- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 57
บทที่ 57
บทที่ 57
บทที่ 57
บอกให้เปิดเกมให้ดูเฉยๆ
พี่ดันเล่นใหญ่บอกให้ลองเล่นดูเลยแฮะ
‘ฮะๆ’
เป็นผมคงไม่กล้าพูดแบบนั้นแน่
พี่คงถือเอาความเงียบชั่วครู่นั้นเป็นการตอบรับ
หรือไม่ก็คงคิดว่า ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ลังเลไปก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
ทันทีที่พี่กดปุ่ม Enter
[ต้องการตั้งค่าสมาชิกปาร์ตี้กี่คน?]
ข้อความปรากฏขึ้นกลางหน้าจอ
“จีฮุน นายก็จะเล่นด้วยใช่ไหม?”
“หือ? อ้อ อื้อ”
ทันทีที่ผมรับคำ พี่ก็พิมพ์เลข 3 ลงไป
[พวกคุณลืมตาตื่นขึ้นในถ้ำที่ไร้แสงสว่าง]
[จำนวนสมาชิกทั้งหมด 3 คน]
[อาชีพของคุณคืออะไร?]
พี่พิมพ์คำว่า ‘นักรบ’ ลงไป
[นักรบ ผู้สืบทอดความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่]
[เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู คุณจะเป็นผู้ที่วิ่งเข้าใส่อย่างกล้าหาญที่สุด]
จากนั้นพี่ก็หันมามองผม
“จีฮุนจะเล่นเป็นอะไร?”
“เอ่อ คือว่า.......”
เมื่อกี้เห็นแวบๆ ในสมุดโน้ต
“เป็นบาร์ด ได้ไหม?”
“ได้สิ”
[บาร์ด กวีพเนจรผู้รักอิสระ]
[ผู้ขับขานวีรกรรมของเหล่าฮีโร่ คุณจะเป็นตัวตนที่มีประโยชน์ที่สุดต่อพวกพ้อง]
ข้อความที่เด้งขึ้นมาตรงหน้า ราวกับเขียนมาเพื่อตัวผมในความเป็นจริง
ไม่สิ ช่างเรื่องนั้นก่อน
นี่... พี่สร้างเองทั้งหมดเลยเหรอ?
“คุณปู่จะรับบทเป็นอะไรดีครับ?”
“หือ?”
ปฏิกิริยาของคุณปู่คงน่ากลัวเกินไปมั้ง
“อะ อาชีพน่ะครับ”
พี่พูดตะกุกตะกักไปชั่วขณะ
ความกล้าที่อุตส่าห์เค้นออกมากำลังแตกกระเจิงเพราะสายตาเพียงครั้งเดียวของคุณปู่
แบบนี้ผมต้องออกโรงเอง
“คุณปู่ครับ อาชีพไง อาชีพในเกม จะเล่นเป็นตัวอะไรครับ?”
ด้วยความระอา คุณปู่จึงเบือนหน้าหนีจากจอ
โปสเตอร์เกมที่แปะอยู่ทั่วห้อง
เครื่องเกมที่ต่ออยู่กับทีวี
และมาร์ตินที่นั่งเจียมเจี้ยมอยู่ข้างเตียงราวกับกระสอบข้าวสารที่ถูกยืมมาวางทิ้งไว้
คิดดูอีกที มันก็เป็นภาพที่ชวนให้ปวดหัวอยู่หรอก
แต่จะทำไงได้
บอกว่าสร้างเกมมาวางกองอยู่ตรงหน้า นิสัยอย่างคุณปู่ยังไงก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นกับตา
“ในนี้อาชีพอะไรหาเงินได้เยอะสุด?”
