- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 160 [ฟรี]
บทที่ 160 [ฟรี]
บทที่ 160 [ฟรี]
บทที่ 160 [ฟรี]
ในขณะเดียวกัน
ณ ห้องทำงานของ เลโอนา แฮร์ริส
"เบสต์เซลเลอร์อันดับ 1 เลยเหรอคะ?"
(ครับ ที่ 1 มา 3 วันติดแล้วครับ พิมพ์ครั้งแรกแทบจะหมดเกลี้ยง ตอนนี้มีคำสั่งพิมพ์เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ เลยครับ)
พิมพ์เพิ่มงั้นหรือ
ถ้าพิมพ์เพิ่ม ก็หมายความว่าต้องเตรียมของสมนาคุณเพิ่มตามไปด้วย
แค่ 5 หมื่นชิ้นก็หามาแทบแย่แล้ว ถ้ามากกว่านี้เธอก็คงลำบากใจเหมือนกัน
"ก็ไม่ใช่ว่าจะขายแค่อาทิตย์นี้อาทิตย์เดียวนี่คะ? บอกให้รอเล่มหน้าแล้วกัน"
(จะรีบแจ้งให้ทราบครับ)
"แล้วเรื่องข่าวล่ะคะ?"
(ได้ยินว่าจะออกอากาศช่วงข่าวหลักวันนี้ครับ ได้รับการยืนยันมาหลายรอบแล้ว รับรองว่าออกอากาศแน่นอนครับ)
"ลำบากแย่เลยนะคะ"
หลังจากวางสาย เธอหยิบรีโมตทีวีขึ้นมา
อีก 5 นาทีข่าวจะเริ่ม
บนหน้าจอกำลังฉายโฆษณาอยู่
หมดเงินไปเท่าไหร่กับการตามใจลูกชายคนนี้
ถ้าลองคำนวณดูคงหน้ามืด... แต่พอคิดว่าคาร์ลจะได้ยืดอกเดินอย่างผ่าเผย ก็ถือว่าคุ้มค่า
'ถึงจะเปลืองเงินไปหน่อยก็เถอะ'
แต่สุดท้ายก็เป็นเบสต์เซลเลอร์อย่างที่ลูกว่าจริงๆ นี่นา
อืม งั้นก็ดีแล้ว
ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ ข่าวที่รอคอยก็เริ่มรายงาน
『กระแสฮือฮาในวงการหนังสือครับ』
ภาพบนหน้าจอฉายให้เห็นแถวของคนที่มาต่อคิวซื้อจนเกลี้ยงแผง
『ผู้ที่ทำให้นิตยสารเล่มนี้เป็นกระแสคือ คาร์ล เบิร์นสไตน์ นักเรียนจากโรงเรียนหลวงครับ』
การรายงานข่าวยังไม่จบแค่นั้น
『นอกจากนี้ คาร์ล เบิร์นสไตน์ ยังบริหารแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองอีกด้วย.......』
ด้วยการตัดต่อที่ลื่นไหล ภาพตัดไปฉายให้เห็นร้านเสื้อผ้าของคาร์ลอย่างละเอียด
อัดฉีดค่าโฆษณาให้สถานีโทรทัศน์ไปตั้งเยอะ
ตั้งแต่คุณภาพของภาพไปจนถึงโทนเสียงของผู้ประกาศข่าว ไม่มีที่ติเลยสักนิด
'ใช่ รับเงินไปแล้วก็ต้องทำให้ได้แบบนี้สิ'
จังหวะที่เลโอนากำลังจะกดปิดทีวีด้วยความพึงพอใจนั้นเอง
『เมื่อสักครู่เป็นข่าวกระแสในประเทศนะครับ คราวนี้เรามาดูข่าวต่างประเทศกันบ้าง』
อะไรนะ?
『คิงส์แมน ที่สร้างความฮือฮาอย่างมากเมื่อหลายเดือนก่อน ครั้งนี้ได้บุกตลาดอเมริกาแล้วครับ ไม่ว่าจะฝั่งตะวันออกหรือตะวันตก ต่างก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม』
ทำไมจู่ๆ ถึงมีข่าวพรรค์นี้โผล่มา?
