- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 155 [ฟรี]
บทที่ 155 [ฟรี]
บทที่ 155 [ฟรี]
บทที่ 155 [ฟรี]
ในขณะที่พัคจีฮุนทุ่มเทให้กับการเล่นรักบี้ ปีเตอร์ ก็นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทุกวี่ทุกวัน
ด้วยฐานะทางบ้านที่ยากจน ปีเตอร์เคยต้องแบกรับความกดดันเรื่องทุนการศึกษา
ทว่า
ด้วยคำชักชวนของพัคจีฮุน ให้ลงสมัครตำแหน่งรองประธานนักเรียนชั้นปีที่ 1!
และ ด้วยอานิสงส์ของเทนเนสซี ก็ได้รับเลือกตั้งอย่างสง่าผ่าเผย ได้รับรางวัลใหญ่คือการยกเว้นค่าเทอม 1 ปีเต็ม...
แบบนี้ก็มีแต่ต้องจงรักภักดีต่อท่านประธานแบบถวายหัวเท่านั้น!
รูปร่างหน้าตาก็ดี กีฬาก็เด่น เงินทองก็มีพร้อม เป็นเพื่อนที่มีครบทุกอย่างจริงๆ
‘ทำอะไรถึงจะเป็นประโยชน์กับเขาได้นะ?’
สิ่งที่นึกออกอย่างยากลำบากก็คือการพัฒนาเกมนั่นเอง
ตอนเปิดเทอมใหม่ๆ เขาเคยชวนให้ลองทำเกมดูไม่ใช่เหรอ!
‘อืม’
ไอ้ทำเล่นๆ น่ะเคยทำอยู่บ่อยๆ
แต่ทำแบบจริงจังถึงขั้นวางขายได้...
‘จะไปเคยทำได้ยังไงเล่า!’
ฮึบ
เป้าหมายคือสร้างเกมที่ทำให้พัคจีฮุนต้องตกตะลึง
แต่... สงสัยจะตั้งเป้าผิดไปหน่อย
‘กะ กลัวว่าจะไม่ใช่แค่ตะลึงน่ะสิ’
เริ่มต้นด้วยเกมรักบี้
เป็นกีฬาที่เรียบง่าย แค่ถือลูกวิ่งคือบุก เอาตัวเข้าขวางคือรับ
‘แค่นี้หลับตาทำยังได้’
แต่นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของหายนะ
แค่เล่นรักบี้อย่างเดียวมันน่าเบื่อไปหน่อย...
‘เวลาเอาตัวเข้าปะทะกัน มันก็ต้องมีการต่อสู้กันบ้างเป็นธรรมดาไม่ใช่เหรอ?’
กะว่าจะแค่ใส่สีสันลงไปนิดหน่อย แต่ทำไปทำมารักบี้กลายเป็นแค่ข้ออ้าง ของจริงกลายเป็นเกมต่อสู้ไปซะฉิบ
‘ช่างมันเถอะ’
ไหนๆ จะทำแล้วก็ต้องไปให้สุด ตัวละครแต่ละตัวเลยมีท่าไม้ตายพิเศษ (เช่น เฮดล็อก, เข่าลอย, ท่ารัดแบบงู)
แกรกๆ
ถ้าไม่สนุกก็คงทิ้งไปแล้ว
‘แต่นี่มันดันเล่นเพลินจนติดงอมแงมซะงั้น’
บริษัทของจีฮุนจะยอมให้เกมนี้วางขายมั้ยเนี่ย...
ถึงจะน่าสงสัย แต่จะทำไงได้
ถ้าอยากจะทำให้เสร็จทันก่อนแข่งรักบี้ ก็มีแต่ต้องปั่นงานแบบบ้าคลั่งเท่านั้น
ต๊อกแต๊กๆ
ปีเตอร์ได้แต่รัวนิ้วลงบนคีย์บอร์ดด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
…
ห้างสรรพสินค้าแฮร์ริส ร้านของ คาร์ล เบิร์นสไตน์
ปกติคาร์ลไม่ค่อยโผล่มาที่ร้านสักเท่าไหร่
ก็แน่ล่ะ เขาไม่ได้สร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาด้วยความหลงใหลในธุรกิจสักหน่อย
แค่ได้ยินว่าพัคจีฮุนประสบความสำเร็จทางธุรกิจตั้งแต่เป็นวัยรุ่น
‘ทำไม? คิดว่าคนอย่างฉันทำไม่ได้รึไง?’
