- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 125 [ฟรี]
บทที่ 125 [ฟรี]
บทที่ 125 [ฟรี]
บทที่ 125 [ฟรี]
‘เท่านี้เรื่องสถานที่ก็เรียบร้อย’
เรื่องตกแต่งภายในปล่อยเป็นหน้าที่ของโอลิเวีย
ส่วนผมคงต้องไปแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ที่จะช่วยโปรโมทร้านสินะ
จุดหมายของผมคือห้องสวีตที่ลูคัสพักอยู่
อาจเพราะได้ห้องที่ดีที่สุดในลอนดอน สีหน้าของลูคัสจึงดูสดใสขึ้นมาก
‘เมื่อกี้ก็เจอกันแวบหนึ่ง แต่นั่นมีโจซูด็อกอยู่ด้วย’
การได้คุยกันจริงๆ จังๆ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก
เรานั่งเผชิญหน้ากันโดยมีโต๊ะกลางคั่น
“ถูกใจห้องพักไหมครับ?”
“นะ แน่นอนครับ นี่มันที่สุดแล้ว”
“หลังจากนี้คงต้องอยู่ลอนดอนยาว ระหว่างโรงแรมกับบ้านพัก สะดวกแบบไหนมากกว่ากันครับ?”
“การได้ลองใช้ชีวิตบนชั้นบนสุดของโรงแรมถือเป็นความฝันชั่วชีวิตของผมเลยครับ แต่......”
“งั้นก็เอาตามนั้นไหมครับ?”
“แต่มันจะสิ้นเปลืองเกินไปหรือเปล่าครับ”
“เดี๋ยวคุณก็หาเงินมาคืนทุนให้ผมได้เองแหละครับ”
“ผะ ผมเนี่ยนะครับ?”
ลูคัสเกาหัวแก้เก้อ
สีหน้าแสดงออกชัดเจนว่าไม่กล้าจินตนาการเลยว่าตัวเองจะมีความสามารถขนาดนั้น
“ไหนๆ ก็คุยเรื่องนี้แล้ว ขอถามหน่อยครับว่าหลังจากนี้ผมต้องทำอะไรบ้าง?”
“แน่นอนว่าต้องเป็นงานออกแบบสิครับ”
“งานออกแบบมันก็มีหลายแขนงนะครับ......”
“อะไรก็ได้ครับ จะทำเสื้อยืดแบบที่ทำอยู่ก็ได้ หรือหมวก เสื้อฮู้ด แม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ ผมก็ไม่ขัด”
ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงอย่างแรง
“ทำแค่นั้นแล้วได้เงินเหรอครับ?”
พยักหน้า
ลูคัสเกาหัวแกรกๆ อีกรอบ ราวกับไม่รู้จะตอบรับยังไง
“ได้ยินว่าค่าตัวผมปีละ 1 แสนดอลลาร์เชียวนะครับ”
ตัวเลขที่คนรู้อนาคตอย่างผมเท่านั้นถึงจะกล้าจ่าย
“แต่จะให้ผมหมกตัวอยู่แต่ในห้องวาดรูปอย่างเดียวเหรอครับ?”
“ไม่ใช่ในห้องครับ”
“......?”
“ให้ไปทำงานที่ร้านซีเล็กต์ช็อปครับ”
“อ๋อ มีสตูดิโอให้ด้วยสินะครับ”
ต้องคอยดูแลร้านด้วยนิดหน่อย
แต่ก็นะ ร้านลับแบบนี้คงไม่มีอะไรให้ดูแลมากนักหรอก
ดูเหมือนลูคัสเองก็คิดคล้ายกัน
“ท่านประธานครับ พอจะมีงานอื่นให้ผมทำเพิ่มไหมครับ?”
“ครับ?”
“คืองานออกแบบมันไม่ใช่ว่าจะนึกอยากทำก็ทำได้เลยนี่ครับ แบบว่า... เวลาสมองตัน คิดงานไม่ออก จะได้มีงานอื่นทำแก้เครียด......”
อ้อ
กลัวว่าถ้าออกแบบไม่ถูกใจแล้วจะโดนไล่ออก เลยอยากของานอื่นทำกันเหนียวไว้ก่อนสินะ?
‘คิดมากจังแฮะ’
ถึงเจตนาผมจะไม่ได้ต้องการแบบนั้น
แต่ดูท่าทางเจ้าตัวคงสบายใจกว่าถ้าได้รับผิดชอบงานเพิ่ม
เอาสิ งั้นก็...
“ชอบถ่ายรูปไหมครับ?”