ไม่สิ ต่อให้จะรายงานข่าว ทำไมต้องเอามาต่อท้ายข่าวลูกชายฉันด้วย
ทำแบบนั้น... มันเหมือนกับว่าความสำเร็จของคาร์ลเป็นแค่ระดับในประเทศ ส่วนคิงส์แมนเป็นระดับโลกไม่ใช่หรือไง!
เธอคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาทันที
"ต่อสายผู้อำนวยการฝ่ายข่าวให้ที"
ครู่ต่อมา เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นปลายสาย
(ครับท่านประธาน ได้ดูข่าวแล้วใช่ไหมครับ?)
"ดูแล้วค่ะ ดูชัดเต็มสองตาเลย"
(เอ่อ หรือว่ามีตรงไหนไม่ถูกใจครับ?)
"ถ้าเงินมันน้อยไปก็บอกกันดีๆ สิคะ ทำไมต้องประท้วงด้วยการรายงานข่าวแบบนี้?"
(น้อยอะไรกันครับ ไม่ใช่เลยครับ ช่วงนี้งบโฆษณาของท่านถือว่าสูงที่สุดแล้ว.......)
"แล้วทำไมถึงได้รับการปฏิบัติแบบนี้คะ?"
(เอ่อ... หมายถึงส่วนไหนครับ.......)
"คิงส์แมนไงคะ! ทำไมต้องเอามารายงานต่อจากข่าวลูกชายฉันด้วย!"
(อ๋อ คือว่า)
ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวก็มีเหตุผลของเขา
(แต่ท่านประธานครับ เนื่องจากเป็นข่าวประเภทเดียวกัน เลยแยกรายงานลำบากน่ะครับ)
เขายังพูดไม่จบแค่นั้น
(ถึงแม้จะถูกเปรียบเทียบกับคิงส์แมน แต่คุณคาร์ล เบิร์นสไตน์ ยังเด็กอยู่ไม่ใช่เหรอครับ? คงไม่มีใครกล้าด้อยค่าความสำเร็จของคุณคาร์ลหรอกครับ.......)
ปัง!
เลโอนากระแทกหูโทรศัพท์วางสายอย่างแรง
คาร์ลยังเด็กอยู่เลยไม่เป็นไรอย่างนั้นเหรอ?
บ้าเอ๊ย
"พัคจีฮุนอายุน้อยกว่าลูกฉันอีกย่ะ!"
ด้วยความโมโห เธอตวาดลั่นห้องทำงานจนเสียงก้องสะท้อน
…
เพราะลูคัสแท้ๆ ผมเลยต้องใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อย
"คนนั้นใช่มั้ย?"
"คิงส์แมน?"
"ใช่ คนที่ขึ้นปกนั่นแหละ"
พอเดินไปตามท้องถนน ผู้คนก็จำผมได้ไม่น้อย
คนเอเชียหาดูยากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นจุดสนใจเข้าไปใหญ่
แต่จะให้หมกตัวอยู่แต่ในสนามฝึกซ้อมก็กระไรอยู่
"จี-ฮุน-พัค!"
ด้วยเหตุที่มีแฟนคลับ(?) เกิดขึ้นจำนวนหนึ่ง
"สู้เขานะค้าาา!"
มันก็เลยรู้สึกเขินๆ อยู่เหมือนกัน
'ฉันไม่ใช่ดาราสักหน่อย.......'
บรรยากาศแบบนี้คงอยู่ได้ไม่กี่วันหรอก
แกรก แกรก
'แต่ก็ยังรู้สึกประดักประเดิดอยู่ดีแฮะ'
ดังนั้น พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมจึงตัดสินใจออกไปฝึกซ้อมนอกสถานที่
เป้าหมายคือสนามรักบี้เอกชน
กลางสนามนั้น ลูคัสกำลังถือกล้องรัวชัตเตอร์ใส่ชายคนหนึ่งอย่างขะมักเขม้น
"ขออีกทีครับ ดีครับ ขออีกที เยี่ยมมากครับ ขออีกรูปครับ"
เสียงของลูคัสดูมีไฟยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
ในเมื่อผมเป็นคนจิ้มนายแบบปกคนนี้ด้วยตัวเอง ลูคัสก็คงอยากจะได้ผลงานที่ดีที่สุดออกมา
"ไม่ต้องมองกล้องครับ คิดซะว่าอยู่ที่สนามของเคมบริดจ์ ทำตัวสบายๆ ครับ ดีครับ! ขอรูปสุดท้ายครับ!"
การถ่ายทำดูเหมือนใกล้จะจบลงแล้ว
ผ่านไปราว 10 นาที
"โอเค พอครับ ขอบคุณมากครับ!"
ขณะที่ลูคัสตะโกนบอกเลิกกอง ผมก็ก้าวลงจากรถ
รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา
สตีฟที่ถ่ายทำเสร็จแล้วหยิบเสื้อคลุมที่ถอดวางไว้มาสวม
ทันใดนั้น เขาหันมาทางนี้
"……!"
ดูเหมือนเขาจะเห็นรถที่ผมขับมา ก่อนจะเห็นตัวผมเสียอีก
"บูกัตติ?"
เขาหันมามองผมทันที
"ว้าว ลมอะไรหอบมาเนี่ย?"
"ได้ยินว่าพี่อยู่ที่นี่เลยรีบมาครับ"
"รู้ได้ไง?"
จะไม่รู้ได้ไงล่ะครับ
ก็ผมบอกให้ลูคัสติดต่อพี่มา... อะแฮ่ม
หลังจากบทความเรื่องการซ้อมแข่งกับเคมบริดจ์ถูกตีพิมพ์ ความสนใจในตัวสตีฟก็พุ่งกระฉูด!
ต่อให้สตีฟได้ขึ้นปก ก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจเลยสักนิด
"งั้นแสดงว่าตั้งใจมาหาฉัน?"
"ครับ"
แต่ความดีใจก็อยู่ได้เพียงครู่เดียว
สตีฟมองสลับไปมาระหว่างผมกับบูกัตติ
มีรถแปลกตามาจอดอยู่.......
แต่คนที่เดินเข้ามาในสนามมีแค่ผมคนเดียว
นั่นหมายความว่า?
"อย่าบอกนะ... ว่าขับคันนั้นมา?"
"เห็นคราวก่อนพี่พูดถึง นึกว่าหมายถึงรถผมซะอีก"
วินาทีนั้น!
อึก
ลูกกระเดือกของสตีฟขยับขึ้นลงอย่างชัดเจน
"รถ... นายเหรอ?"
พยักหน้า
"ไม่ใช่รถพ่อ?"
พยักหน้าอีกครั้ง
สตีฟยืนอึ้งไปพักใหญ่
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาถึงเริ่มขยับปากพูดตะกุกตะกัก
"ฉะ ฉันเห็นในนิตยสารแล้ว... ว่านายเป็นคนค้นพบผลงานของดา วินชี"
ก็พอจะเดาได้ว่ารวย
แต่ไม่นึกว่าจะรวยขนาดมีบูกัตติคลาสสิกราคาระยับอยู่ในครอบครอง!
"ตะ แต่ว่า เอามาขับแบบนั้นจะดีเหรอ?"
"……?"
"รถระดับนั้นสมควรจะจอดโชว์อยู่ในพิพิธภัณฑ์นะ เอามาขับเล่นแบบนี้......."
"รถเขาสร้างมาให้ขับนี่ครับ"
หรือเพราะน้ำเสียงของผมดูไม่ยี่หระ
สตีฟกลืนน้ำลายลงคออีกอึกใหญ่
"อย่าบอกนะ... ว่ามีคันอื่นอีก?"
"มีสิครับ"
"ถ้าไม่เป็นการเสียมารยาท ขอข้อมูลรถคันอื่นๆ ที่นายมีหน่อยได้ไหม"
"จำไม่ค่อยได้แล้วครับ......."
รถเยอะขนาดไหนถึงจำไม่ได้ฮะ!
สีหน้าของสตีฟฟ้องแบบนั้นเป๊ะๆ
"เอ่อ คือ ไม่ใช่ว่าเยอะหรอกครับ แต่ชื่อมันเรียกยากน่ะ"
ผมเลยบอกชื่อรุ่นที่พอนึกออกให้ฟัง
"ก็มีพอร์ช 356 ปี 48 แล้วก็......."
"อึก!"
แค่นี้อย่าเพิ่งตกใจสิครับ
"อัลฟ่า โรมิโอ 8C ปี 31 แล้วก็......."
