- หน้าแรก
- พิทักษ์ป่าป่วนๆ กับก๊วนอินทรีทองและผองเพื่อน
- บทที่ 29 - ปาร์ตี้รอบกองไฟ! แม่เริ่มเร่งให้แต่งงาน!
บทที่ 29 - ปาร์ตี้รอบกองไฟ! แม่เริ่มเร่งให้แต่งงาน!
บทที่ 29 - ปาร์ตี้รอบกองไฟ! แม่เริ่มเร่งให้แต่งงาน!
บทที่ 29 - ปาร์ตี้รอบกองไฟ! แม่เริ่มเร่งให้แต่งงาน!
◉◉◉◉◉
"ลุงครับ มะเขือเทศนี่หวานไหมครับ?"
หน้าแผงขายของ เฉินชวนหมุนมะเขือเทศในมือเล่น ถามเจ้าของแผง
ลุงคนขายตบเข่าฉาด ลุกขึ้นยืน คว้าเอามะเขือเทศในมือเฉินชวนไปกัดคำโต
"พ่อหนุ่ม ลุงขายผัก จะเอามะเขือเทศไม่หวานมาขายได้ไง? ดูลุงกินสิ ไม่เปรี้ยวสักนิด"
เฉินชวนมองลุงที่มีซอสมะเขือเทศเลอะปาก คิดในใจว่าคนท้องถิ่นนี่จริงใจจริงๆ
"อาดาซี (เพื่อน) ซื้อมะเขือเทศแล้ว มาดูปียาจึ (หอมหัวใหญ่) ร้านผมบ้างสิ"
เฉินชวนเพิ่งเดินออกมาจากแผงลุง ก็ได้ยินอีกร้านร้องเรียก
อาดาซี เป็นคำทักทาย แปลว่าเพื่อน ส่วนปียาจึ คือหอมหัวใหญ่
อาหารท้องถิ่นมีเมนูเด็ดชื่อ พีล่าหง (สลัดหอมหัวใหญ่) ส่วนผสมหลักคือหอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ และพริก
พอดีเลย เขาอยากซื้อหอมหัวใหญ่กับผักชีอยู่พอดี เฉินชวนเลยเดินเข้าไปร้านนั้น
คนขายเป็นวัยรุ่น เลยทักทายเฉินชวนว่าเพื่อน
จริงๆ แล้ว ในพื้นที่ที่ไม่ได้เจริญมากและใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์แบบนี้ ระดับความสุขของผู้คนจะไม่ต่ำเลย
อย่างพ่อหนุ่มคนนี้ เขาไม่ต้องแบกรับแรงกดดันจากสังคม ไม่ต้องเครียดเรื่องค่าสินสอดค่าผ่อนบ้าน ไม่ต้องดิ้นรนพยายามจนรากเลือด
ต่อให้เขามานั่งขายผักตรงนี้ ก็ไม่มีใครนินทาว่าเขาไม่มีอนาคต
เผลอๆ เขามานั่งขายผักวันหนึ่ง รายได้อาจจะเยอะกว่าพนักงานออฟฟิศหลายคนด้วยซ้ำ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เฉินชวนหิ้วถุงผักใบใหญ่เดินออกมาจากตลาด
เขามองถุงผักแล้วค้นพบว่า เมืองใหญ่มีข้อเสียเพิ่มมาอีกข้อสำหรับเขา
ผักถุงนี้ จ่ายไปไม่ถึงร้อยหยวน แต่ถ้าเป็นเมืองใหญ่ อย่างต่ำต้องสองร้อย
เฉินชวนขี่รถไปที่ขนส่ง รับพัสดุที่แม่สั่งมาทั้งหมด แล้วก็รับของตัวเองมาอีกสองชิ้น
เขากลับรถ ขี่กลับบ้าน
ใช้เวลาเดินทางยี่สิบกว่านาที กลับถึงบ้าน จอดรถหน้าลานบ้าน หอบถุงผักกับพัสดุพะรุงพะรัง
"กลับมาแล้วเหรอ?"