เลยเปิดร้านนี้ขึ้นมาด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
ความเป็นมืออาชีพไม่ต้องพูดถึง แม้แต่ความกระตือรือร้น คาร์ล เบิร์นสไตน์ ก็แทบไม่มี
เพราะงั้น
ร้านเลยถูกปล่อยปละละเลย
แต่วันนี้จะทำแบบนั้นไม่ได้
ในห้องรับรอง VIP ด้านในร้าน เขากำลังได้รับรายงานที่น่าเหลือเชื่อ
“หมายความว่ายังไง?”
“กะ ก็ตามที่เรียนให้ทราบครับ ขนวิคูญ่าหมดเกลี้ยง...”
“ไหนบอกว่าจัดการเรียบร้อยแล้วไง!”
“เรากำชับไปแล้วครับว่าถ้าทำให้ท่านประธานไม่พอใจ อย่าหวังจะได้มีที่ยืนในห้างสรรพสินค้าทั่วยุโรป”
“แล้วเขาบอกว่าขอเกษียณตัวเองเหรอ? หรือว่าไฟไหม้ฟาร์ม?”
รายงานต่อมานั้นน่าตกใจยิ่งกว่า
“คือว่า... คุณหนูเทนเนสซีเป็นคนเหมาผ้าที่เหลือไปจนเกลี้ยงเลยครับ...”
เดี๋ยวสิ ทำไมชื่อเทนเนสซีถึงโผล่มาที่นี่ได้?
พนักงานหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากซองเอกสาร
“คะ คิงส์แมนฉบับล่าสุดครับ ตรงที่คั่นหน้าไว้ มีบทความอธิบายเรื่อง... ผ้าวิคูญ่า... อยู่ครับ”
จริงด้วย
กลางเล่มมีสกู๊ปพิเศษที่ยกย่องให้เป็นอัญมณีแห่งเส้นใย กินพื้นที่ไปหลายหน้า
นอกจากจะแย่งผ้าส่วนของฉันไปแล้ว
ยังลงบทความในนิตยสารเย้ยกันอีกเหรอ?
‘นี่มันเรื่องบังเอิญเหรอ?’
มาถึงขั้นนี้ ต่อให้หัวทึบแค่ไหนก็ต้องเดาออก
‘คิงส์แมน... เป็นฝีมือของเทนเนสซีสินะ!’
ไอ้เราก็มัวแต่คิดว่าคนระดับขุนนางจะมาทำอะไรแบบนี้ทำไม เลยมองข้ามความเป็นไปได้นี้ไปซะสนิท
พอคิดได้แบบนั้น เรื่องราวที่เคยสงสัยก็เริ่มปะติดปะต่อกันได้
ทั้งเหตุผลที่ซื้อเสื้อผ้าดีๆ ไปโยนทิ้งลงถังขยะ
ทั้งเรื่องที่ลงสมัครประธานนักเรียนแล้วผลักดันให้มีการแข่งรักบี้ระหว่างชั้นปี!
‘จริงๆ แล้วทำไปเพื่อขัดแข้งขัดขาคู่แข่งงั้นเหรอ?’
ไอ้ตัวแสบ
ต่อหน้าทำเป็นเชิดหน้าชูคอ ลับหลังแอบแทงข้างหลังงั้นสิ?
แต่ความโกรธก็คงอยู่เพียงชั่วครู่ ลึกๆ แล้วเขากลับรู้สึกภูมิใจ
คนระดับตระกูลกรอสเตอร์ถึงกับมองเห็นฉันอยู่ในสายตาขนาดนี้เชียวหรือ
หึ
‘งั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะเล่นด้วยสักหน่อย’
สถานที่ที่คาร์ลมุ่งหน้าไปคือห้องทำงานของ เลโอนา แฮร์ริส ผู้เป็นแม่
“ลมอะไรหอบมาถึงนี่ลูก?”
เลโอนานั่งหันหลังให้หน้าต่างบานใหญ่ อยู่หลังโต๊ะทำงานตัวหรู
ตรงกันข้าม คาร์ลต้องนั่งเผชิญหน้ากับแสงแดดทำให้ลืมตาได้ไม่เต็มที่
ถ้าจะรายงานเลโอนา ก็ต้องก้มหน้าหลบแสงแดด
การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดคงถูกคำนวณไว้แล้ว
จะขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ต้องใส่ใจรายละเอียดขนาดนี้เลยสินะ
คาร์ลเอ่ยปากด้วยความทึ่ง
“คุณแม่ครับ ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนหน่อยครับ”
“.......”
“ผมอยากจะดันนิตยสารเล่มหนึ่งครับ”
เป้าหมายคือวางแผงในร้านหนังสือทั่วประเทศ และต้องขายให้ได้มากกว่าคิงส์แมน
ถึงจะทำให้เทนเนสซีหน้าแตกได้
แต่คาร์ลเลือกที่จะไม่พูดความในใจออกไป
“ถ้าจะขายหนังสือก็ต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญสิ มาหาแม่ทำไม?”
“เพราะผมต้องการความช่วยเหลือจากคุณแม่ครับ”
“ความช่วยเหลือจากแม่?”
แผนของคาร์ลมีดังนี้
เพื่อให้นิตยสารเป็นที่จดจำของสาธารณชน จำเป็นต้องมีโปรโมชันใหญ่สองอย่าง
อย่างแรก ลดราคาพิเศษในช่วงแรก
ต่อให้ขายแล้วขาดทุน แต่ก็ต้องทำให้คนได้อ่านในวงกว้างก่อนไม่ใช่หรือ
เขาจึงต้องการให้แม่ช่วยอุดรอยรั่วตรงนี้
“แค่นั้นยังไม่พอรึ?”
“ครับ แค่ลดราคามันไม่พอหรอกครับ”
คาร์ลต้องการแจกของแถมให้ผู้ซื้อทุกคน
ลองนึกภาพดูสิ นิตยสารราคา 5 ปอนด์ แถมลิปสติกแบรนด์เนมราคา 50 ปอนด์
ใครๆ ก็ต้องแห่มาซื้อนิตยสารแน่
ปัญหาคือใครจะเป็นคนควักเนื้อจ่ายค่าลิปสติก
‘ให้แบรนด์ที่ขายในห้างช่วยเสียสละแค่เดือนเดียวเอง’
ทันทีที่คาร์ลพูดจบ
“.......!”
สีหน้าของเลโอนาก็บิดเบี้ยวไปอย่างประหลาด
ถ้าไม่ใช่ลูกชายคนเล็กที่คลอดตอนอายุมาก ป่านนี้คงโดนตะเพิดกลับไปแล้ว
แต่ผิดจากที่คิด เลโอนากลับพูดสิ่งที่คาดไม่ถึงออกมา
“สมมติว่าทำจนติดเบสต์เซลเลอร์ได้จริง แต่พอหมดโปรโมชันล่ะ? จะรักษายอดขายไว้ได้รึ?”
“ก็คงตกลงมาบ้างแหละครับ แต่ผมมีกลยุทธ์ที่จะดึงยอดขายไว้ให้นานที่สุด”
รู้ทั้งรู้ว่าควรจะห้าม
แต่มันก็อดไม่ได้
ทั้งที่รู้คำตอบที่ถูกต้องอยู่แล้วแท้ๆ
“.......”
เลโอนากลับจดจ้องอยู่กับคำตอบที่ผิดเนิ่นนาน
…
ทางด้านห้องพักของพัคจีฮุน
ไม่เคยคิดว่าจะทำเงินจากนิตยสาร
‘ขายหนังสือแล้วรวยมันง่ายขนาดนั้นเลยหรอ?’
ที่เกาหลี การทำสำนักพิมพ์แทบจะเป็นงานอดิเรกด้วยซ้ำ
ที่เกาหลีเป็นแบบนั้นจริงๆ
แต่... ที่นี่มันแปลกๆ แฮะ
ประชากรอังกฤษก็แค่ 55 ล้านคนเศษๆ
ตลาดในประเทศไม่ได้เล็ก แต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร
แต่ทำไมกันนะ?