“พ่อค้าหรือเปล่าครับ? เมื่อกี้เห็นว่าพ่อค้าสามารถเปลี่ยนอาชีพคลาส 2 เป็น ‘คหบดี’ ได้ด้วยนี่นา”
“งั้นก็เอาอันนั้นแหละ”
สิ้นเสียงคุณปู่ พี่ก็รัวนิ้วลงบนคีย์บอร์ด
[พ่อค้า ผู้รวบรวมความปรารถนา]
[ไม่ว่าหมู่บ้านใด ก็ไม่มีที่ไหนที่อิทธิพลของคุณเอื้อมไปไม่ถึง]
หลังจากเลือกอาชีพเสร็จสิ้น
[ภายในถ้ำอันมืดมิด]
[พวกคุณเริ่มปรับสายตาให้ชินกับความมืด]
[แต่ความสงบสุขก็อยู่ได้เพียงครู่เดียว เสียงฝีเท้าดังแว่วมาจากที่ไกลๆ]
[ทางเลือกของคุณคือ?]
สิ่งที่พี่สร้างคือเกมแนว MUD (Multi-User Dungeon - เกมที่เน้นตัวหนังสือโต้ตอบ)
เป็นรูปแบบที่มีคำถามเตรียมไว้ และเมื่อตอบ สถานการณ์ถัดไปก็จะดำเนินต่อ
ปกติเด็กวัยนี้มักจะชอบเกมที่มีกราฟิก แม้จะเป็นแค่จุดพิกเซล ก็ตาม
พี่เองก็น่าจะชอบแบบนั้น
‘แต่มือสมัครเล่นจะสร้างเกมแบบนั้นมันไม่ง่ายนี่นะ’
เลยเลือกรูปแบบถาม-ตอบคล้ายกับเกมกระดานสวมบทบาท สินะ
แต่ใครจะไปคิดล่ะ?
สำหรับคนรุ่นคุณปู่ เกมที่มีแต่ตัวหนังสือแบบนี้กลับเข้าถึงอารมณ์ได้มากกว่าพวกกราฟิกพิกเซลเสียอีก
‘เพราะให้ความรู้สึกเหมือนอ่านนิยายหรือเปล่านะ?’
[กำจัดก็อบลินสำเร็จ]
[ได้รับค่าประสบการณ์คนละ 3 แต้ม]
[ได้รับเงินคนละ 1 โกลด์]
เพิ่งเล่นไปได้ไม่กี่นาทีแท้ๆ
“ทำบ้าอะไรถึงได้แบ่งเงินเท่ากัน?”
“......?”
“พ่อค้าก็ต้องรวบเงินมาบริหารให้งอกเงยก่อนค่อยแบ่งสิ จะมาหารยาวแบ่งเงินกันเป๊ะๆ ทำซากอะไร?”
คุณปู่อินกับเกมเข้าให้แล้ว
‘อืม’
ไม่รู้ว่าตั้งใจเล่นเกม หรือแค่ตอบสนองต่อเรื่องเงินตามสัญชาตญาณกันแน่
แต่นั่นก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี
ผ่านไปราว 30 นาที
คุณปู่ถึงขั้นให้ฟีดแบ็กเกี่ยวกับเกมออกมา
“หาเงินอะไรมันจะง่ายขนาดนี้!”
“อ่า คือมันเป็นเกม...”
“ต่อให้เป็นเกมก็เถอะ ตีมอนสเตอร์แล้วเงินร่วงลงมาง่ายๆ แบบนี้ ใครมันจะไปรู้ค่าของเงิน”
สมกับเป็นท่านประธานจริงๆ
ความเห็นของคุณปู่ไม่ได้จบแค่นั้น
“ยอมถอยให้ร้อยก้าวว่าหาเงินแบบนั้นได้จริง สมมติว่าเก็บเงินได้เรื่อยๆ ทำไมถึงไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย?”
“อ่า คือยังไม่ได้ไปที่ร้านค้าน่ะครับ ถ้าไปหมู่บ้านใกล้ๆ แล้วซื้อของ....”
“ใครถามเรื่องใช้เงิน?”
“ครับ?”
