- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 145 [ฟรี]
บทที่ 145 [ฟรี]
บทที่ 145 [ฟรี]
บทที่ 145 [ฟรี]
หลังเลิกเรียน ณ ห้องฝึกสมรรถภาพทางกาย
วันนี้มีการให้คำแนะนำและวิจารณ์ผลการซ้อมแข่งเมื่อเช้า
สถานการณ์คือเดวอนเป็นคนอธิบาย ส่วนผมกับแจ็กเป็นผู้ฟัง
“ฟังไปยกลูกเหล็กไป”
เออ ก็ต้องทำอยู่แล้วนี่หว่า
ผมคิดว่าฟังไปซ้อมไปก็ไม่ได้แย่อะไร
ปัญหาอยู่ที่ความหนักหน่วงของการออกกำลังกายนี่สิ
“เห็นเกมรับที่เละเทะนั่นไหม?”
“อึก... อ้ากกก!”
“ฮึ่ยยย!”
“ไม่ได้ยินที่ฉันพูดหรือไง? หุบปากแล้วยกไป”
ก็น้ำหนักขนาดนี้มันใช่จะยกได้เงียบๆ ที่ไหนกันเล่า...
แต่เขาคงไม่สนหรอก
“ไม่มีคนสั่งการ ก็เลยวิ่งพล่านกันไปทางโน้นทีทางนี้ที แบบนี้มันจะไปรอดอะไร?”
เขาสอนหลักการป้องกันพื้นฐานให้
ว่าต้องวางแท็กติกอย่างไร และการเล่นเป็นทีมควรดำเนินไปในทิศทางไหน
“จำหลักการพื้นฐานพวกนี้ไว้ แล้วค่อยสั่งการเพื่อน”
“อึก... อ้ากกก!”
“โว้ย หนวกหูจริง”
พอจบนึ่งเซตแล้วทำท่าจะนอนแผ่หรา เขาก็จะสาดคำสอนชุดใหญ่ใส่ทันทีราวกับรอจังหวะนี้อยู่แล้ว
“สถานการณ์มันเปลี่ยนตลอดเวลา การจะประเมินข้อมูลทั้งหมดแล้วสั่งการให้แม่นยำมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จะทำไงได้ อยากชนะก็ต้องทำให้ได้ ไม่ใช่เหรอ?”
เดวอนบอกว่า เพื่อการอ่านเกมที่ถูกต้อง วิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและการคำนวณที่รวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็น
“ไอ้การที่พวกนายสองคนมาเรียนกับฉันโดยตรงน่ะมันสบายใจที่สุดแล้ว แต่แบบนั้นมันก็จะเกิดปัญหาอีกอย่างตามมา”
ผมกับแจ็กเป็นปีกซ้ายขวา
ถ้าดึงคนใดคนหนึ่งไปยืนเป็นปราการด่านสุดท้าย?
“ก็เท่ากับปีกหักไปข้างหนึ่ง คู่ต่อสู้คงขอบคุณจนน้ำตาไหล จากนั้นพวกมันก็จะจ้องเล่นงานปีกที่เหลืออยู่แค่ข้างเดียวนั่นแหละ”
“งั้นถ้ายอมดึงคนหนึ่งมาเล่นเกมรับ แล้วหาตัวรุกคนใหม่มาแทน พอจะมีวิธีไหมครับ?”
“ใครล่ะ?”
“อย่างเช่น... เลโอ ที่วันนี้ฟอร์มดีๆ ไงครับ...”
“เจ้านั่นก็แค่พอใช้ได้ เป็นตัวสำรองน่ะพอไหว แต่ถ้าให้ลงตัวจริง ไม่เกิน 5 นาทีก็โดนสอยร่วง”
การฟังบรรยายสบายๆ จบลงเพียงเท่านี้
พวกเราต้องกลับไปจับบาร์เบลอีกครั้ง
อึก... อ้ากกก!
“ทางที่ดีที่สุดคือพวกแกสองคนต้องเล่นเป็นปีกซ้ายขวา เพราะทางเลือกในการโจมตีทางเดียวกับสองทางน่ะ มันคนละระดับกันเลย”
“อึ้กกก!”
งั้น... เกมรับล่ะครับ?
