- หน้าแรก
- จะฝึกยุทธ์ไปทำไม ในเมื่อข้าเป็นเซียนได้ ?
- ตอนที่ 185
ตอนที่ 185
ตอนที่ 185
บทที่ 185
น่าเสียดาย โอสถระดับนี้ ย่อมไม่ใช่ว่าจะหลอมได้ง่ายๆ
ฟางเจิ้งพยายามมาแล้วกว่าครึ่งเดือน
ครึ่งเดือนของเขา กับครึ่งเดือนของนักปรุงโอสถทั่วไปนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
นักปรุงโอสถเหล่านั้นในครึ่งเดือน เกรงว่าคงจะต้องใช้เวลาเกินกว่าสิบสี่วันไปตามหายาสมุนไพร... ต่อให้จะอยู่ในสำนัก ต้องการจะรวบรวมของวิเศษฟ้าดินให้เพียงพอ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายขนาดนั้น
บางครั้ง ถึงกับต้องไปลองเสี่ยงโชคที่ตลาด
ครึ่งเดือน สามารถฝึกฝนได้สองเตาก็นับว่าโชคดีอย่างยิ่งแล้ว
ส่วนฟางเจิ้งกลับแตกต่างออกไป...
ร้านขายยา + ตลาดสด = ครอบจักรวาล!!!
ขอเพียงแค่มีเงินเพียงพอ สองชั่วโมง ก็เพียงพอให้เขาตามหาสมุนไพรที่เขาใช้หลอมหลายสิบครั้งได้แล้ว... และการเดินทางไปยังดินแดนภายนอกเมื่อก่อนหน้านี้ ยิ่งทำให้เขาได้ของวิเศษฟ้าดินที่ล้ำค่ากว่าร้านขายยาและตลาดสดมากนักมาเป็นจำนวนมาก
แต่ตอนนี้พืชพรรณเหล่านั้นถูกหลีหยุนนำไปปลูกไว้บนยอดเขาจิ่วไม่หมดแล้ว กลายเป็นหนึ่งในแหล่งพลังปราณของยอดเขาจิ่วไม่
การฝึกมือเขาเสียดายที่จะนำของเหล่านั้นมาใช้ ท่านลุงหลีก็คงจะคัดค้านอย่างสุดชีวิต คุกเข่าขอร้องไม่ให้เขาใช้
เขาตั้งใจจะรอจนกระทั่งอัตราความสำเร็จมีความมั่นคงแล้ว ตอนที่จะใช้ของเหลวพลังปราณมาหลอมโอสถ ค่อยใช้ยาสมุนไพรเหล่านั้น... การใช้มันมาหลอม เชื่อว่าประสิทธิภาพของโอสถทะลวงผ่านอุปสรรคที่ออกมาจะยิ่งเหนือกว่า
ทว่าถึงแม้เงื่อนไขภายนอกจะแข็งแกร่งกว่ากันมากนัก น่าเสียดายที่พื้นฐานการหลอมโอสถของฟางเจิ้งอย่างไรเสียก็ห่างไกลจากผู้บำเพ็ญที่สัมผัสกับโอสถมาตั้งแต่เริ่มฝึกฝน
หลอมติดต่อกันหลายสิบครั้ง อัตราความสำเร็จกลับแทบจะเป็นศูนย์
เรื่องแบบนี้ ตามจริงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเกินไป
ความยากของโอสถทะลวงผ่านอุปสรรคนี้ ไม่ต่างอะไรกับเขาที่เพิ่งจะจบประถม ก็วิ่งไปฝึกทำข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย จะสำเร็จได้สิแปลก
การสะสมประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง การค้นพบสัจธรรมจากความล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็ค่อยๆ สะสมไปทีละน้อย ขอเพียงแค่รอให้เกิดประกายความคิดขึ้นมา บางทีอาจจะสามารถหลอมโอสถทะลวงผ่านอุปสรรคออกมาได้เม็ดหนึ่ง!
ระดับไม่จำเป็นต้องสูงมาก อย่างไรเสียขอเพียงแค่สำเร็จครั้งหนึ่ง ก็ย่อมต้องสำเร็จครั้งที่สอง จากนั้นก็เป็นครั้งที่สาม...
สำหรับเขาแล้ว โอสถที่ฝึกฝนก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเช่นนี้ บัดนี้หนอนบ่อนไส้ก็ตายไปแล้ว ในเงามืดไม่มีใครคอยจับตามอง เขาตามจริงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเกินไป เพราะอย่างไรเสียการหลอมโอสถก็เทียบเท่ากับการฝึกฝน พลังบำเพ็ญของเขาก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่
ถ้าหากล้มเหลวต่อเนื่องไปสักปีครึ่ง ไม่แน่ว่าเขาอาจจะก้าวเข้าสู่ระดับสร้างฐานได้ด้วยตนเองแล้ว
ถึงตอนนั้น โอสถทะลวงผ่านอุปสรรคจะไม่เท่ากับว่าเป็นการเสริมส่งหรอกหรือ?