หรือเพราะประเทศรอบข้างคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ
ยอดขายของคิงส์แมนถึงพุ่งทะลุเป้าไปไกลลิบ
แกรกๆ
กะว่าจะทำขำๆ แค่โปรโมทแบรนด์
แต่นี่มันทำเงินได้ด้วยเหรอ?
ในขณะที่กำลังพึมพำกับตัวเอง
โทรศัพท์ก็ดังขึ้นราวกับรอจังหวะนี้อยู่
(ท่านประธานครับ ยังอยู่ดีมีสุขใช่มั้ยครับ?)
น้ำเสียงขี้เล่น
ศาสตราจารย์โจซูด็อก นั่นเอง
“สบายดีครับ ศาสตราจารย์เป็นยังไงบ้าง?”
(ผมออกไปจิบกาแฟกินโดนัทที่เซ็นทรัลพาร์กทุกเช้าเลยครับ)
“กลายเป็นชาวนิวยอร์กเต็มตัวแล้วสินะครับ?”
(ได้เสพสุขก็เพราะท่านประธานนี่แหละครับ)
คำพูดของโจซูด็อกทำให้ผมหัวเราะออกมาเบาๆ
(ช่วงนี้ยังบ้าออกกำลังกายอยู่มั้ยครับ?)
“แน่นอนครับ ซ้อมแล้วก็แข่ง วนไปอยู่อย่างนั้นแหละ”
(วางมือจากธุรกิจแล้วเหรอครับ?)
แหม จะเป็นไปได้ยังไง
“ก็มีเช็กงานบ้างนิดหน่อยเวลาว่างๆ ครับ”
(โอ้โห ขนาดแค่เช็กงานนิดหน่อยยังประสบความสำเร็จขนาดนี้)
“ครับ?”
(นิตยสารที่ท่านประธานทำน่ะครับ ที่อเมริกาก็เรียกร้องอยากให้ออกวางขายที่นี่บ้าง)
น้ำเสียงดูมีเลศนัยกว่าปกติ
ฟังแค่นี้ก็รู้ว่าจะเข้าเรื่องสำคัญ
(ก็เลยจะลองเสนอว่า ลองวางขายที่อเมริกาด้วยดีมั้ยครับ? ยังไงก็ไม่ต้องแปลอยู่แล้ว แค่สั่งพิมพ์ที่นี่ก็จบ)
เป็นความคิดที่ไม่เลว
นิตยสารของเราสะท้อนรสนิยมแบบชนชั้นสูง
พวกฝั่งตะวันออกแถบไอวีลีกน่าจะให้ความสนใจไม่น้อย
‘แต่ทางฝั่งตะวันตกนี่สิ...’
ในขณะที่ผมกำลังวิเคราะห์ความต้องการของตลาดอยู่นั้น
โจซูด็อกก็รู้ทันความคิดผมเปี๊ยบ!
ราวกับอ่านใจได้ เขาพูดต่อทันที
(ก็แค่ปรับเนื้อหาของฝั่งตะวันออกกับตะวันตกให้ต่างกันสิครับ ฝั่งตะวันตกที่รักอิสระน่าจะชอบซูพรีม เพราะงั้นถ้าเน้นทางนั้น...)
“ใครจะเป็นบรรณาธิการครับ?”
(ผมเป็นคนเสนอ ผมก็ต้องรับผิดชอบสิครับ)
“ไม่มีใครสั่งสักหน่อย ทำไม...”
(ถ้าจะทำแค่ตามคำสั่ง ป่านนี้ผมคงนั่งสอนหนังสือสบายใจเฉิบอยู่ที่เกาหลีแล้วครับ)
ก็จริงแฮะ
(อุตส่าห์มาไกลถึงดินแดนแห่งเสรีภาพทั้งที ผมก็ต้องแสดงฝีมือให้เต็มที่หน่อยสิครับ)
โบราณว่าบุคลากรคือทรัพย์สิน
คนสมัยก่อนเขารวยขึ้นเพราะมีคนสนิทคอยช่วยหาเงินให้แบบนี้หรือเปล่านะ?
เอาเถอะ
(ท่านประธานครับ งั้นผมเริ่มดำเนินการเลยนะครับ?)
