- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 111
บทที่ 111
บทที่ 111
บทที่ 111
ในเมื่อเขาบอกว่าความฝันคือนักพัฒนาเกม
ผมก็นึกว่าจะได้คำตอบตกลงง่ายๆ เสียอีก
แต่หมอนั่นกลับให้คำตอบที่คาดไม่ถึง
“...อื้ม”
“ทำไมล่ะ?”
“ไม่รู้สิ ฉันว่าเกมค่อยๆ สร้างทีหลังก็ได้มั้ง อย่างเช่นหลังจากเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว”
ความจริงพี่ชายผมต่างหากที่แปลก ส่วนนักเรียนทั่วไปมีปฏิกิริยาแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ
“คราวก่อนก็บอกไปแล้วนี่ ว่าบ้านฉันถังแตก ถ้าอยากได้ทุนเรียนดี ก็ต้องตั้งใจเรียนจนเลือดกำเดาไหลเลยล่ะ”
การหาเงินจากการขายเกม
สำหรับปีเตอร์แล้ว มันคงดูเป็นอนาคตที่ไม่แน่นอนเอาเสียเลย
‘ยังไงซะ ปล่อยให้เวลาผ่านไป หมอนี่ก็สร้างเกมระดับตำนานออกมาอยู่ดี’
ในเมื่อเขาบอกว่าลำบากใจ ผมก็ไม่มีเหตุผลจะต้องไปคะยั้นคะยอ
ผมยิ้มบางๆ ให้ปีเตอร์แล้วพูดว่า
“โอเค งั้นมาตั้งใจเรียนกันเถอะ”
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
ผมอาบน้ำแต่งตัวแล้วเดินไปที่ห้องเรียนอย่างสบายอารมณ์
ปกติผมเป็นคนตื่นเช้าอยู่แล้ว เลยกะว่าจะมาถึงเร็วหน่อย
‘หือ?’
น่าประหลาดใจที่แจ็กมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“ทำอะไรอยู่คนเดียว?”
ผมเดินไปนั่งข้างหมอนั่นอย่างเป็นธรรมชาติ
ห้องเรียนคลาสเด็กหัวกะทิมีนักเรียนอยู่แค่ประมาณ 30 คน
แต่ห้องนี้กลับเป็นห้องเรียนแบบขั้นบันไดขนาดใหญ่ที่ทำให้นึกถึงโรงละคร
“กินข้าวยัง?”
“ในพจนานุกรมของฉันไม่มีคำว่าอดข้าว”
“แล้วเมื่อคืนหลับสบายไหม?”
“จำได้แค่ตอนห่มผ้า หลังจากนั้นก็ภาพตัด.......”
จะแปลกที่หรือไม่ ขอแค่หลับตาก็หลับได้สินะ
หึๆ
สมเป็นแจ็กจริงๆ
‘จะว่าไป’
ช่วงนี้ผมกำลังอินเรื่องแฟชั่นอยู่หรือเปล่านะ
พอเห็นแจ็ก ผมก็นึกถึงเสื้อผ้าสไตล์ทหาร ขึ้นมา
เสื้อผ้าผู้ชายส่วนใหญ่ก็ดัดแปลงมาจากเครื่องแบบทหารทั้งนั้นนี่นา
ถ้าคิดแบบนั้น แจ็กเองก็อาจจะมีส่วนช่วยธุรกิจแฟชั่นไม่ทางตรงก็ทางอ้อมได้เหมือนกัน?
ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ
เหมือนตอนที่ช่วยตรวจสอบความสมจริงให้เกมของมาร์ติน แฟชั่นทหารก็เหมือนกัน!
ในขณะที่ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ
ครืดดด
แจ็กขยับตัวหันมาทางผมแล้วถามขึ้น
“คิดหรือยังว่าจะเข้าชมรมไหน?”
“หือ?”