น่าเสียดาย นึกถึงบทสนทนาของเขากับหยุนจื่อชิงเมื่อหลายวันก่อน กลับทำให้ในใจเขาค่อนข้างจะเกิดความคิดที่รีบร้อนขึ้นมาบ้าง
ในวันนั้น ฟางเจิ้งกำลังฝึกฝนอยู่ หยุนจื่อชิงก็พลันบุกเข้ามา จากนั้นก็พูดประโยคหนึ่งที่ทำให้เขางุนงงอย่างยิ่งยวดออกมา
"ฟางเจิ้ง เจ้าอยากได้ศิษย์น้องสาวหรือไม่?"
เมื่อเห็นฟางเจิ้งใบหน้างุนงง เธอก็กล่าวอย่างละเอียด: "ข้าคิดจะหาศิษย์น้องสาวให้เจ้าคนหนึ่ง"
น้ำเสียงนั้น ราวกับพ่อแท้ๆ ที่บอกลูกชายตนเองว่า พ่อคิดจะหาแม่เลี้ยงให้ลูกแล้ว
แม่แท้ๆ ใช้น้ำเสียงนั้นก็ไม่ค่อยจะเหมาะสม...
จนทำให้ฟางเจิ้งถึงกับงงไปพักหนึ่ง ถึงได้ตอบอย่างงุนงง: "ท่านอาจารย์ท่านหมายความว่า ท่านคิดจะรับศิษย์เพิ่มอีกคนรึขอรับ? แล้วก็เป็นผู้หญิงด้วย?!"
"อืม"
หยุนจื่อชิงกล่าว: "ยอดเขาจิ่วไม่ท้ายที่สุดแล้วก็เงียบเหงาเกินไป มีเพียงเจ้ากับข้าสองคน..."
ฟางเจิ้ง: "ท่านอาจารย์ ท่านลืมท่านลุงหลีไปแล้วหรือขอรับ?!"
หยุนจื่อชิงกล่าวเสริม: "ข้าหมายถึงผู้บำเพ็ญมีเพียงเจ้ากับข้าสองคน ท่านลุงหลีอย่างไรเสียก็ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญ แล้วระหว่างเจ้ากับข้าพลังฝีมือก็แตกต่างกันเกินไป ก็ไม่สามารถหารือกันได้ ดังนั้นข้าจึงคิดว่า จะหาเพื่อนให้เจ้าสักคน พวกเจ้าจะได้หารือเรื่องพลังบำเพ็ญกันได้ ก็ดีกว่าเจ้าเหมือนกับหนอนพยักหน้าตามหลังข้า ของบางอย่าง ก็ยังคงต้องให้พวกเจ้าไปหารือทำความเข้าใจกันเอง มิฉะนั้นแล้ว แบบนี้เจ้าจะง่ายที่จะติดนิสัยพึ่งพา"
"ทำไมต้องเป็นศิษย์น้องสาวด้วยล่ะขอรับ?"
ฟางเจิ้งกล่าวด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาด: "ท่านอาจารย์ท่านมีเหตุผลอะไรหรือขอรับ?"
เขาตามจริงแล้วคิดมาโดยตลอดว่า ต่อไปรอจนกระทั่งพลังบำเพ็ญของตนเองสูงขึ้น สามารถลงจากเขาได้แล้ว... ย่อมต้องรับเลี้ยงศิษย์กำพร้าคนหนึ่ง ตั้งชื่อให้ว่าหลี่เซียวเหยา จากนั้นก็สร้างวิชาเต๋าอย่างวิชากระบี่เขาซู คาถาหมื่นกระบี่อะไรทำนองนั้นขึ้นมา
จากนั้นก็รับเลี้ยงศิษย์น้องสาวให้เขาสองคนชื่อจ้าวหลิงเอ๋อร์กับหลินเยว่หรู
นั่นต่างหากคือภาพลักษณ์ของเขาซูในจินตนาการของเขา!
"บนเขาไม่ใช่ว่ามีผู้ชายสองคนแล้วหรอกรึ?"
หยุนจื่อชิงราวกับจะโกรธอยู่บ้าง ถลึงตาใส่ฟางเจิ้งแวบหนึ่ง กล่าวว่า: "ข้าก็อยากจะหาเพื่อนที่สามารถพูดคุยเรื่องส่วนตัวได้ในยามปกติบ้างไม่ใช่รึ? ข้าพูดไม่เก่ง หากเป็นศิษย์ล่ะก็ นางก็ต้องเคารพข้า ต่อให้ข้าจะพูดอะไรผิดไป นางก็ไม่กล้าหัวเราะเยาะข้า"
"แล้วมาตรฐานในการรับศิษย์ล่ะขอรับ?!"