“ชอบมากครับ แต่ไม่มีกล้องให้ถ่าย”
“ดีเลย ผมกำลังคิดจะทำนิตยสารผู้ชายอยู่พอดี ช่วยรับผิดชอบคอลัมน์ในนั้นหน่อยสิครับ”
คำสั่งของผมเรียบง่าย
แค่หิ้วกล้องเดินเตร่ไปตามถนนในลอนดอน เจอใครแต่งตัวถูกใจก็ถ่ายรูปแล้วขอสัมภาษณ์มา
มีค่าตัวนางแบบนายแบบให้ด้วย คงหาคนยอมให้ถ่ายได้ไม่ยาก
“ฟังดูเหมือนบอกว่าถ้าเบื่อเฝ้าร้านก็ออกไปเดินเล่นได้เลยนะครับ”
“ไม่ชอบเหรอครับ?”
“ชอบสิครับ”
แค่นี้ก็น่าจะลงตัวแล้ว
ตอนที่ผมกำลังจะลุกขึ้น
“ท่านประธานครับ”
ลูคัสเรียกผมไว้ด้วยท่าทีร้อนรน
แต่ต่างจากน้ำเสียงที่ดูรีบร้อน ใบหน้าของเขากลับดูขัดเขินชอบกลตอนเริ่มเอ่ยปาก
“คะ คือว่า อาจจะดูเป็นการล่วงเกินนะครับ แต่......”
“......?”
“เมื่อกี้ได้ยินประธานคุยกับศาสตราจารย์โจซูด็อก เหมือนว่ากำลังต้องการคนเพิ่มใช่ไหมครับ?”
อ่า แค่ซูพรีมเจ้าเดียวก็พอแล้วแท้ๆ
แต่สถานการณ์มันพาไปนี่นะ
“ผมเองก็ลังเลอยู่นานว่าจะบอกดีไหม ลำพังแค่รับผมไว้คนเดียวก็ขอบคุณจะแย่แล้ว......”
“ไม่เป็นไรครับ พูดมาเถอะ”
ถึงจะอนุญาตแล้ว เขาก็ยังดูลอบสังเกตท่าที
ในที่สุดลูคัสก็หลับตาปี๋แล้วพูดรัวเร็ว
“คะ คือ ในบรรดาคนรู้จักของผม มีเจ้านึงที่เซนส์ใช้ได้เลยครับ ถ้าท่านกำลังต้องการคน ลองพิจารณาหมอนั่นดูสักครั้งไหมครับ”
เดี๋ยวนะ
‘คนรู้จักของลูคัสเหรอ?’
ความรู้สึกเหมือนความทรงจำที่ซ่อนอยู่ในลิ้นชักลึกสุดของโต๊ะทำงานที่ฝุ่นจับเขรอะ ค่อยๆ โผล่หัวออกมาทักทาย
เพราะแบบนั้นหรือเปล่า
“เขาเป็นดีไซเนอร์เหมือนกันเหรอครับ?”
น้ำเสียงของผมเจือความตื่นเต้น
ลูคัสจับสังเกตจุดนั้นได้
“หมอนั่นไม่ได้เรียนมาสายตรงหรอกครับ แต่ฝีมือร้ายกาจใช้ได้เลย เคยมาทำงานที่ร้านผมอยู่พักนึง แต่แทนที่จะทำงานทำการ ดันเอาแต่นั่งขีดๆ เขียนๆ ใส่สมุดโน้ตทั้งวัน”
แต่พอดูผลงานตอนหลัง กลับออกมาเจ๋งเป้งเลยใช่ไหมล่ะ?
“ถ้าไม่ติดว่าเป็นผู้อพยพจากอังกฤษแล้วสำเนียงฟังดูน่าหมั่นไส้ไปหน่อย ก็ถือว่าเป็นเพื่อนที่ดีมากคนนึงเลยครับ”
วินาทีที่ลูคัสเน้นเสียงคำว่า ‘อังกฤษ’
ลิ้นชักความทรงจำที่ปิดสนิทก็ร่วงกราวลงมาจากโต๊ะ
น่าประหลาดใจ ในลิ้นชักนั้นมีป้ายชื่อเก่าซีดอันหนึ่งวางอยู่
ผมเงยหน้าถามลูคัส
“เพื่อนคนนั้นชื่ออะไรครับ?”
“เจมส์... เจมส์ เจ็บบิอา เอ้ย ไม่ใช่... เจมส์ ฟาเบอร์ครับ”
และแน่นอน บนป้ายชื่อในความทรงจำนั้น สลักชื่อเดียวกันเป๊ะ
…
10 นาทีต่อมา
ลูคัสยกหูโทรศัพท์ด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“บินมาลอนดอนเดี๋ยวนี้เลย เร็วเข้า”
(หา?)
“ฟังนะเว้ย ข้อเสนอโคตรดี”
ลูคัสยังอธิบายไม่ทันจบ ฟาเบอร์ก็ตอบกลับเสียงแข็ง
(จะโดนหลอกก็โดนไปคนเดียวสิ จะมาลากคนสติดีอย่างฉันไปเอี่ยวด้วยทำไม?)
