- หน้าแรก
- พิทักษ์ป่าป่วนๆ กับก๊วนอินทรีทองและผองเพื่อน
- บทที่ 41 - กระต่ายน่ารักขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องกินลงท้อง!
บทที่ 41 - กระต่ายน่ารักขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องกินลงท้อง!
บทที่ 41 - กระต่ายน่ารักขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องกินลงท้อง!
บทที่ 41 - กระต่ายน่ารักขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องกินลงท้อง!
◉◉◉◉◉
สภาพแวดล้อมรอบด้านไม่ได้เคลื่อนไหวอีกต่อไป ประกอบกับระยะทางที่ใกล้เข้ามา เฉินชวนจึงมองเห็นได้ชัดเจนในครั้งนี้
ในพงหญ้าฝั่งตรงข้ามที่ไม่ไกลนัก มีเงาร่างสีขาวสะอาดกำลังเอียงคอมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
เมื่อมันเห็นเจ้าไต๋เหมา อินทรีทองผู้สง่างามน่าเกรงขามที่กำลังพุ่งลงมาอย่างดุดัน ก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
มันไม่สนหญ้าที่เคี้ยวคาปากอยู่ คายทิ้งลงพื้นทันทีแล้วพุ่งตัวหนีออกจากจุดนั้น
แต่ทว่าเรื่องราวหลายอย่างบนโลกใบนี้ ผลลัพธ์มักถูกกำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว
เหมือนกับเจ้ากระต่ายน้อยตัวนี้ ตั้งแต่วินาทีที่ถูกไต๋เหมาค้นพบ ชะตากรรมของมันก็ไม่ได้อยู่ในกำมือตัวเองอีกต่อไป
ดวงตาคู่นั้นของไต๋เหมาที่คมกริบประดุจดาบ ได้ล็อกเป้าเหยื่อของมันไว้อย่างแน่นหนาแล้ว
ในฐานะนักล่าระดับสูงสุด เมื่อค้นพบเหยื่อ สัญชาตญาณสัตว์ป่าที่ฝังลึกอยู่ในยีนก็ได้เตรียมแผนการรับมือที่สมบูรณ์แบบไว้สำหรับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
สัตว์ปีกนักล่าแห่งท้องนภา พรานล่าเหยื่อโดยกำเนิด น่ากลัวถึงเพียงนี้
เมื่อเห็นว่าระยะห่างจากพื้นเหลือเพียงสองเมตร มันก็เกร็งปีกทั้งสองข้าง ปรับเปลี่ยนองศาเล็กน้อยกลางอากาศ
จากท่าทางที่พุ่งดิ่งลงมา ตอนนี้เปลี่ยนเป็นการร่อนเลี่ยพื้นดิน
วิถีการบินแทบจะขนานไปกับพื้นดิน!
กรงเล็บทั้งสองที่แหลมคมราวกับมีดปลายแหลม ส่องประกายหนาวเหน็บ ยื่นออกมาเล็งไปที่กระต่ายซึ่งกำลังวิ่งหนีสุดชีวิตอยู่เบื้องหน้า
เพียงแต่กระต่ายที่ใช้สี่ขาในการวิ่ง จะไปเทียบกับผู้ที่ใช้ปีกบินได้อย่างไร
ทำไมในหนังบางเรื่อง ท่าฝ่ามือที่พระเอกใช้ตอนจบซึ่งพุ่งลงมาจากฟ้า ถึงได้มีอานุภาพรุนแรงขนาดนั้น
นั่นก็เป็นเพราะแรงโน้มถ่วงที่สะสมมาจากระยะทางที่พุ่งลงมา
ในเวลานี้ ความเร็วของไต๋เหมาเร็วปานสายฟ้า ทรงพลังราวกับรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งด้วยความเร็วเต็มพิกัด
หญ้าเขียวขจีที่กรงเล็บอันแหลมคมพาดผ่าน ล้วนถูกตัดขาดเป็นสองท่อน รอยตัดเรียบกริบ
ดูเหมือนเหตุการณ์จะยาวนาน แต่ในความเป็นจริง ท่าทางการร่อนของไต๋เหมานั้นใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวินาทีด้วยซ้ำ
ความเร็วของไต๋เหมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ!
กรงเล็บเข้าใกล้พื้นดินเข้าไปทุกที!
วินาทีถัดมา!
กรงเล็บทั้งสองก็คีบร่างของกระต่ายไว้อย่างแน่นหนา!