“ไอ้สิ่งที่เรียกว่าเงินน่ะ มันเหมือนดอกไม้สีฉูดฉาด ย่อมดึงดูดแมลงให้บินมาตอมเป็นธรรมดา”
คุณปู่นั่งเสนอการตั้งค่าใหม่ๆ ให้เดี๋ยวนั้นเลย
ยิ่งเงินสะสมมาก ค่าเสน่ห์ ควรจะเพิ่มขึ้นทำให้ผู้คนติดตาม แต่ในขณะเดียวกันโอกาสที่จะถูกต้มตุ๋นก็ต้องสูงขึ้นด้วย
ต้องฝึกฝน ‘อำนาจการควบคุม’ ผ่านการทำธุรกรรม หากมีเงินมากแต่ความสามารถในการควบคุมต่ำ ตัวละครจะต้องเกิดปัญหา
เมื่อเงินหมุนเวียนมีขนาดใหญ่จนต้องเปลี่ยนอาชีพคลาส 2 ไม่ควรจบแค่เป็น ‘คหบดี’ แต่ต้องสามารถเลือกรูปแบบการเปลี่ยนอาชีพได้ตามพื้นที่ปฏิบัติการ ทั้งในที่สว่าง (ธุรกิจขาวสะอาด) และที่มืด (ธุรกิจสีเทา)
พี่จดบันทึกคำพูดเหล่านั้นลงในหน้าสุดท้ายของสมุดโน้ตจนมือเป็นระวิง
“ไม่ใช่เอะอะก็จะเพิ่มแต่อาชีพ เข้าใจไหม แม้จะทำออกมาแค่อย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจโลกใบนั้นให้ลึกซึ้ง และดึงความสนุกที่แท้จริงของมันออกมาให้ได้”
ฟังดูเหมือนกำลังโดนดุชัดๆ
“ขอบคุณครับ คุณปู่”
แต่พี่กลับทำหน้าฮึดสู้เต็มที่
การบอกให้แก้ ก็แปลว่าอนุญาตให้ทำต่อได้น่ะสิ
และแล้ว คุณปู่ก็ทิ้งท้ายไว้อีกประโยค
“นอกจากอันนี้ ไม่มีอย่างอื่นแล้วหรอ?”
“ครับ?”
“ฉันถามว่าไม่มีเกมอื่นแล้วรึไง”
“ตอนนี้มีแค่อันนี้อันเดียวครับ”
คุณปู่เดาะลิ้นอย่างเสียดาย
“ฉันไม่สนใจเรื่องล่ามังกรหรอกนะ การหาเงินคือสิ่งที่สนุกที่สุดในโลก จะถ่อสังขารไปเข้าป่าทำไม”
“งั้นลองสร้างเกมหาเงินดูไหมครับ?”
“แบบนั้นก็สร้างได้หรอ?”
“ทำแบบที่คุณปู่บอกไงครับ ไม่ต้องใส่อาชีพเยอะแยะ แค่บริหารบริษัทอย่างเดียวก็สร้างได้ครับ”
“แล้วใครจะเล่น?”
“......?”
“สุดท้ายแกทำเพื่อจะขายเอาเงินไม่ใช่หรอ?”
“ก็ใช่ครับ”
“คนเขาทำงานงกๆ ก็เหนื่อยจะตายชัก ใครมันจะบ้ามานั่งหน้าคอม เพื่อเล่นเกมขยายบริษัทอีก”
“นะ นั่นก็จริงครับ”
“ถ้าคิดจะทำ ก็ต้องทำให้มันหลุดโลกไปเลย”
คุณปู่ให้คำตอบออกมาทันควัน
“เอาฉากหลังเป็นการบุกเบิกเส้นทางเดินเรือใหม่ เป็นไง”
บุกเบิกเส้นทางเดินเรือใหม่?
หรือก็คือยุคแห่งการสำรวจทางทะเล!
“ล่องเรือขนสินค้าไปขายประเทศนู้นประเทศนี้ กินกำไรส่วนต่าง น่าสนุกกว่ามานั่งบริหารบริษัทเยอะ”
คอเกมทุกคนคงรู้ดีว่า เกมที่คุณปู่พูดถึงนั้น ต่อมาจะถูกวางจำหน่ายและกลายเป็นตำนานที่ฮิตถล่มทลาย
เรื่องเซนส์การหาเงินน่ะรู้อยู่แล้ว
‘แต่นี่เล่นคิดโปรเจกต์เกมขึ้นมาสดๆ เลยแฮะ’
ผมตกใจได้ไม่นาน คุณปู่ก็หันไปพูดกับพี่
“สรุปว่าอยากสร้างเกมต่อว่างั้น?”