“เขาว่ากันว่าสีสันของชีวิตโรงเรียนคือกิจกรรมชมรมนี่นา”
ก็ไม่ผิดหรอก
แต่ใช้ชีวิตมา 35 ปี จะให้มาตื่นเต้นกับการเข้าชมรมมัธยมปลายมันก็ดูเขินๆ ยังไงชอบกล
แต่ดูเหมือนแจ็กจะตีความสีหน้าของผมผิดไป
“ถ้าไม่มีที่ถูกใจ เรามาตั้งกันเองไหม?”
“เราจะตั้งเองเหรอ?”
พยักหน้าหงึกหงัก
“อย่างเช่น ชมรมยิงปืนเซอร์ไววัล อะไรพวกนั้นก็น่าสนนะ”
กะแล้วเชียวว่าต้องหนีไม่พ้นเรื่องทหาร
แต่ถึงอย่างนั้น การยิงปืนเซอร์ไววัลก็ฟังดูน่าสนุกดีเหมือนกัน
เพราะขนาดคนทั่วไปยังยอมจ่ายเงินเพื่อเล่นเกมเซอร์ไววัลเลยนี่นา
“ถ้าไม่ชอบจับปืนมาไล่ยิงกัน จะตั้งชมรมเพาะกายก็ได้นะ”
“แบบนั้นคงไม่มีใครมาสมัครหรอกมั้ง?”
ระหว่างที่เรากำลังคุยสัพเพเหระกันอยู่
ตึก ตึก
ใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยก็เดินเข้ามาในห้องเรียน
แม้ผมหน้าม้าจะปรกจนปิดดวงตา แต่แค่เห็นสันจมูกโด่งเป็นคมก็พอจะเดาได้ว่าหน้าตาดีขนาดไหน
คงเป็นเพราะใบหน้าที่เห็นครั้งเดียวก็ไม่มีวันลืมล่ะมั้ง
“นี่ นาย”
“......?”
“เราเคยเจอกันหรือเปล่า?”
ด้วยความดีใจ ผมเลยเผลอทักออกไป
“คราวก่อนที่ร้านเกม.......”
“ไม่เห็นรู้เรื่องเลยว่าพูดถึงอะไร”
ปากบอกไม่รู้เรื่อง แต่ทำไมไหล่ถึงสะดุ้งแบบนั้นล่ะ?
“ร้านเล็กๆ ในตรอกที่ลอนดอนไง.......”
“ไม่รู้เรื่องเลยสักนิด”
“ที่ใส่แว่นกันแดดกับเสื้อโค้ต.......”
“ไม่ใช่ฉันแน่ๆ”
“งั้นเหรอ โอเค”
คิดไปเองหรือเปล่านะ
ขาที่ยาวเหยียดของหมอนั่นดูเหมือนกำลังสั่นระริก
ตอนนั้นเองแจ็กที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็แทรกขึ้นมา
“รู้จักหมอนั่นเหรอ?”
“ก็ เทนเนสซี กรอสเตอร์ ไง”
“เคยเห็นที่ไหน?”
“ก็ตอนปฏิญาณตนในพิธีปฐมนิเทศไง”
“อ๋อ”
แจ็กพยักหน้าก่อนจะเสริมว่า
“ได้ข่าวว่าหยิ่งน่าดู นิสัยเสียแบบนี้ต้องจับมาดัดนิสัยในชมรมเพาะกายของเราให้เข็ด”
พอเถอะ
แค่จะทำกิจกรรมชมรมหรือเปล่ายังไม่รู้เลย จะเอาชมรมเพาะกายมาจากไหน.......
แต่ถ้าไม่นับความคิดของผม เทนเนสซีก็มีรูปร่างที่ค่อนข้างกำยำทีเดียว
ส่วนสูงเกิน 185 เซนติเมตร
ไหล่กว้างผาย แขนขายาวดูสมส่วน
เรียกว่าบาลานซ์ดีไม่มีที่ติ
“เห็นว่าเคยเป็นนักกีฬารักบี้ด้วยมั้ง?”