ฉินซู่หรูทักลูกชายคำหนึ่ง แล้วก็ไม่สนใจอีก หันไปยุ่งงานต่อ
ตอนนี้แพะเตรียมพร้อมแล้ว แม่กับคนอื่นๆ กำลังตั้งเตา เตรียมฟืน
"รีบเอาของไปเก็บ แล้วเอาผักออกมาช่วยฉันเตรียมหน่อย"
เสียงคุ้นหูดังขึ้น เฉินชวนตกใจ หันไปมอง
ถึงเห็นอาอีกูลี่ยืนอยู่ข้างโต๊ะหน้าประตู กำลังเตรียมเครื่องเทศสำหรับย่างแพะ
เธอเตรียมเกือบเสร็จแล้ว สับกระเทียมในมือเสร็จ ที่เหลือก็รอผักจากมือเฉินชวน
แม่สาวคนนี้ ใช้เขาคล่องกว่าแม่อีก
คิดแบบนั้น แต่เขาก็เดินเข้าบ้าน เอาของไปเก็บ แล้วหิ้วผักออกมา
เนื่องจากทำในบ้านจะมีควันน้ำมัน และรอบนี้ทำกับข้าวเยอะ ฉินซู่หรูเลยใช้ครัวกลางแจ้ง
ที่ดินกว้าง อยากทำครัวข้างนอกอีกสักที่ ก็เป็นเรื่องปกติ
แพะย่างทั้งตัว แต่จะกินแค่แพะย่างอย่างเดียวก็ไม่ได้ พอเฉินชวนกลับมา งานย่างแพะก็ตกเป็นหน้าที่ของชายฉกรรจ์ไม่กี่คน แม่กับอาอีกูลี่เริ่มทำเมนูอื่น
เฉินชวนเดิมทีกำลังผ่าฟืน แต่โดนแม่เรียกตัวไป ต้องมาเป็นลูกมือให้อาอีกูลี่จริงๆ
"ไม่เบานะไอ้น้อง เรื่องนายดับไฟเมื่อวาน พี่รู้เรื่องหมดแล้วนะ"
เฉินชวนวางผักชีที่ล้างเสร็จไว้ตรงหน้าเธอ ตอบไปส่งๆ
"ต้องขอบคุณเสบียงที่พี่ส่งมาให้แหละ ถ้าไม่มีชุดกันไฟชุดนั้น ผมก็ไม่กล้าบุกเข้าไปหรอก"
มืออาอีกูลี่ที่หั่นผักชีชะงัก เอาด้ามมีดเคาะหัวเขาเบาๆ
"ฉันจะไม่รู้นิสัยนายเหรอ? นายเจอเรื่องแบบนี้ ต่อให้ไม่มีชุดป้องกัน นายก็ต้องเข้าไปดับไฟอยู่ดี"
เฉินชวนสะบัดผักชีบนหัวออก คิดในใจลึกๆ
จริงๆ ต่อให้ไม่มีภารกิจ ไม่มีชุดป้องกัน พอเจอไฟป่า เขาก็ต้องเข้าไปดับอยู่ดี
อืม แต่เขาคงจะค่อยๆ ทำ ไม่บุ่มบ่ามเหมือนตอนมีชุดป้องกันหรอก
แต่ว่า อาอีกูลี่ที่ทำตัวเป็นพี่สาวใหญ่แบบนี้ เขาเริ่มรับมือไม่ไหวแล้วจริงๆ
ไม่บอกนึกว่าคนข้างๆ ไม่ใช่เพื่อน แต่เป็นป้า
ข้างๆ กัน ฉินซู่หรูที่กำลังผัดกับข้าว แอบมองมาทางนี้ ในใจคิดแผนการอะไรบางอย่างที่เฉินชวนไม่รู้
ค่ำคืนนั้น รอบกองไฟ ผู้คนล้อมวงกัน กินแพะย่าง มองดูดาว คุยสัพเพเหระ
ในงาน พ่อของอาอีกูลี่ ลุงอาลีมู่ก็มาด้วย
ผู้คนกินดื่ม ผู้คนหัวเราะพูดคุย เฉินชวนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากก้นบึ้งหัวใจของชาวคาซัค
ทันใดนั้น ชายหน้าตาเคร่งขรึมคนหนึ่งก็ลุกขึ้น ไว้หนวดเคราเฟิ้ม รูปร่างสูงใหญ่กำยำ
เขาเดินไปนอกลาน หยิบกีตาร์ลงมาจากรถตัวเอง แล้วสะพายไว้ที่อก
"ตึ้ง~"
นิ้วดีดเบาๆ เสียงสายกีตาร์ใสกังวาน ทำให้คนรอบกองไฟเงียบเสียงลง
"ฉันขี่ม้า~ ร้องเพลง~ ผ่านอีหลี~"
"ได้พบคนงาม~ อาหว่าเอ๋อร์กูลี่...."