“ขี้ระแวงจริง”
ลูคัสกระชับหูโทรศัพท์แล้วพูดต่อ
“รู้จัก จอห์น กรีน ใช่ไหม? บริษัททำรองเท้า ที่นายเคยบอกอยากซื้อให้พ่อเป็นของขวัญน่ะ”
(ฉันพูดตอนไหน?)
ทีตอนเมาเพ้อเจ้อล่ะพูดจัง
พอหายเมาแล้วทำมาเป็นจำไม่ได้
“เอาเถอะ ประธานของฉันคือคนที่ทำให้ จอห์น กรีน ที่หยิ่งยโสยอมจับมือด้วยได้”
(.......)
“คิดว่าระดับ จอห์น กรีน จะยอมโดนหลอกง่ายๆ เหรอ? ถามจริง?”
(ฉันไม่สน)
“เฮ้ย ไหนบอกไม่มีอะไรทำไง? จะเล่นตัวทำไมวะ?”
(ไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็นพวกขบถ?)
“รู้ รู้ดีเลยล่ะ ตอนนี้ก็ซึ้งใจจนน้ำตาจะไหลอยู่เนี่ย ไอ้เวร”
ฟาเบอร์เป็นมนุษย์ประเภทที่ใช้ชีวิตเพื่อต่อต้านระเบียบสังคมเดิมๆ
มิน่าล่ะ
(ฉันไม่มีความคิดจะรับออเดอร์ใครมาทำงานแม้แต่นิดเดียว)
ท่าทางจะเกลียดการเป็นลูกน้องคนเข้าไส้
(ต่อให้ต้องอดตายแบบนี้ ฉันก็จะขอมีอิสระไปตลอดชีวิต......)
“เออ อิสระ”
(หือ?)
“ให้มาทำตามใจนาย อยากทำอะไรก็ทำ ตามใจชอบเลย”
(หมายความว่าไง?)
“จะถามอะไรนักหนา ก็ตามที่พูดนั่นแหละ”
(เฮ้ย ทำงานตามใจชอบแล้วใครเขาจะให้เงินวะ?)
ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันโว้ย
แต่จะให้พูดแบบนั้นได้ยังไง
“เอาเป็นว่านายฝันอยากทำอะไรก็ทำได้หมด จะใช้ผ้าเกรดพรีเมียม หรือจะผลิตออกมาพันตัวแล้วขายไม่ออกสักตัว เขาก็ไม่ว่า แค่ทำสิ่งที่นายอยากทำก็พอ”
(เขาเป็นแม่ฉันหรือไง?)
“แม่นายยังไม่ทำให้ขนาดนี้เลยมั้ง”
(แล้วเขาเชื่อใจอะไรฉันนักหนา......)
“สรุปจะมาไม่มา?”
ยื่นคำขาด
คงเพราะท่าทีของลูคัสที่ทำเหมือนจะวางสายจริงๆ
(ทำสิ่งที่อยากทำได้จริงๆ ใช่ไหม?)
เป็นครั้งแรกที่น้ำเสียงของฟาเบอร์ฟังดูจริงจัง
…
คืนนั้น
โอลิเวียรับโทรศัพท์ตอนดึก
เนื้อหาคือได้รับอนุญาตจากเซอร์ลูอิสแล้ว ให้เริ่มจัดร้านได้เลย
เธอออกมาที่หน้าร้านทันทีเพราะอยู่ไม่ไกลจากบ้าน
พอขนของออกไปหมดแล้ว
‘กว้างกว่าที่คิดแฮะ?’
โอลิเวียเดินสำรวจไปรอบๆ พลางวาดภาพการจัดวางในหัว
ตั้งแต่สีวอลล์เปเปอร์ เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงจำนวนหุ่นโชว์
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้
ตอนที่ห้องว่างเปล่าเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในจินตนาการ
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังมาจากด้านหลัง
หือ? ต้องออกไปแล้วเหรอ
‘ไหนบอกว่าใช้ได้ตามสบายไง’
เธอรีบไปเปิดประตู
แน่นอนว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือเซอร์ลูอิส
“มีของมาส่งถึงจีฮุนคุง”
“อ๋อ เดี๋ยวฉันรับไว้ให้ค่ะ”
“แต่ว่า”
“......?”
“ของที่มาส่งมีพอสมควรเลยครับ แต่มีบางชิ้นที่ขนเข้ามาในร้านลำบาก”
“หมายความว่ายังไงคะ?”