เป็นประโยคที่จุกอยู่ที่คอจนพูดไม่ออก
โชคดีที่เดวอนคงอ่านสายตาผมออก
“มีผู้นำที่ไม่ได้เรื่อง สู้ไม่มีเสียยังดีกว่า จะปั้นขึ้นมาส่งเดชก็ใช่ว่าจะได้เรื่อง สู้ทำแบบนี้ดีกว่า”
“......?”
“เสียหนึ่งลูก ก็ยิงคืนสองลูก สร้างแท็กติกบุกแหลกแบบสุดขั้วไปเลย ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง”
แล้วถ้ายิงได้สอง แต่เสียสามล่ะ?
“นั่นก็เรื่องของดวงพวกแกแล้ว”
ปัดโธ่เอ๊ย!
หลังจากนั้นคำอธิบายเรื่องแท็กติกก็ดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่
ด้วยเหตุนี้ แม้การฝึกจะจบลงแล้ว แต่พวกเราก็ยังต้องออกกำลังกายเพิ่มต่อไป
อึก... อ้ากกก!
มะ... ไม่ไหวแล้ว!
“แฮ่ก... แฮ่ก...”
ในตอนที่ผมกับแจ็กหมดสภาพจนลงไปกองกับพื้น
ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเดวอนก็โผล่เข้ามาในครรลองสายตา
“พิซซ่า ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ เลือกมา”
…
มื้อเย็นวันนี้ก็เป็นพิซซ่าอีกเช่นเคย
เพราะไม่มีแรงจะเลือกเลยได้แต่พะงาบๆ หายใจ เมนูเดิมๆ เลยวนกลับมาอีกครั้ง
แต่มันจะสำคัญอะไรนักหนาเล่า
ผมรีบกระดกโค้กเข้าปากก่อนเป็นอันดับแรก
อึก อึก อึก
ค่อยยังชั่ว เหมือนรอดตายมาได้
เดวอนประกบพิซซ่าสองชิ้นเข้าด้วยกันแล้วอ้าปากกว้าง
งั่ม งั่ม
หลังจากจัดการพิซซ่าจนเกลี้ยงในพริบตา เขาก็หันมามองผม
“ทำไมไม่กิน?”
“กะ... กินอยู่ครับ”
เคี้ยวๆ
“พวกแกน่ะ ถึงฉันจะเป็นครูพลศึกษาที่ต้องเคี่ยวเข็ญเรื่องกีฬา”
“......?”
“แต่ถึงจะเล่นรักบี้ ก็อย่าลืมหน้าที่ของนักเรียนซะล่ะ”
“แน่นอนครับ ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่...”
“ใช่ แบ่งเวลาที่แทบไม่มีนั่นแหละ ไปหาแฟนซะ”
หือ?
ไม่ใช่ให้ไปเรียนหนังสือ แต่ให้ไปมีแฟนเนี่ยนะ?
“ในชีวิตที่แห้งแล้ง หากขาดบ่อน้ำที่เรียกว่าความรักแล้ว เราจะไปหาที่ดับกระหายได้จากไหนกัน!”
“.......”
“ทำไมไม่ตอบล่ะ?”
ตอนนั้นเองแจ็กก็พูดแทรกขึ้นมา
“จีฮุนเขาเนื้อหอมจะตายครับ”
“งั้นเหรอ?”
“ครับ คนที่ชอบหมอนี่มีเป็นกอง”
เพิ่งเคยได้ยินนี่แหละ
ต่อให้เป็นเรื่องจริง ผมก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว
แต่ความคิดของเดวอนดูจะต่างออกไปมาก
“เจ้าเด็กนี่ ทำไมทำหน้าตายซากแบบนั้น?”
“ครับ?”
“ฉันอุตส่าห์เลี้ยงข้าวแถมสอนวิชาชีวิตให้ แทนที่จะจดจำใส่สมอง ดันทำหน้าเหมือนบรรลุทางโลกไปแล้ว มันใช้ได้ที่ไหน?”
ยังไม่ถึงขั้นบรรลุหรอกครับ
แค่รอบนี้เป็นชีวิตที่สองเท่านั้นเอง
ไม่ว่าผมจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เดวอนก็พูดแต่เรื่องของตัวเอง
“การหายใจกับการมีความรักน่ะ ห้ามหยุดพักเด็ดขาด”
“แล้วครูล่ะครับ...”