ทุกคนได้ยินเขาเริ่มร้อง เสียงทุ้มต่ำมีเสน่ห์ ก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นตบจังหวะตาม
"สุดหล้า~ ฟ้าเขียว~ ใครจะงามเทียบเท่าเธอ?"
"โฮ้~ อาหว่าเอ๋อร์กูลี่คนงาม~"
ร้องจบประโยคนี้ เขาขึ้นเสียงสูง เสียงกังวานทรงพลัง
"คนพเนจร~ ข้ามเทียนซาน~"
"ย่ำผ่านโกบี~"
"บอกเธอ อาหว่าเอ๋อร์กูลี่คนงาม!"
"..."
กินอิ่มดื่มหนำ ดึกแล้ว ผู้คนทยอยกลับไป
ฉินซู่หรูกับเฉินชวนเก็บจานชาม กวาดขยะ
ในค่ำคืนเงียบสงัด หรืออาจเพราะเฉินชวนดื่มไปไม่น้อย เลยเป็นครั้งแรกที่ไม่ได้ชวนแม่คุยก่อน
ฉินซู่หรูเป็นฝ่ายเปิดประเด็น
"เสี่ยวชวน ปีนี้ลูกอายุเท่าไหร่แล้ว?"
เฉินชวนกวาดขยะใส่ที่ตักผง เงยหน้าขึ้น งงๆ
"แม่ ผมลูกแท้ๆ แม่นะ แม่จะไม่รู้เหรอว่าผมอายุเท่าไหร่?"
ฉินซู่หรูปั้นหน้านิ่ง จงใจทำเสียงสูง
"เฮ้! ไอ้ลูกคนนี้ ฉันถามแกอยู่เนี่ย"
เฉินชวนเอียงคอคิด
"ยี่สิบห้าแล้วครับ"
ทันใดนั้น เขาก็สร่างเมาไปหน่อยหนึ่ง รู้แล้วว่าแม่จะมาไม้ไหน
รีบพูดแทรก หวังเปลี่ยนเรื่อง
"พอนึกดูแล้ว หลังเรียนจบไม่กี่ปีมานี้ เลือกทางผิดจริงๆ ถ้าจบแล้วกลับมาอัลไตเลย ชีวิตคงสบายกว่านี้เยอะ?"
ฉินซู่หรูไม่หลงกล
"อ้อ งั้นลูกก็อายุไม่น้อยแล้ว สำหรับอนาคต มีแผนอะไรบ้างไหม?"
"อะแฮ่ม แผนน่ะ มีอยู่แล้วครับ แต่ต้องวางแผนก่อน เก็บไว้ในใจค่อยๆ วางแผนเดี๋ยวมันก็ได้เอง"
ฉินซู่หรูทำเหมือนไม่ได้ยินคำแก้ตัวของลูก
"ลูกไม่คิดจะหาแฟน แต่งงานบ้างเหรอ?"
รู้ตัวว่าแม่หงายไพ่แล้ว เฉินชวนเลยต้องแสดงจุดยืน ส่ายหัวรัวๆ
"ไม่มีครับ ไม่มี ยังไม่มีแผนเรื่องนี้เลย"
เฉินชวนเคยมีความรักสั้นๆ ตอนมหาลัย ประสบการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตอนจบก็น่าเสียดาย ทำให้เขาพักเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ไว้ก่อน
มีความรักทำไม อยู่คนเดียวไม่ฟินกว่าเหรอ?
ฉินซู่หรูได้ยินคำตอบ ก็ดูจะไม่แปลกใจ เธอแค่มองลูกชาย ถอนหายใจ แล้วไม่พูดอะไรอีก
[จบตอน]