”