“ฉันกลั้นหายใจมาครึ่งปีแล้ว”
เดวอนทำหน้าเหมือนจะขาดใจตายอยู่รอมร่อ
หึ
เอาเถอะ
กิจวัตรที่ต้องเหงื่อออกทุกวัน แล้วจบลงด้วยการกินข้าวด้วยกันแบบนี้
‘ก็ไม่เลวเหมือนกันแฮะ’
ผมเผลอยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดีอยู่คนเดียว
…
ในขณะเดียวกัน ณ ห้องสภานักเรียนชั้นปี 2
“ส่งไปทางซ้าย”
คาร์ลเรียกเพื่อนร่วมรุ่นชมรมรักบี้มารวมตัวกันแล้วส่งนิตยสารเวียนไปรอบๆ
เพราะนิตยสาร คิงส์แมน กำลังเป็นกระแสฮือฮา
คาร์ลเองก็เคยทำนิตยสารส่วนตัวออกมาเล่มหนึ่งไม่ใช่หรือ
เห็นว่าตัวอย่างเพิ่งเสร็จออกมาสดๆ ร้อนๆ พอได้รับมาก็เลยรีบแจกจ่ายให้เพื่อนฝูงดูทันที
เนื่องจากพวกนั้นเปิดดูจากหน้าสุดท้าย คาร์ลจึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าทะมึน
“ฉันไม่มีความคิดจะเอาการ์ตูนเกรดต่ำมาลงหรอกนะ”
“กะ... ก็แหงอยู่แล้ว...”
“กำลังหาอยู่พอดีว่ามีการ์ตูนไหม โชคดีจัง ฮ่าๆ”
เสียงหัวเราะฝืดเฝื่อนดังขึ้นประปราย
“เป็นไง?”
เพิ่งจะส่งให้ดูเมื่อกี้ จะถามว่าเป็นไงแล้วเรอะ
ถึงอย่างนั้นคำตอบก็ยังพยายามบีบออกมาจนได้
“ระ... ระดับมันต่างกันจริงๆ”
“แค่ดูสารบัญก็ได้คำตอบแล้ว มันต่างกัน ชัดเจนเลย”
การอวยแบบไร้วิญญาณย่อมมีขีดจำกัด
พอเริ่มหมดมุกจะชม ความเงียบอันน่าอึดอัดก็เริ่มก่อตัวขึ้น
“กัปตัน!”
เสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามาพร้อมกับประตูห้องสภานักเรียนที่เปิดออก
ผู้ที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือรองกัปตัน ราล์ฟ นั่นเอง
“รู้แล้ว”
“โวยวายอะไรของนาย?”
อุตส่าห์มารวมตัวจัดงานวิจารณ์ (?) กันอยู่แท้ๆ
แต่ราล์ฟกลับพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจัง
“เรื่องพัคจีฮุนไง ที่นายสั่งให้ไปสืบดูว่าทำไมมันถึงได้ซ่านัก”
“แล้ว?”
“ดูเหมือนว่ามันจะได้รับการติวเข้มจากอาจารย์อยู่น่ะสิ”
“ติวเข้ม?”
“เห็นว่าเรียนรักบี้หลังเลิกเรียนทุกวัน สงสัยกะจะชนกับพวกเราให้รู้ดำรู้แดง เลยไปเกาะติดเดวอนแจเลย”
ทันทีที่สิ้นเสียงของราล์ฟ
“.......”
ภาพหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของคาร์ล
‘นี่ ตัวแทนเด็กปี 1 มีข้อเสนอจะมาคุยกับนายแน่ะ’
วันนั้นที่พัคจีฮุนมาทำอวดดีใส่
คนที่เรียกคาร์ลออกไปไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นอาจารย์เดวอน
ตอนเปิดคณะกรรมการวินัยก็ไม่ยอมเขียนความเห็นให้แท้ๆ...
รู้สึกเหมือนจิ๊กซอว์ค่อยๆ ต่อเข้าหากันทีละชิ้น
เออ พวกมันคงจะใช้สมองกันมาบ้างสินะ
“แค่เรียนรักบี้ มันจะไปช่วยอะไรได้?”
“นั่นสินะ”
ยังไงซะพัคจีฮุนก็เป็นไอ้พวกขี้โม้ที่คิดว่าโลกหมุนรอบตัวเองอยู่แล้ว
“ได้ยินมาว่ามีประกาศขึ้นบอร์ดปี 1 ด้วย”
“......?”