เซอร์ลูอิสเดินนำออกไปเหมือนจะบอกว่าให้ไปดูเอง
หน้าร้านเทเลอร์ มีชายวัยกลางคนสวมเสื้อโค้ทกันฝนยืนอยู่
เขาโค้งคำนับทันทีที่เห็นโอลิเวีย
“ท่านประธานใหญ่ส่งมาครับ”
ประธานใหญ่? ประธานคนไหน?
“พอติดต่อไปหาคุณหนูจีฮุน คุณหนูก็บอกให้ส่งมาที่นี่ครับ”
“บอกว่าให้ฉันรับไว้ได้เหรอคะ?”
“ครับ ท่านบอกว่าคุณหนูโอลิเวียเป็นคนขอมาเอง”
‘ฉันขอเหรอ?’
เครื่องหมายคำถามผุดขึ้นบนหัวได้เพียงครู่เดียว
‘อ๋อ!’
โรเล็กซ์วินเทจนั่นเอง
แต่ทว่า นั่นมันอะไรกัน?
ภาพที่เห็นตรงหน้าไม่ใช่นาฬิกา แต่กลับเป็นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่
ชายคนนั้นคงอ่านความสงสัยของเธอออก จึงเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ
“ตอนแรกคุณหนูขอแค่นาฬิกา แต่คนอย่างท่านประธานใหญ่มีหรือจะส่งมาแค่นั้น”
“......?”
“นี่คือเซอร์ไพรส์จากท่านประธานใหญ่ครับ”
เขาผายมือไปทางมอเตอร์ไซค์!
“เห็นว่าคุณหนูจีฮุน อยู่อังกฤษ ท่านเลยเตรียมมอเตอร์ไซค์สัญชาติอังกฤษไว้ให้ ถ้าพูดถึงรุ่นนี้ล่ะก็......”
“รู้จักค่ะ”
“ครับ?”
“ไทรอัมพ์ สปีด ทวิน รุ่นตำนานที่วางจำหน่ายปี 1937”
“แค่มองปราดเดียวก็รู้เลยเหรอครับเนี่ย นับถือจริงๆ”
ปกติเธอเป็นประเภทเห็นล้อรถแล้วเลือดลมสูบฉีดอยู่แล้ว
ได้เลือดพ่อมาเต็มๆ พอเห็นรถรุ่นคลาสสิก หัวใจก็เต้นแรงเป็นสองเท่าตามสัญชาตญาณ
แต่ว่า!
ดันเอารถรุ่นเมื่อ 50 ปีก่อนมาวางไว้ตรงหน้าเธอเนี่ยนะ
แถมสภาพยังกริบเหมือนเพิ่งออกจากโรงงานเมื่อวาน
ช่างเป็นรูปโฉมที่งดงามจับใจ
จ้องมองมอเตอร์ไซค์คันนั้นแล้วรู้สึกเหมือนจะถูกดูดเข้าไป จนเธอต้องรีบเงยหน้าขึ้น
“ขอโทษนะคะ สปีด ทวิน ปี 37 สภาพแบบนี้ ต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะหามาได้คะ?”
ชายคนนั้นทำหน้าลำบากใจ
“น่าเสียดายที่รุ่นนี้ต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ครับ เก่าขนาดนี้ แถมสภาพสมบูรณ์ขนาดนี้ ยิ่งหาไม่ได้เข้าไปใหญ่”
“แล้วเขายอมยกของแบบนี้ให้ง่ายๆ เลยเหรอคะ?”
“ถ้าคุณหนูยอมรับไว้ ท่านยินดีจะมอบให้มากกว่านี้อีกครับ”
ไม่สิ มีความสัมพันธ์กันแบบไหนเนี่ย?
ระหว่างที่เธอกำลังตกตะลึง ชายคนนั้นก็หยิบกล่องเล็กๆ ออกมาจากรถที่จอดอยู่
“นี่คือปาเต็ก ฟิลิป ปี 1871 ที่คุณหนูสั่งไว้ครับ”
คุณพระช่วย!
ที่บอกว่าโรเล็กซ์ปี 1900 มันธรรมดาไป
เล่นหาปาเต็ก ฟิลิป ปี 1800 มาได้จริงๆ ด้วย
“จะใส่เองหรือเปล่าครับ?”
“ไม่ค่ะ ไม่มีทาง”
“งั้นจะเอาไว้ตั้งโชว์สินะครับ?”
พยักหน้า
“ให้เราจัดวางให้เลยไหมครับ?”
“จัดวาง?”
“เราเตรียมอุปกรณ์จัดแสดงเกรดเดียวกับพิพิธภัณฑ์มาด้วยครับ”
ฮะ!
วันนี้มีเรื่องให้ตกใจเยอะจริงๆ
“ระ รบกวนด้วยค่ะ”
ถึงปากจะตอบไปแบบนั้น
“.......”
แต่สายตาของโอลิเวียยังคงตรึงอยู่ที่ไทรอัมพ์ ปี 37 ไม่วางตา