“งั้นเหรอ?”
“พวกขุนนางก็ต้องเคยเล่นรักบี้กันทั้งนั้นแหละ เห็นว่าเล่นเก่งใช้ได้เลยนะ”
ผิดคาดแฮะ
จะว่าไปพรุ่งนี้เหมือนจะมีคาบพละนี่นา
ถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นฝีมือหมอนั่นก็ได้?
ระหว่างที่เทนเนสซีเดินไปนั่งริมสุดฝั่งซ้ายของห้องเรียน ผมก็เงยหน้ามองนาฬิกา
7 โมง 55 นาที
ยังเหลือเวลาอีกตั้งเยอะกว่าคลาสเรียนจะเริ่ม
…
9 โมงตรง
เสียงดนตรีแจ้งเตือนคาบเรียนดังแว่วมาจากลำโพง
‘โชแปงสินะ’
ครู่ต่อมา ประตูก็เปิดออก ผู้ชายวัยประมาณ 30 กลางๆ เดินเข้ามาในห้อง
เขากวาดตามองนักเรียนไปรอบๆ ก่อนจะเปิดสวิตช์ไมโครโฟนบนโพเดียม
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“.......”
“ผม แกรี่ พิงก์ รับหน้าที่เป็นคลาสทีเชอร์ของห้องคิงครับ”
คลาสทีเชอร์ก็น่าจะอารมณ์ประมาณครูประจำชั้นสินะ
เพื่อทำลายบรรยากาศที่ตึงเครียด แกรี่เริ่มแนะนำตัวเอง
“ผมจบเศรษฐศาสตร์จากออกซ์ฟอร์ด และจบปริญญาเอกที่เดียวกัน สาขาที่เชี่ยวชาญคือ Index Fund (กองทุนดัชนี) เคยทำงานเป็นซีเนียร์ที่ แวนการ์ดกรุ๊ป มา 5 ปี ก่อนจะออกมาเปิดบริษัทส่วนตัวในปัจจุบันครับ”
ด็อกเตอร์จากออกซ์ฟอร์ด แถมยังเคยเป็นผู้จัดการกองทุนที่แวนการ์ดกรุ๊ป
คนระดับนี้ไปที่ไหนก็เรียกเงินเดือนได้เป็นพันล้านวอน ทำไมถึงมาเป็นครูประจำชั้นโรงเรียนมัธยม?
แถมยังบอกว่าเปิดบริษัทลงทุนส่วนตัวแล้วด้วย ยิ่งไม่น่าจะ.......
‘เดี๋ยวนะ’
พอลองคิดดูดีๆ ก็พอจะเดาเหตุผลได้ลางๆ
และก็เป็นจริงดังคาด
“คงมีคนสงสัยสินะครับ ว่าสเปกขนาดนี้ทำไมมาสอนหนังสือ? หรือว่าไปก่อเรื่องอะไรไว้หรือเปล่า?”
เขายิ้มแล้วพูดต่อ
“พอเปิดบริษัทส่วนตัว ผมก็ค้นพบว่ามีสิ่งที่สำคัญกว่าผลประกอบการ นั่นคือการหาลูกค้านั่นเองครับ”
กะแล้วเชียว!
นักเรียนโรงเรียนหลวงถือเป็นลูกค้าชั้นดีในตัวอยู่แล้ว แถมยัง.......
‘มีผู้ปกครองกระเป๋าหนักพ่วงมาด้วยเป็นแพ็กเกจ!’
สำหรับผู้จัดการกองทุน นี่มันขุมทองชัดๆ
น่าประหลาดใจที่ แกรี่ พิงก์ ยอมรับเรื่องนั้นออกมาตรงๆ
“ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูสิครับ ถ้าไม่มีผลประโยชน์แบบนั้น ผมจะหาเหาใส่หัวมารับหน้าที่ครูประจำชั้นทำไม จริงไหมครับ?”