หยุนจื่อชิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า: "อืม... เจ้ามองแล้วสบายตาก็พอแล้ว ดังนั้นถึงตอนนั้นข้าคิดจะพาเจ้าไปด้วย"
เธออธิบาย: "เพราะอย่างไรเสียข้าก็ไม่ใช่คนที่พูดเก่งนัก หากศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์น้องรองของตนเองทุกวันเอาแต่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ข้าก็ไม่ต้องฝึกฝนแล้ว ดังนั้นต้องเป็นคนที่เจ้ามองแล้วสบายตาถึงจะถูก... แน่นอนว่า พรสวรรค์ทางที่ดีก็อย่าได้แย่เกินไป"
"พิธีคัดเลือกศิษย์ในอีกหนึ่งเดือนครึ่งข้างหน้างั้นหรือขอรับ?"
ฟางเจิ้งลังเล: "ข้าไปกับท่านด้วย จะน่าอายไปหน่อยหรือไม่ขอรับ?!"
"อายอะไร?"
"ข้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของยอดเขาจิ่วไม่... แต่ตอนนี้กลับมีเพียงพลังบำเพ็ญระดับหลอมลมปราณเท่านั้น ตามที่ข้าทราบ ในบรรดาสิบยอดเขาของเขาซูอีกเก้ายอด ผู้ที่พลังบำเพ็ญอ่อนแอที่สุด ก็ต้องมีพลังบำเพ็ญระดับสร้างฐานขั้นปลายแล้ว แถมยังเป็นศิษย์ของยอดเขาอี้หยวนอีกด้วย วิชาปรุงยาของเขาสูงส่ง ดังนั้นระดับพลังต่ำหน่อยก็ไม่เป็นไร"
ฟางเจิ้งถอนหายใจ: "แต่ข้าตอนนี้ แม้แต่ระดับสร้างฐานก็ยังไม่ใช่"
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าห้าปีก่อนข้ามีพลังบำเพ็ญเท่าไหร่?"
หยุนจื่อชิงกลับดูเหมือนจะไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย "ตอนนั้นพลังบำเพ็ญของข้าในบรรดาเจ้าของยอดเขาทั้งสิบของเขาซูก็ไม่ได้อยู่ท้ายแถวหรอกรึ แต่ตอนนั้นเพื่อที่จะเพิ่มพูนความรู้ ก็ยังจงใจไปดูพิธีคัดเลือกศิษย์ในตอนนั้น... การเพิ่มพูนความรู้ไม่น่าอาย แล้วเจ้าก็มีกระบี่บินไป๋เอ้อ ถึงแม้จะอยู่ในช่วงหลอมลมปราณ แต่กลับสามารถเทียบได้กับผู้บำเพ็ญระดับสร้างฐานทั่วไปแล้ว พลังบำเพ็ญถึงแม้จะไม่สูง แต่ในอนาคตก็ยังมีความหวัง คนอื่นจะไม่ดูถูกเจ้าหรอก"
พูดพลาง เธอก็ดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ กระซิบกับตนเอง: "ข้าตอนนี้ถึงแม้จะทะลวงผ่านสู่ระดับรวมแก่นแท้แล้ว แต่รากฐานก็ยังเทียบไม่ได้กับเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องที่เคยเป็นผู้อาวุโสของข้า ดังนั้นอย่าว่าแต่ศิษย์พี่ใหญ่เลย ต่อให้จะเป็นเจ้าของยอดเขาอย่างข้า ก็ยังอยู่ท้ายแถว แต่แล้วจะสำคัญอะไรล่ะ? พวกเราไปเพื่อรับศิษย์ ไม่ใช่ไปเพื่อสู้รบ"
"ท่านอาจารย์ท่านคิดจะทำให้ยอดเขาจิ่วไม่ยิ่งใหญ่แล้วงั้นหรือขอรับ?!"
"หนทางต้องเดินไปทีละก้าว รับศิษย์มาเลี้ยงไว้ก่อนก็ไม่ผิดกระมัง?"
ฟางเจิ้งอย่างไรเสียก็เป็นศิษย์ เมื่อฟังออกถึงความเด็ดเดี่ยวในคำพูดของหยุนจื่อชิง
เขาย่อมไม่มีการโต้แย้ง...