“เห็นว่าจะแข่งกับปี 2 เลยเปิดรับสมัครสมาชิกทีม”
นั่นไงล่ะ
การแข่งคัดตัวจะจัดหรือไม่จัดยังไม่ได้ให้คำตอบที่แน่นอน แต่ดันชิงรวบรวมคนก่อนเนี่ยนะ?
“แน่นอนว่าเป็นบอร์ดนิรนาม เลยฟันธงไม่ได้ว่าใครเป็นคนโพสต์ แต่ว่า...”
“ก็เห็นๆ กันอยู่”
เออ
คิดจะตั้งทีมตั้งแต่ตอนนี้เลยเหรอ?
“ไปป่วนมันหน่อยดีไหม?”
“ป่วน? ยังไง?”
คาร์ลไม่ตอบคำถามของราล์ฟ เพียงแต่แสยะยิ้มประหลาดออกมาเท่านั้น
…
คืนนั้น
ผมขอใบอนุญาตออกนอกโรงเรียนเพื่อไปยังร้านค้า
เมื่อเช้าก็ซ้อมแข่ง หลังเลิกเรียนก็ซ้อมหนักจนแทบหมดแรง ถึงจะหลับไปตอนนี้เลยก็ไม่แปลกหรอก แต่...
จะทำไงได้!
มีงานต้องทำก็ต้องออกไปดู
‘อึ้บ’
ที่ร้านมีใบหน้าที่คุ้นเคยรออยู่
ฟาเบอร์ที่ไปทำงานนอกสถานที่นั่นเอง
“อ้าว กลับมาจากนิวยอร์กแล้วเหรอครับ?”
“ศาสตราจารย์โจซูด็อกเล่นต้อนรับแบบฟูลคอร์สซะขนาดนั้นน่ะครับ”
ฟาเบอร์ทำหน้าสยองเมื่อนึกย้อนกลับไป
ฟูลคอร์สของโจซูด็อกน่ะขึ้นชื่ออยู่แล้ว
วันแรกที่ไปถึง ยังพากินข้าวเย็นดีๆ อยู่หรอก
แต่วันถัดไปคือ งาน งาน งาน
ใช้คอนเนกชันส่วนตัวนัดหมายตารางงานละเอียดยิบระดับนาที นั่งแท็กซี่ตระเวนไปทั่วเพื่อเคลียร์งานมหาศาล
เจอแบบนั้นเข้าไปสักอาทิตย์ ทุกคนก็ต้องย้อนกลับมาทบทวนชีวิตตัวเองกันทั้งนั้น!
อุตส่าห์อดหลับอดนอน ขยันทำงานแทบตายแล้วนะ...
แต่ตาลุงนี่มันอะไรกัน? ปีศาจหรือเปล่า?
‘หึหึหึ’
คนสนิทของผม ไม่ใช่ใครจะเป็นก็ได้นะเออ!
ระหว่างที่ผมหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ ฟาเบอร์ก็ส่ายหน้าไปมาราวกับจะไล่ปีศาจร้าย (?) ออกไป
“ถ้า... ถ้าช้ากว่านี้คงไม่ดี ผมเลยรีบกลับมารายงานตัวครับ”
“แล้วได้ผลงานไหมครับ?”
“ได้สิครับ”
เขาหยิบเสื้อตัวหนึ่งออกมาจากกล่องใบใหญ่
“เสื้อรักบี้ ตัวอย่างเสร็จแล้วครับ”
“ทำไมเสร็จเร็วจัง?”
“มัน... ดันทำได้น่ะสิครับ”
พอเถอะ
ขืนคุยต่อเดี๋ยวเขาร้องไห้
“ขอลองใส่ได้ไหม?”
“เราตัดเย็บตามไซซ์ท่านประธานอยู่แล้วครับ”
ว้าว
พอดีตัวเป๊ะเลย
เนื้อผ้าก็ดี ให้ความรู้สึกกระชับแนบไปกับตัว
“เป็นเสื้อรักบี้ทรงมาตรฐานครับ เราลองผสมสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์ของ ซูพรีม เข้ากับสีเขียวที่เป็นเอกลักษณ์ของ กุชชี่ ดู”
คงเพราะปกติไม่ค่อยมีใครเอาสีแดงกับเขียวมาใช้ร่วมกันหรือเปล่านะ
พอเอาสีดำมาตัดที่ขอบทั้งสองข้างเพื่อคุมโทน
‘แค่เติมสีดำเข้าไป ก็ดูสวยขึ้นขนาดนี้เชียว?’