"เฮือกกก!"
"มีอีกนะครับ แต่จำไม่ค่อยได้ น่าจะไม่ใช่รุ่นสำคัญอะไรหรอกมั้งครับ"
เจอแค่นี้ทำเป็นตื่นเต้น
ถ้าไปบ้านท่านประธานดาไซ มีหวังได้ช็อกตาตั้งแน่
ช่างเถอะ
"ลองขับดูไหมครับ?"
"หือ?"
"บูกัตติไงครับ"
"……?"
"รถในฝันไม่ใช่เหรอครับ ลองขับดูสักรอบสิ"
เจอข้อเสนอที่ไม่คาดฝันเข้าไป ทำหน้าคิดหนักเชียว!
หลังจากชั่งใจอยู่นาน เขาก็ถามออกมาอย่างยากลำบาก
"นี่... มีประกันไหม?"
"ระดับนี้ประกันไม่มีความหมายหรอกครับ"
"แล้วถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาล่ะ?"
"ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวผมออกเงินซ่อมเอง"
"อึ๋ย"
คงเพราะกังวลเรื่องประกัน สตีฟเลยขับวนไปแค่ 5 นาที แถมยังขับช้ามาก ก่อนจะรีบกลับมาจอด
เขาดับเครื่องยนต์แล้วยิ้มแห้งๆ
"ขืนทำเป็นรอย ฉันคงต้องขายรถตัวเองมาใช้หนี้แน่"
บอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่ฟัง
"ว่าแต่... มาหาฉันเนี่ยนะ?"
พยักหน้า
"ทำไม? จะมาอวดรถเหรอ?"
"ไม่ใช่หรอกครับ"
ผมไม่ใช่นิสัยชอบพูดอ้อมค้อมซะด้วยสิ
"ผมอยากเรียนเตะบอลครับ"
"เตะบอล?"
"ผมอยากจะเอาชนะไอ้พวกขี้เก๊กให้ได้ คิดว่าเทคนิคการใช้เท้าจำเป็นมากน่ะครับ"
วันซ้อมแข่งก็ได้กินข้าวสร้างความสนิทสนมกันไประดับนึงแล้ว
แค่นั้นก็น่าจะพอ
แต่วันนี้บูกัตติช่วยเพิ่มค่าความประทับใจพุ่งปรี๊ด!
แถมยังใส่ชุดรักบี้เพราะถ่ายแบบอยู่พอดี สตีฟเลยเริ่มสอนตรงนั้นเลย
"ลูกบอลอาจจะต่างกันนิดหน่อย แต่หลักการเตะก็คล้ายกับฟุตบอลนั่นแหละ"
เขาทิ้งบอลลงพื้น
ตุ้บ
ลูกบอลกระดอนขึ้นมาเล็กน้อย
"ดูนะ"
ก่อนที่ลูกบอลจะตกถึงพื้น
ปัง-!
เขาก็หวดเปรี้ยงเข้าให้
ฟิ้ววว-!
ลูกบอลพุ่งแหวกอากาศออกไปราวกับลูกโฮมรัน
แกรก แกรก
ของแบบนี้มันต้องพรสวรรค์หรือเปล่านะ?
เขาเหมือนจะอ่านใจผมออก
"มันก็เป็นเรื่องของพรสวรรค์ส่วนนึง ไม่ใช่ทุกคนจะเตะได้แบบนี้ แต่ว่านะ"
ตุ้บ
เขาเดาะบอลเบาๆ อีกครั้ง
กึก
คราวนี้เขาผ่อนแรงลง
ผัวะ-!
แค่เอาหลังเท้าแตะเบาๆ
ลูกบอลพุ่งช้ากว่าเมื่อกี้หน่อย
ฟิ้ว-ว-ว!
แต่ทิศทางเดียวกับเมื่อกี้เป๊ะ
"แรงข้อเท้าเป็นเรื่องของพรสวรรค์ก็จริง แต่ความแม่นยำน่ะ ฝึกฝนกันได้"
"อ้อ"
"ลองเตะดู"
เขาโยนบอลให้กระดอนพื้น
ผมมองลูกบอลจนวินาทีสุดท้าย
ปัง-!
แล้วหวดเต็มข้อ
ฟิ้ววว-!