ในชั่วพริบตานั้น กระต่ายป่าต้องรับน้ำหนักตัวของไต๋เหมาที่กดลงมาจากฟ้า และความแหลมคมของกรงเล็บ แรงกระแทกมหาศาลถาโถมเข้าใส่
ร่างทั้งร่างของกระต่ายป่าไม่อาจควบคุมได้ ถูกบังคับให้ไถลกลิ้งไปกับพื้น
และด้วยการที่ถูกไต๋เหมาล็อกตัวไว้อย่างแน่นหนา ทำให้มันขยับเขยื้อนไม่ได้เลย
หนึ่งอินทรีหนึ่งกระต่าย ความเร็วบนพื้นดินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฝุ่นทรายปลิวว่อน เศษหญ้าและดินกระเด็นเซ็นซ่าน
แววตาของไต๋เหมาฉายแววเฉียบคม เมื่อรู้สึกว่าความเร็วลดลงถึงจุดหนึ่ง ปีกของมันก็สะบัดอย่างแรง
[กรู๊ววว──]
พญาอินทรีทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่งเสียงร้องกึกก้องไปทั่วทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่
เหมือนกับแมลงปอแตะผิวน้ำ ไต๋เหมาเพียงแค่เฉี่ยวผ่านพื้นดิน แล้วก็บินขึ้นไปอีกครั้ง
แต่ทว่าครั้งนี้ ที่กรงเล็บคู่ของมันมีบางสิ่งเพิ่มขึ้นมา
ปีกกระพือตีอากาศ ร่างของมันบินวนไปมากลางเวหา ราวกับกำลังอวดโชว์ผลงานการล่าของตน
นี่คือการล่าที่สมบูรณ์แบบระดับตำราเรียน
นับตั้งแต่พบเหยื่อ จนถึงเริ่มโจมตี ไล่ตามเหยื่อ และจับเหยื่อได้ เวลาทั้งหมดที่ใช้ไป แทบจะไม่ถึงสิบวินาทีด้วยซ้ำ
อาการบาดเจ็บที่ขาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของอินทรีทองเลย เพราะมันได้วางแผนทุกอย่างไว้ตั้งแต่ก่อนลงมือแล้ว
ไม่ลงมือก็แล้วไป แต่เมื่อลงมือ ย่อมต้องได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาแน่นอน
เฉินชวนมองเห็นได้ว่า กระต่ายป่าตัวนั้นที่อยู่ในอุ้งเท้าของไต๋เหมายังไม่ตายในทันที มันยังดิ้นรนอยู่กลางอากาศ
เพียงแต่เจ้ากระต่ายป่าตัวนี้หารู้ไม่ว่า การดิ้นรนเช่นนี้ กลับเป็นการเร่งให้ประตูแห่งความตายเปิดรับมันเร็วขึ้น
หลังจากถูกสัตว์ตระกูลเหยี่ยวจับได้แล้ว หากน้ำหนักตัวไม่มากพอจนน่ากลัว อย่าได้คิดดิ้นรนเด็ดขาด
เพราะการทำแบบนั้น มีแต่จะทำให้กรงเล็บอันแหลมคมของผู้ล่าที่จับตัวไว้อยู่ แทงลึกลงไปในร่างกาย และเจาะทะลุอวัยวะภายในจนเสียหาย
"ไปกันเถอะ ตามไปดู"
เฉินชวนหันไปบอกอาอีกูลี่
เขาก็เพิ่งเคยเห็นฉากการล่าของไต๋เหมาเป็นครั้งแรก ต้องบอกเลยว่า อินทรีทองสมกับเป็นอินทรีทองจริงๆ ท่าทางที่พุ่งลงไปจับกระต่ายป่านั่น โคตรเท่เลย
ดวงตาที่เบิกกว้างของเจ้าเอ้อร์ฮาค่อยๆ หรี่ลง มันกลืนน้ำลายเอือกใหญ่
มันตัดสินใจแล้วว่า เพื่อสวัสดิภาพของชีวิตสุนัขในภายภาคหน้า วันหน้าวันหลังต้องไปกวนประสาทเจ้านกบื้อตัวนี้ให้น้อยลงหน่อย
เมื่อรถขับไปจอดเทียบข้างๆ ไต๋เหมา เจ้ากระต่ายป่าที่เมื่อกี้ยังดิ้นรนอย่างหนัก ตอนนี้การเคลื่อนไหวเริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ แล้ว
พอเห็นเฉินชวนมาถึง ไต๋เหมาก็บินวนไปมาสองสามรอบ แล้วร่อนลงตรงหน้าทั้งสองคน
กรงเล็บคลายออก กระต่ายป่าร่วงตุบลงบนพื้น
มันสะบัดปีก หมุนตัวโชว์ต่อหน้าทั้งสองคนทีหนึ่ง ทำท่าเหมือนจะกระโดดขึ้นมาเกาะไหล่เฉินชวนอีกครั้ง
เล่นเอาเฉินชวนตกใจแทบแย่
ไม่ใช่เพราะเขาเห็นเหตุการณ์เมื่อกี้แล้วเกิดปอดแหก กลัวกรงเล็บแหลมคมคู่นั้นแต่อย่างใด
แต่เป็นเพราะกรงเล็บของเจ้านกบื้อนี่ ตอนนี้มันชุ่มไปด้วยเลือดข้นคลั่ก ถ้าขืนให้มาเกาะไหล่ เสื้อเขาต้องเปื้อนเลือดเต็มไปหมดแน่ๆ
เปื้อนเลือดน่ะไม่น่ากลัว ถ้าอยู่ในป่าเขาก็คงไม่ถือสาอะไร
แต่ว่าประเดี๋ยวเขาต้องกลับเข้าเมือง ไปเดินตลาดนี่สิ
ขืนใส่เสื้อผ้าเปื้อนเลือดแบบนี้ไปเดินถนน มีหวังคนมองกันตรึมแน่นอน
เฉินชวนรวบปีกทั้งสองข้างของมันไว้ ดึงกระดาษทิชชู่ออกมาเช็ดกรงเล็บให้สะอาด แล้วค่อยวางมันลงบนไหล่
จะว่าไป พอจับดูแล้วเจ้านกนี่ตัวหนักขึ้นชัดเจนเลยแฮะ
ถือโอกาสตรวจดูแผลที่ขาของไต๋เหมาไปด้วย พบว่าอาการไม่ได้แย่ลงและไม่มีเลือดซึมออกมา
ไต๋เหมาใช้หัวชี้ไปที่กระต่ายป่าบนพื้น แล้วเชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ เหมือนกำลังรอรับคำชม
เฉินชวนย่อมไม่ตระหนี่คำชมอยู่แล้ว เขาช่วยจัดขนบนหัวให้ไต๋เหมาอย่างเบามือ
"เก่งมาก จู่ๆ ก็ไปจับกระต่ายป่ามาได้ตัวนึง สุดยอดไปเลย!"
อาอีกูลี่มองค้อนเฉินชวนทีหนึ่ง ก่อนจะลงจากรถไปหยิบถุงพลาสติกออกมาจากกล่องเก็บของด้านหลัง
เฉินชวนก็ไม่รู้ว่าอาอีกูลี่จะทำอะไร แต่พอนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง ก็เลยอดแซวเล่นไม่ได้
"เธอดูสิ กระต่ายน้อยสีขาวตัวนี้น่ารักขนาดนี้ แต่ดันมาตายอย่างน่าสงสารตรงนี้ เธอจะทำยังไงดีล่ะ"
อาอีกูลี่ที่กำลังเดินไปหากระต่ายป่าชะงักกึก ปั้นหน้าเศร้าทันที
"นั่นสิ น้องกระต่ายน่ารักขนาดนี้ เจ้าอินทรีทองนี่ใจร้ายชะมัด ฆ่าน้องกระต่ายที่น่ารักได้ลงคอ"
เฉินชวน : !!!
แย่แล้ว! อาอีกูลี่โดนผีสิงแน่ๆ!
เจออาอีกูลี่เวอร์ชันนี้เข้าไป เฉินชวนรู้สึกเหมือนโดนหมัดฮุก พูดจาตะกุกตะกักไปหมด
"งั้น... เธอจะเอาน้องกระต่ายไปทำอะไรล่ะ"
อาอีกูลี่นั่งยองๆ ลง สีหน้าดูเจ็บปวดรวดร้าว
"น้องกระต่ายน่ารักขนาดนี้ ฉันทำใจฝังไม่ลงหรอก ถ้าฝังไปแล้วก็คงไม่ได้เจอกันอีก"
เฉินชวนลูบขนแขนตัวเองที่ลุกซู่ ทนดูแทบไม่ไหว
"แล้ว?"
น้ำเสียงของอาอีกูลี่กลับมาเป็นปกติในทันที
"แล้วเราจะปล่อยให้เสียของได้ไง ในเมื่อเจอกระต่ายน่ารักๆ ข้างทางแบบนี้ ก็ต้องห่อกลับบ้านเอาไปกินลงท้องสิยะ"
เฉินชวนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ค่อยโล่งอกหน่อย นึกว่าเป็นอะไรไปซะแล้ว
[จบแล้ว]