“ช่วงนี้ว่างมากเหรอครับ?”
(...คะ ครับ?)
“เห็นหางานใส่หัวเองแบบนี้ แสดงว่าคงมีเวลาเหลือเฟือ สงสัยผมต้องหางานเพิ่มให้แล้วมั้ง...”
(อุ้ย! ทำไมสัญญาณเป็นแบบนี้ ส... สัญญาณข้ามทวีปคงไม่ค่อยดี จู่ๆ ก็ซ่าๆ ไป ท่านประธานครับ? ท่าาาาน ประะะะ ธาาาาน?)
หึ
“ฝากตลาดอเมริกาด้วยนะครับ ศาสตราจารย์”
(อ่า ชัดแจ๋วเลยครับ ครับผม ผมจะทำให้เต็มที่ครับ)
ติ๊ดๆๆ
ไม่ได้คุยกันตั้งนาน
น่าจะคุยเรื่องสัพเพเหระกันบ้าง
‘ฉันนี่ก็แปลก’
คุยกับโจซูด็อกทีไรต้องหาเรื่องแกล้งทุกที
หึหึหึ
เอาเถอะ รีบๆ โตเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็เกษียณเร็วๆ ดีกว่า
จะซื้อเรือสำราญลำยักษ์ แล้วชวนโจซูด็อกมาจิบไวน์แพงๆ ทุกวันเลย
เอาล่ะ เพื่อรอคอยวันนั้น!
วันนี้ก็ไปเล่นรักบี้ (...) ต่อดีกว่า
ผมก้าวเท้าเดินไปยังสนามกีฬาทันที
…
บนอัฒจันทร์เต็มไปด้วยกล้องขนาดใหญ่
นอกจากทีมงานของคิงส์แมนแล้ว ยังมีนักข่าวจากที่อื่นมากันให้พรึ่บ
พวกเขาหันเลนส์กล้องไปทางเทนเนสซี
“ถ้าลงข่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผม ทางตระกูลจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด”
น้ำเสียงเย็นชาของเทนเนสซีทำเอาพวกนักข่าวยอมถอย และหันกล้องหนีไป
อืม
บางทีเทนเนสซีก็ดูเหวี่ยงๆ ใส่ผมบ้าง
แต่พอดูตอนที่ทำกับคนอื่น... หมอนั่นปฏิบัติกับผมเหมือนเทวดาเลยแฮะ
ช่างเถอะ
ที่ผ่านมาการแข่งขันก็มีแค่การแข่งภายในของปี 1 เท่านั้น
แต่วันนี้กลับมีคนหน้าแปลกๆ โผล่มาเพียบ
‘ตัวใหญ่กันทั้งนั้น’
ไม่ใช่รุ่นราวคราวเดียวกับเราแน่
มีทั้งคนที่ไว้หนวดเครารุงรัง และคนที่ดัดผมหยิกฟู
‘ใครกัน?’
ในขณะที่ทุกคนกำลังสงสัย
ตึก ตึก
เดวอนเดินตรงเข้ามาหาพวกเรา
ด้วยความที่ต้นขาใหญ่เป็นพิเศษ
เขาเลยต้องเดินขาถ่างเป็นเป็ดโดยปริยาย
“จะให้แข่งกันเองระหว่างทีม 1 กับทีม 2 ตลอดไปได้ยังไง? ฉันเลยเชิญแขกพิเศษมา”
“......?”
“ทีมรักบี้มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์”
เคมบริดจ์ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับท็อป 10 ของโลก
แน่นอนว่าทีมรักบี้ต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ
จากนั้นเดวอนก็หันมาทางผมแล้วพูดว่า
“ลองสู้ดูสักตั้ง”
“ครับ?”
“เห็นบ่นว่าแข่งกับเพื่อนรุ่นเดียวกันเลยใส่ไม่เต็มที่ไม่ใช่เหรอ”
“.......”
“วันนี้คู่แข่งเป็นรุ่นพี่ จัดเต็มได้เลย เป็นไง?”
จัดเต็มงั้นเหรอ
“ผลจะออกมาเป็นยังไง ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน”
เดวอนส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้ผม