“ครับ ผมจะตั้งใจเรียนไปด้วย แล้วก็ทำอันนี้คลายเครียดบ้างเป็นครั้งคราว”
“ทำแบบนั้นจะได้เรื่องหรอ?”
“ครับ?”
“ทำควบกันครึ่งๆ กลางๆ แล้วจับปลาสองมือหลุดหมด จะทำยังไง?”
“เรื่องนั้น.......”
“ลุยให้มันเต็มที่ไปเลย ถ้ามีผลงานค่อยทำต่อ ถ้าไม่มีก็เลิกซะ เป็นไง?”
“ผลงานเหรอครับ?”
ข้อเสนอของคุณปู่เรียบง่ายมาก
ภายใน 1 ปี ต้องวางจำหน่ายเกมและทำยอดขายให้ได้ 1 แสนล้านวอน
“ถ้าทำได้ เดี๋ยวปู่จะลองเก็บไปคิดดู”
ไม่ได้บอกว่าจะอนุญาต แต่บอกว่าจะ ‘เก็บไปคิดดู’
ถึงอย่างนั้น
“ขอบคุณครับ คุณปู่!”
พี่ก้มหัวขอบคุณด้วยสีหน้าลิงโลด
“ผมจะพยายาม... พยายามอย่างเต็มที่เลยครับ”
“ไม่ต้องพยายาม เอาผลลัพธ์มาวางก็พอ”
“ครับ? อ่อ ครับๆ คุณปู่”
“แล้วก็”
“......?”
“แน่นอนว่าต้องรักษาเกรดที่ 1 ของโรงเรียนไว้ให้ได้ ถ้าลำดับตกถือว่าข้อตกลงเป็นโมฆะ เข้าใจไหม?”
“แน่นอนครับ เรื่องนั้นไม่มีปัญหา”
หือ? ความมั่นใจนั่นมันอะไรกัน?
เอาเถอะ
คุณปู่หันกลับมาทางผม
“ถึงบอกว่ายอดขาย 1 แสนล้าน แต่ถ้าจีฮุนเป็นคนควักเงินซื้อเองละก็ ฉันไม่เอาไว้แน่”
อะแฮ่ม
พอผมพยักหน้ารับแบบจำยอม คุณปู่ก็เสริมอีกประโยค
“แล้วก็เรื่องที่เราคุยกันวันนี้”
เรื่องที่ผมจะช่วยพี่แทนการสืบทอดธุรกิจ
“เอาไว้ดูผลลัพธ์ของยูกอนก่อน แล้วค่อยมาคุยกัน เข้าใจนะ?”
“ขอบคุณครับ”
การประวิงเวลา ก็เท่ากับอนุญาตไปแล้วครึ่งหนึ่งนั่นแหละ
ก้ม
ผมก้มหัวทำความเคารพตามพี่ชาย
…
หลังจากคุณปู่ออกไป
พัคยูกอนรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งตัว
ลมหายใจเริ่มติดขัด ขนทั่วกายลุกซู่ขึ้นมาพร้อมกัน
ไม่ใช่แค่นั้น
คำพูดของคุณปู่ยังคงดังก้องอยู่ในหูราวกับเสียงวิ้งๆ
‘ไม่ต้องพยายาม เอาผลลัพธ์มาวางก็พอ’
เอื๊อก
พัคยูกอนอิจฉาน้องชายมาเนิ่นนาน
น่าเศร้าที่ความอิจฉามักมาพร้อมกับความสมเพชตัวเองเสมอ
พรสวรรค์ที่ครึ่งๆ กลางๆ กับความทะเยอทะยานที่ยังไม่สุกงอม
เมื่อใดที่คำดูถูกถากถางพุ่งเป้ามาที่ตน พัคยูกอนมักจะวิ่งหนีไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ
สร้างอะไรสักอย่างขึ้นมา
สมุดโน้ตที่เริ่มขีดเขียนขึ้นมาเพื่อการนั้น ปาเข้าไป 5 เล่มแล้ว
การหลบหนีเข้าสู่โลกที่ตนสร้างขึ้น
ใครจะไปคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้ได้รับการยอมรับจากคุณปู่
แต่ความดีใจอยู่ได้เพียงชั่วครู่ ความกดดันก็ถาโถมเข้าใส่บ่าทั้งสองข้างทันที
ต้องทำให้ได้ตามที่คุณปู่คาดหวัง
‘เราจะทำได้ไหมนะ?’
แค่จินตนาการคร่าวๆ ก็รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาแล้ว
ทันใดนั้น ใบหน้าของจีฮุนก็ผุดขึ้นมา
น้องชายต้องทนแบกรับความกดดันมหาศาลขนาดนี้มาคนเดียวกี่ปีแล้วนะ
ไม่รู้อะไรเลย... เอาแต่อิจฉาจีฮุนเหมือนเด็กๆ อยู่นั่นแหละ
‘แย่จริง’
ช่วงเวลาที่น่าอับอายและรู้สึกผิดจนแทบทนไม่ไหว
แต่ที่น่าแปลกคือ
“.......”
ยิ่งรู้สึกผิดเท่าไหร่ หัวสมองกลับยิ่งเย็นเฉียบลงเท่านั้น
‘แค่ความรู้สึกผิด มันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้’
ใช่ ถ้าละอายใจ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน
เอื๊อก
พัคยูกอนในอดีตเชื่อว่าการยอมสละทุกอย่างให้น้องชายคือเรื่องที่ทำได้
และคิดว่านั่นคือคุณงามความดี
แต่ในวินาทีนี้
พัคยูกอนเปลี่ยนความคิดใหม่แล้ว
‘การยอมถอย เป็นเพียงข้ออ้างของคนไร้ความสามารถ’
ต่อให้พัคยูกอนยกฮยอนกังทั้งเครือให้น้องชาย มันจะเป็นความสุขของจีฮุนจริงๆ งั้นเหรอ?
ต่อให้จีฮุนเก่งกาจแค่ไหน การต้องรับผิดชอบอาณาจักรอันยิ่งใหญ่นี้เพียงลำพังก็เป็นภาระที่หนักหนาสาหัสเกินไป
พูดอีกอย่างก็คือ
ถ้าทำเพื่อน้องจริงๆ?
‘ฉันต้องรับผิดชอบส่วนของฉันอย่างเต็มภาคภูมิ’
ไม่ใช่ซ่อนตัวอยู่หลังคำว่าเสียสละแล้วโยนภาระทั้งหมดให้น้อง
‘แต่ต้องหาสิ่งที่ฉันถนัด แล้วรับผิดชอบมันให้ถึงที่สุด’
ก้าวแรกของสิ่งนั้น ก็คือเกมนี่แหละ!
วินาทีที่ตั้งปณิธานแน่วแน่
“......!”
พัคยูกอนสัมผัสได้ว่าบางสิ่งภายในใจกำลังเปลี่ยนแปลง
ความรู้สึกเหมือนเปลือกที่ห่อหุ้มตัวเองกำลังแตกร้าว
เมื่อหัวใจที่เต้นระรัวเริ่มสงบลง พัคยูกอนก็หันไปมองน้องชาย
“จีฮุน ขอคุยด้วยแป๊บหนึ่งได้ไหม?”
“คุย?”
เขาไม่ได้คิดจะพล่ามยาวเหยียดว่าที่ผ่านมาคิดยังไงกับน้อง
นั่นมันก็แค่ความรู้สึกส่วนตัว
เรื่องที่อยากคุยกับน้องจริงๆ คือเรื่องอื่น
“ฉันอยากคุยธุรกิจน่ะ”
น่าแปลกที่พอพูดคำว่าธุรกิจ แววตาของน้องชายก็เปลี่ยนไป
“ได้ยินที่คุณปู่สั่งใช่ไหม? ท่านบอกให้ทำยอดขาย 1 แสนล้าน”
พยักหน้า
“สำหรับฉันที่ไม่มีทุน เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะฉะนั้น”
“......?”
“ฉันอยากจะขอร่วมหุ้นกับนาย”