ห่างไกลจากคำว่าแม่พิมพ์ของชาติลิบลับ
นี่มันธุรกิจชัดๆ เป็นความสัมพันธ์แบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
คงเพราะตรงไปตรงมาขนาดนี้ล่ะมั้ง
‘เลยเกลียดไม่ลงเลยแฮะ’
ประโยคต่อมายิ่งทำให้คะแนนความนิยมของเขาพุ่งสูงขึ้นไปอีก
“ตั้งแต่วันแรกจะให้เริ่มเรียนเลยก็คงใจร้ายไปหน่อยใช่ไหมครับ?”
“ใช่ครับ!”
หลังจากทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกัน
“วันนี้ผมจะอธิบายว่าตลอดหนึ่งเทอมนี้วิชาเศรษฐศาสตร์จะดำเนินไปอย่างไร แล้วก็เลิกคลาสครับ ส่วนใครที่แบบว่า ‘ฉันตายก็ต้องเรียนให้ได้’ ก็เชิญไปแกล้งตายอยู่มุมห้องนะครับ”
ระหว่างที่นักเรียนพากันหัวเราะ เขาก็เดินไปที่ไวต์บอร์ด
แล้วใช้ปากกาเคมีสีดำเขียนอะไรบางอย่างลงไป
<การลงทุนในสนามจริง>
“นี่คือสิ่งที่เราจะทำกันในเทอมนี้ครับ”
“......?”
“ทฤษฎีน่าเบื่อๆ พล่ามไปร้อยวันพันปีก็ไม่เข้าหัวหรอกครับ แต่ถ้าได้ลงทุนจริงๆ ล่ะก็? รับรองว่าตัวเลขดัชนีต่างๆ จะลอยวนเวียนอยู่ในหัวจนถึงก่อนนอนเลยล่ะครับ”
“......!”
“ถึงตอนนั้นไม่ต้องรอให้ใครสั่ง พวกคุณก็จะวิ่งไปหาหนังสือทฤษฎีมาอ่านเอง เชื่อเถอะครับว่าจะมีหลายคนวิ่งมาเคาะห้องพักครูของผมเพื่อขอให้สอนวิธีดูงบการเงินแน่ๆ”
ตอนนั้นเอง
“มีคำถามครับ”
เสียงที่คุ้นเคย
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ปีเตอร์ซึ่งยกมือขึ้นสุดแขน
ปีเตอร์ถามด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“ตะ... ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไรครับ? ถ้าเกิดว่าต้องหามาเองส่วนตัว.......”
“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลครับ ทางโรงเรียนได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทที่มีอนาคตไกล โดยจะมอบให้คนละ 5,000 ปอนด์ครับ”
5,000 ปอนด์ ก็ตกราวๆ 10 ล้านวอน
ต่อให้เป็นโรงเรียนลูกท่านหลานเธอ สำหรับนักเรียนแล้วนี่ก็ถือเป็นเงินก้อนโต
“งั้นก็ใช้เงินสนับสนุนนั้นลงทุนได้เลยเหรอครับ?”
“แน่นอนครับ”
“ถ้าได้กำไร.......”
“ก็เป็นของพวกคุณแน่นอนครับ”
ทุกคนทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
แกรี่ พิงก์ จึงหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
“ต้องยกตัวอย่างให้ดูจะได้เข้าใจง่ายสินะครับ? นักเรียนที่ทำกำไรได้สูงสุดที่ผ่านมา... ไหนดูซิ อ่า... ทำเงินได้กว่า 200,000 ปอนด์ในเวลาแค่ 6 เดือนเองครับ”
นั่นหมายความว่าทำกำไรได้ถึง 40 เท่า
พอเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ
“ว้าว”
ความสนใจของนักเรียนก็พุ่งสูงปรี๊ดขึ้นมาทันที
“การบ้านสำหรับคลาสหน้าคือ ให้เลือกบริษัทที่จะลงทุนมาครับ จะเป็นอเมริกาหรืออังกฤษก็ได้ แต่ต้องอธิบายให้เพื่อนทุกคนฟังได้ว่าทำไมถึงเลือกหุ้นตัวนี้ จะสำเร็จหรือล้มเหลว ก็ต้องมีหลักฐานอ้างอิงครับ”
ทันใดนั้นคำถามก็พรั่งพรูมาจากทั่วสารทิศ
ตั้งแต่คำถามว่าจะเลือกหุ้นยังไง ครูเคยทำกำไรได้เท่าไร ไปจนถึงรุ่นพี่ที่ทำเงินได้ 2 แสนปอนด์ตอนนี้ทำอะไรอยู่
ในบรรดาคำตอบของ แกรี่ พิงก์ สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของนักเรียนได้มากที่สุดคือเรื่องนี้
“รุ่นพี่คนเมื่อกี้ที่พูดถึงน่ะครับ เขาใช้ข้อมูลการลงทุนในคลาสนี้สร้างพอร์ตโฟลิโอและดัชนีชี้วัดของตัวเองขึ้นมา จนยื่นเข้าเศรษฐศาสตร์ ฮาร์วาร์ด ได้ครับ”
ยังไม่จบแค่นั้น
“เรียนถึงแค่ปี 1 ก็ได้รับข้อเสนอจากบลูมเบิร์ก ตอนนี้น่าจะทำงานด้านวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ที่นั่น ปีที่แล้วตอนเจอที่แมนฮัตตัน เห็นใส่สูทอาร์มานีลงมาจากเฟอร์รารี่สีแดงด้วยนะครับ”
ถึงจะเป็นเรื่องราวตำนานที่ 5 ปีจะโผล่มาสักคนก็เถอะ
“......!”
แต่นักเรียนทุกคนกลับทำหน้าตื่นเต้นราวกับตัวเองได้เป็นรุ่นพี่คนนั้นไปแล้ว
ก็แหงล่ะ
ทุกคนเป็นพวกคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดทั้งนั้น
การที่เริ่มต้นด้วยเงินแค่ 5,000 ปอนด์ โดยไม่ต้องพึ่งพ่อแม่ แล้วเข้าฮาร์วาร์ดแถมได้งานที่บลูมเบิร์ก
‘เป็นใครก็ต้องตาลุกวาวทั้งนั้น’
คงคิดว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้วกระมัง
“งั้นวันนี้พอแค่นี้ดีไหมครับ?”
ขณะที่ แกรี่ พิงก์ เดินออกจากห้องเรียน นักเรียนจำนวนมากก็ลุกฮือเดินตามหลังเขาไปเป็นขบวน
คงกะจะไปขอเคล็ดลับการลงทุนล่ะมั้ง
จะยังไงก็ช่างเถอะ
‘ทำไมไม่เช็กชื่อเนี่ย?’
ถ้ารู้งี้ไปนอนเกลือกกลิ้งบนสนามหญ้าดีกว่า
ต่างจากพวกนักเรียนที่โดพามีนกำลังพลุ่งพล่าน
จ๊วบ
ผมได้แต่เลียริมฝีปากด้วยความเสียดาย
…
ที่โรงเรียนหลวงแห่งนี้มีธรรมเนียมอยู่อย่างหนึ่ง
นั่นคือเมื่อมีเด็กใหม่เข้ามา จะต้องเรียกตัวคนที่เจ๋งที่สุดในรุ่นไป "รับน้อง" ให้ยับเยิน
คงคิดว่าเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุดในการสร้างระบบอาวุโสระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง
ธรรมเนียมนี้สืบทอดกันมาไม่เคยขาดแม้แต่ปีเดียว... แต่ปีนี้บรรยากาศกลับต่างออกไป
‘จะไปเล่นงาน เทนเนสซี กรอสเตอร์ งั้นเหรอ?’