เสียงแหวกอากาศดังสนั่น
"……!"
สตีฟหันขวับมามองผมแล้วพูดว่า
"นายมีของดีติดตัวมาเยอะเหมือนกันนี่?"
จากการวินิจฉัย(?) ของสตีฟ ข้อเท้าของผมได้รับพรจากสวรรค์มาเต็มๆ
แต่ปัญหาก็คือ!
มีแรงข้อเท้า แต่ขาดเทคนิค
"เริ่มเล่นรักบี้มานานแค่ไหนแล้ว?"
"เพิ่งเคยเล่นตอนเข้าเรียนนี่แหละครับ"
"มิน่าล่ะ เทคนิคถึงยังไม่ถึงขั้น"
อืม
จะอ้างแบบนั้นก็... ตอนเตะฟุตบอล ผมก็ไม่ได้มีพรสวรรค์ด้านการยิงประตูเท่าไหร่... อะแฮ่ม
เอาเป็นว่า!
สตีฟมอบทางออกที่เหมาะสมกับผมให้
"นายเตะมั่วๆ ลูกก็พุ่งแรงอยู่แล้ว เพราะงั้นไม่ต้องเน้นแรง ให้เน้นทิศทาง เตะให้แม่นก็พอ"
ผมต้องเตะบอลตรงนั้นรวดเดียวกว่า 500 ลูก
"คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด คิดว่าเท้าที่เตะสำคัญ แต่จริงๆ แล้วเท้าหลักที่ใช้วางยันพื้นต่างหากที่สำคัญ วางเท้าตรงไหน ลูกก็จะเปลี่ยนทิศทางไปตามนั้น"
โฟกัสที่เท้าหลัก แล้วเตะอีก 500 ลูก
ถึงหลังเท้าจะระบม แต่สตีฟก็บอกให้เตะต่อไป เดี๋ยวก็หายเจ็บเอง เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดุดันไม่เกรงใจใครจริงๆ
พอกลับมาถึงช่วงท้ายของการฝึกความแม่นยำ
"ไหวไหม?"
"...ไหวครับ"
"กลับไปประคบน้ำแข็งแล้วนอนซะ ไม่งั้นพรุ่งนี้เดินไม่ได้แน่"
ไหนเมื่อกี้บอกว่าเตะไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็หายเจ็บไง.......
จริงๆ นั่นก็แค่บ่นขำๆ ในใจ!
ลึกๆ แล้วผมซาบซึ้งใจจะตาย
ทำไมจะไม่ล่ะ
เพิ่งเจอกันแค่ครั้งที่สอง แต่น้องขอให้ช่วยสอนรักบี้
เขาก็ไม่รำคาญ แถมยังสอนให้ตั้งหลายชั่วโมง เป็นบุญคุณขนาดไหน!
'ต้องจ่ายค่าตัวนายแบบให้สองเท่าไหมนะ?'
ขณะที่ผมกำลังวางแผนใช้เงินแก้ปัญหา สตีฟก็เดินเข้ามาหา
"แค่ซ้อมตามที่สอนวันนี้ ก็น่าจะรับมือได้เกือบทุกสถานการณ์แล้วล่ะ"
กำลังจะเอ่ยปากขอบคุณ
"แต่ถ้าโดนไอ้พวกขี้เก๊กนั่นเข้าประชิดตัวเมื่อไหร่"
"……?"
"คงหาจังหวะเตะดีๆ ยากหน่อยนะ"
ดูเหมือนอยากจะถ่ายทอดเคล็ดลับระดับท็อปให้... แต่มีอะไรบางอย่างติดค้างอยู่ในใจ
นั่นไง
เขาทำสีหน้าจริงจังแล้วพูดขึ้น
"คนอื่นอาจมองเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับฉันมันเรื่องใหญ่มาก"
"เรื่องอะไรครับ?"
"ถ้าได้เข้าออกซ์ฟอร์ด สัญญาได้ไหมว่าจะไม่เล่นรักบี้จริงๆ?"
โธ่ นึกว่าเรื่องอะไร.......
"ถ้าเอาวิชาที่ฉันสอนไปไล่ทุบรุ่นน้องฉัน... ฉันคงอกแตกตายแน่"