เขามักจะคุยกับหลีหยุน ย่อมรู้ดีว่ายอดเขาจิ่วไม่เคยอยู่ในบรรดาสิบยอดเขาของเขาซู อยู่เป็นรองเพียงยอดเขาเสวียนเทียนเท่านั้น พลังปราณก็อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง แต่เพราะเจ้าของยอดเขาคนก่อนนำสายใยพลังปราณไปทรยศ สายใยพลังปราณที่ใหญ่ที่สุดของยอดเขาจิ่วไม่ก็เสื่อมโทรมลง
ยอดเขาจิ่วไม่ก็ตกต่ำลงเป็นท้ายแถวในบรรดาสิบยอดเขาของเขาซู หากไม่ใช่เพราะปรมาจารย์เสวียนจีคุ้มครอง แต่งตั้งหยุนจื่อชิงเป็นเจ้าของยอดเขาจิ่วไม่คนใหม่ และรับไปยังยอดเขาเสวียนเทียนดูแลสั่งสอน... ไม่แน่ว่าเมื่อหลายปีก่อน ยอดเขาจิ่วไม่ก็คงจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
และนี่ก็เป็นปมในใจของหยุนจื่อชิงเช่นกัน
เธอหลายปีมานี้พยายามฝึกฝน ก็เพื่อที่จะฟื้นฟูยอดเขาจิ่วไม่!
แต่การฟื้นฟูยอดเขาจิ่วไม่ก็ไม่ใช่ว่าพลังบำเพ็ญสูงส่งก็ใช้ได้แล้ว ยังต้องการศิษย์ถึงจะถูก
ดังนั้นหยุนจื่อชิงคิดจะรับศิษย์ ก็ไม่แปลก
"มีเรื่องศิษย์ก็ต้องรับใช้ ท่านอาจารย์ดีต่อข้าไม่น้อย เรื่องนี้ สามารถช่วยได้ ย่อมต้องช่วยสักหน่อย!"
ฟางเจิ้งถอนหายใจยาว เก็บเถ้าโอสถในเตาหลอมโอสถออกมา
ก็เตรียมวัตถุดิบอีกชุดหนึ่ง โยนเข้าไปในเตาหลอมโอสถ
พลังปราณอุดมสมบูรณ์ ก็ไม่จำเป็นต้องฟื้นฟูปราณ
ล้มเหลวแล้ว ก็หลอมใหม่ก็สิ้นเรื่อง
อย่างไรเสียก็สดชื่นกระปรี้กระเปร่า พลังบำเพ็ญยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก สิ้นเปลืองของวิเศษฟ้าดินไปเป็นจำนวนมาก การหลอมโอสถถึงแม้จะล้มเหลว แต่ไอโอสถกลับมีหลงเหลืออยู่ ดูดซับเข้าสู่ร่างกายพร้อมกับพลังปราณโดยรอบ ความก้าวหน้าของพลังบำเพ็ญย่อมเร็วกว่าการฝึกฝนเพียงอย่างเดียวอย่างมาก
เขาได้ตั้งใจจะอาศัยช่วงเวลานี้ เพิ่มพลังบำเพ็ญของตนเองให้ถึงระดับสร้างฐาน แบบนี้แล้ว อย่างน้อยก็พอจะเอาออกไปอวดได้บ้าง!
ส่วนเรื่องที่หยุนจื่อชิงหลังจากรับศิษย์แล้วจะละเลยเขาหรือไม่นั้น
เรื่องแบบนี้ฟางเจิ้งกลับไม่มีความคิดที่จะอิจฉา... ท่านอาจารย์ของเขาอยู่ข้างห้องเขา คนทั้งสองห่างกันเพียงแค่แผ่นไม้กั้น บางครั้งไม่ได้นอนหลับ พลิกตัวก็สามารถได้ยินเสียงเคลื่อนไหวของอีกฝั่งได้ แล้วต่อไปเธอก็เกรงว่าจะยังคงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ อยู่ใกล้แหล่งน้ำก่อนย่อมได้ดวงจันทร์ก่อน ข้าจะไปกลัวใครมาแย่งความโปรดปรานทำไมกัน?
เดี๋ยวก่อน...
ว่าไปแล้วทำไมท่านอาจารย์ถึงได้จงใจระบุว่าจะรับศิษย์หญิง?
เธอ กลัวข้าจะอิจฉางั้นหรือ? ในสายตาของเธอ ข้าคือคนใจแคบเช่นนั้นงั้นหรือ?
ใบหน้าของฟางเจิ้งปรากฏแววแปลกประหลาดอยู่หลายส่วน
ในใจคิด 'ท่านอาจารย์ให้ข้าช่วยดูให้สบายตา เช่นนั้นแล้วข้าดูแล้ว ย่อมต้องช่วยตนเองเลือกศิษย์น้องสาวสองสามคน... ไม่ถูกสิ คือช่วยท่านอาจารย์เลือกศิษย์สองสามคน'
------------------
ปล. ตอนที่ 186 ต้องออกไปดูที่สารบัญนะครับอยู่ต่อจากตอนที่ 237 ไม่ได้อยู่ตอนถัดไป พอดีแก้ไขแล้วมันเด้งไปอยู่ตอนหลังๆ ขออภัยในความไม่สะดวกครับ