ห้องสภานักเรียนชั้นปี 2 ที่กำลังวุ่นวายก็เพราะสาเหตุนี้
“จะเรียกตัวมาจริงๆ เหรอ?”
“มันเป็นธรรมเนียมนะ ก็แค่ทำเหมือนทุกที จะอะไรนักหนา?”
ปากก็พูดไปอย่างห้าวหาญ
แต่บรรยากาศกลับเย็นยะเยือก
“ถ้ามันง่ายแบบนั้น พวกเราจะมานั่งสุมหัวกันเป็นคนบ้าอยู่นี่ทำไม?”
คำพูดของ คาร์ล เบิร์นสไตน์ ประธานนักเรียนชั้นปี 2 ทำให้คนส่วนใหญ่พยักหน้าเห็นด้วย
“ตะ... แต่ถ้ามางดเว้นที่รุ่นเราเป็นรุ่นแรก เดี๋ยวก็โดนล้อไปชั่วลูกชั่วหลานหรอก”
“.......”
“ก็แค่กดหัวพอเป็นพิธีไม่ได้เหรอ?”
คงรู้สึกว่าไร้สาระสิ้นดี
คาร์ล เบิร์นสไตน์ ถึงได้แค่นหัวเราะออกมา
“แล้วถ้าเรื่องถึงหูท่านดยุกแห่งกรอสเตอร์ จะทำยังไง?”
“ก็.......”
“บ้านแก ทำธุรกิจนำเข้าไวน์ใช่ไหม?”
“.......”
“ถ้าท่านดยุกโทรหากรมศุลกากร หรือบริษัทขนส่งแค่กริ๊งเดียว บอกว่าห้ามรับของจากบริษัทแก... คิดว่าจะทนไหวเหรอ?”
“เฮ้ย ไม่มั้ง”
“ไม่มั้ง?”
“ค้าขายมาตั้ง 30 ปี จะมาพังเพราะโทรศัพท์สายเดียว.......”
“ไอ้นี่มันไร้เดียงสาจนน่าสมเพชจริงๆ”
“......?”
“ระดับท่านดยุก แค่ยกหูโทรศัพท์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษยังต้องขยับท่านั่งมารับสายเลย ไอ้โง่เอ๊ย”
คงเพราะประธานนักเรียนไม่ค่อยพูดคำหยาบ
สีหน้าของทุกคนจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด
เมื่อความเงียบเริ่มทำให้อึดอัด คาร์ล เบิร์นสไตน์ ก็เอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง
“เห็นว่ารอบนี้มีไอ้ตัวแปลกๆ เข้ามาคนหนึ่งไม่ใช่เหรอ?”
“ตัวแปลกๆ?”
“ก็คนที่ได้รับจดหมายแนะนำจากราชินีไง”
“อ๋อ ใช่ๆ ได้ยินว่าได้รับจัดห้องพักเป็นคนแรกด้วย.......”
ถึงตรงนี้ คาร์ล เบิร์นสไตน์ ก็หันไปมองหน้าเหล่าแกนนำปี 2
“ว่าไง?”
“......?”
“ถ้าเรียกไอ้หมอนั่นมาแทน เทนเนสซี กรอสเตอร์ ล่ะ จะเป็นยังไง”
“หือ?”
“ลองคิดดูสิ ได้รับการแนะนำจากราชินี แถมยังจัดห้องพักได้ลำดับที่ 1 อีก ระดับนี้ก็น่าจะมีภาษีพอให้เราอ้างความชอบธรรมได้ไม่ใช่เหรอ?”
“ก็จริง ถ้าไม่มีเทนเนสซี การเรียกหมอนั่นมาก็ถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว.......”
“งั้นไปดูหน้ามันก่อน”
“ไอ้เด็กเอเชียคนนั้นน่ะเหรอ?”
พยักหน้า
“ไปดูกันว่ามันเป็นคนยังไง”