ไม่ใช่แค่นั้น
“ถ้าดูด้านหลังจะเห็นลายปักครับ เราพยายามคุมโทนให้ดูหรูหราที่สุด”
“เยี่ยมเลยครับ”
“มันยังเป็นแค่ตัวอย่างน่ะครับ ยังมีจุดที่ต้องแก้...”
ถึงตรงนี้ฟาเบอร์ก็ตัวสั่นขึ้นมาวูบหนึ่ง
“เป็นอะไรไปครับ?”
“ขอโทษครับ จู่ๆ ก็นึกถึงความทรงจำแย่ๆ ขึ้นมา”
“......?”
ฟังดูแล้วเหมือนจะโดนโจซูด็อกอบรมจิตใจมาอย่างหนัก
ประมาณว่า
จะเอาอะไรไปให้ท่านประธานดู ต้องสมบูรณ์แบบที่สุด!
ต่อให้เป็นตัวอย่าง ก็ต้องทำให้คุณภาพเหมือนของจริง!
นั่นคือมารยาทต่อท่านประธาน!
คงเป็นผลข้างเคียงจากการอบรมสินะ
ฟาเบอร์สั่นสะท้านอีกครั้ง
ช่างเถอะ
“ดีครับ ดีไซน์ไม่มีอะไรต้องแก้เลย”
“ถ... ถูกใจไหมครับ?”
“ผมสำคัญที่ไหนกันล่ะครับ มันเป็นผลงานของคุณฟาเบอร์ คุณต้องถูกใจสิครับ”
“ก็จริงครับ แต่ว่า อ่า...”
หึหึหึ
“ลองส่งคุณลูคัสไปดูงานบ้างดีไหมครับ?”
“เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เจ้านั่นต้องโดนซะบ้าง... เอ้ย ไม่ใช่ ต้องได้รับการฝึกแบบฮาร์ดคอร์บ้างครับ”
หึ
คอลแลปกับกุชชี่เท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว
“คุณดีไซเนอร์ครับ ผมมีเรื่องอยากถามเป็นการส่วนตัวหน่อย”
น้ำเสียงของผมเปลี่ยนไปจากปกติหรือเปล่านะ
ฟาเบอร์ถึงได้เอียงคอมองผม
“เสื้อผ้าที่วางจำหน่ายไปช่วงนี้น่ะครับ”
“ครับ ท่านประธาน”
“ผมลองคิดดูแล้ว เหมือนเราจะทำออกมาแต่ไซซ์มาตรฐานนะครับ”
“ครับ? เราก็ผลิตออกมาหลากหลายไซซ์อยู่นะครับ”
“ผมรู้ครับ แต่ว่า”
“......?”
“น่าเสียดายที่พวกยักษ์ใหญ่ใส่เสื้อผ้าของเราไม่ได้เลย”
“ยะ... ยักษ์เหรอครับ?”
“ผมเลยอยากเสนอว่า เสื้อผ้าที่เราเคยปล่อยออกไป ลองเอามาผลิตใหม่แบบ ‘บิ๊กไซซ์’ แยกต่างหากดูดีไหมครับ”
“ถ้าท่านประธานต้องการก็ต้องทำสิครับ ทำไมต้องถามความเห็นผม...”
“ก็มันเป็นผลงานที่คุณฟาเบอร์ออกแบบนี่ครับ แน่นอนว่าต้องขออนุญาตเจ้าของผลงานก่อน”
“ไม่ครับ ต่อไปไม่ต้องบอกก็ได้ครับ”
“ครับ?”
ทันใดนั้น ใบหน้าของโจซูด็อกก็ซ้อนทับขึ้นมาบนหน้าของฟาเบอร์
ความ. เชื่อ. ใจ. ไร้. ขีด. จำกัด. ต่อท่านประธาน
ไม่น่าเชื่อว่าฟาเบอร์ผู้เป็นไอคอนแห่งการต่อต้านและขบถจะกลายสภาพเป็น...
เอาเถอะ
ผมคุยกับฟาเบอร์จนตกลงกันได้ว่าจะผลิตออกมาจำนวนจำกัด
ระหว่างเดินออกจากร้าน
‘บิ๊กไซซ์สินะ’
ผมนึกภาพครูเดวอนมาต่อแถวหน้าร้าน แล้วก็เผลอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข