- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 18
บทที่ 18
บทที่ 18
บทที่ 18
“จะรีบแจ้นไปไหนของแก?”
ยังไม่ทันได้ตอบ ท่านประธานพัคก็กวาดสายตามองตามเส้นทางที่ผมกำลังมุ่งหน้าไป
พอสายตาไปหยุดอยู่ที่เรือนแยกตรงสุดสวน
“จะไปหาพ่อแกหรอ”
ท่านประธานพัคยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“คุณปู่ ไม่ไปทำงานเหรอครับ?”
“วันนี้วันอาทิตย์”
“ปกติวันอาทิตย์ก็ไปนี่ครับ”
“ทำไม? เห็นปู่ไม่หาเงินแล้วเอาแต่นั่งๆ นอนๆ อยู่บ้านแล้วมันขัดหูขัดตารึไง?”
“เปล่าครับ ไม่ใช่แบบนั้น......”
“มีอะไรจะพูดก็พูดมา”
“เปล่าครับ แค่เห็นเด็กอย่างผมยังวิ่งวุ่นขนาดนี้ แต่คุณปู่ที่กุมชะตาเศรษฐกิจของประเทศกลับมานั่งเล่นอยู่ที่บ้าน... ผมเลยสงสัยว่ามันจะเป็นการสูญเสียระดับชาติหรือเปล่าครับ”
“ไอ้เด็กนี่หัดประจบสอพลอตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไม? พอได้ลองทำธุรกิจแล้วอยากให้ปู่ช่วยรึไง?”
“...อืม”
พอผมลังเล ท่านประธานพัคก็ดูเหมือนจะแอบคาดหวังเล็กๆ
“ความช่วยเหลือของคุณปู่จำเป็นเสมอแหละครับ”
นั่นปะไร รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของท่านประธานพัคจริงๆ ด้วย
“เออ จะให้ช่วยอะไรก็ว่ามา?”
“ตอนนี้ยังไม่เป็นไรครับ”
“......?”
“ถ้าเอะอะก็แบมือขอความช่วยเหลือ ส่วนแบ่งของผมก็ลดลงสิครับ”
“อะไรนะ?”
“ยังไงคุณปู่ก็คงไม่ช่วยฟรีๆ อยู่แล้วนี่ครับ......”
“ไอ้เด็กงกเอ๊ย จะกินรวบคนเดียวให้ได้เลยใช่ไหม?”
“โลภนิดโลภหน่อยไม่เห็นจะเป็นบาปเลยนี่ครับ ฮี่ๆ”
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
พอเห็นท่านประธานพัคทีไร ผมมักจะเผลอพูดความในใจออกมาทุกที
แถมยังต้องเจือความขี้เล่นลงไปหน่อยๆ ด้วย
“แล้วมั่นใจรึว่าจะหอบกลับไปได้เท่าที่โลภ?”
“ก็กำลังวิ่งเต้นอยู่นี่ไงครับ”
“หาเงินได้แล้วมีที่ใช้รึ”
“อืม... ก็ต้องลองคิดดูก่อนครับ”
คิดไปเองหรือเปล่านะ
รู้สึกเหมือนรอยยิ้มของท่านประธานพัคจะกว้างขึ้นกว่าเดิม
“พ่อแกรออยู่ รีบไปเถอะ”
ผมก้มหัวทำความเคารพ ก่อนจะรีบซอยเท้าไปยังเรือนแยกของพัคจงอิน
…
ก๊อก ก๊อก
มือก็เล็กแค่นี้ ไม่รู้จะได้ยินเสียงเคาะหรือเปล่า
ในใจนับหนึ่งถึงห้า กำลังจะเปิดประตูเข้าไป
แกร๊ก
ประตูหน้าเปิดออกราวกับรออยู่แล้ว
“จีฮุน”
พัคจงอินต้อนรับผมด้วยใบหน้าที่ซูบตอบ
“มีอะไรหรือเปล่า ถึงมาหาพ่อเวลานี้”
“ต้องมีเหตุผลด้วยเหรอครับถึงจะมาหาพ่อได้?”
พอได้ยินคำพูดของผม พัคจงอินก็ทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้
“นั่นสินะ รีบเข้ามาสิ พ่อลูกไม่ได้คุยกันตั้งนาน”
“เย้”
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้ามาในห้องทำงานของพัคจงอิน
น่าจะสัก 30 พยอง (ประมาณ 100 ตารางเมตร) ได้มั้ง
นอกจากโต๊ะทำงานตัวใหญ่กับชุดเครื่องเสียงราคาแพงระยับ นอกนั้นก็มีแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกรื้อกระจุยกระจายจนดูไม่ออกว่าคืออะไรวางเกลื่อนกลาดไปหมด
“พ่อครับ พวกนี้คืออะไรเหรอครับ?”
“พ่อกำลังศึกษานู่นนี่นั่นอยู่น่ะ”
“เป็นผู้ใหญ่ยังต้องเรียนหนังสืออีกเหรอครับ?”
“แน่นอนสิ”
พัคจงอินถอดถุงมือเปื้อนคราบดำออกพลางพูดต่อ
“พ่อต้องรับผิดชอบคนตั้งเยอะแยะ จะให้ละเลยการเรียนรู้ได้ยังไง”
“ไม่เหนื่อยแย่เหรอครับ?”
“เหนื่อยอะไรกัน”
ปากบอกไม่เหนื่อย แต่ดวงตาของพัคจงอินกลับดูลึกโหล
หลักฐานที่บ่งบอกว่าความเหนื่อยล้าทางกายและใจได้ทับถมกันจนหนาเตอะ
ต่อให้อารมณ์ดีก็ยังต้องลุ้นว่าจะให้ไปอเมริกาไหม
แต่สภาพนี้......
คงต้องเปลี่ยนบรรยากาศก่อน แล้วค่อยดูทิศทางลมค่อยพูด
ในขณะที่สมองของผมกำลังประมวลผลอย่างหนัก
“ดื่มอะไรหน่อยไหม?”
“เดี๋ยวผมไปหยิบเองครับ”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพ่อหยิบให้”
ระหว่างที่พัคจงอินเดินไปที่ตู้เย็น ผมก็ถือโอกาสสำรวจโต๊ะทำงานอย่างระมัดระวัง
สมุดบันทึกปกหนังที่จดขยุกขยิกไว้จนเต็มหน้ากระดาษ
ข้างๆ กันคือกองเอกสารรออนุมัติสูงท่วมหัว
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือ
“......!”
ดินสอกุดๆ ขนาดจิ๋วที่กองพะเนินอยู่มุมโต๊ะ
ระดับมหาเศรษฐี
แค่ดินสอแท่งเดียวใช้ไปครึ่งแท่งแล้วทิ้ง ใครจะไปว่าอะไรได้
แต่นี่นอกจากจะใช้จนหมดแท่งแล้ว ยังอุตส่าห์เก็บสะสมไว้อีก
เพราะอะไรกันนะ
ลองใช้จินตนาการแบบนักเขียนนิยายดู มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเครื่องรางของขลังอะไรทำนองนั้น
ตำแหน่งที่ต้องตัดสินชะตากรรมของบริษัท
ตำแหน่งที่ลายเซ็นเดียวสามารถพลิกผันชีวิตพนักงานนับหมื่น
ทางเลือกนี้ถูกแล้วใช่ไหม?
การตัดสินใจนั้นถูกต้องแน่หรือ จะมั่นใจได้อย่างไร?
เพื่อสลัดความกดดันอันหนักอึ้ง พัคจงอินถึงได้เก็บสะสมดินสอกุดๆ พวกนี้เอาไว้หรือเปล่านะ
ชิ้นส่วนเครื่องจักรที่เกลื่อนพื้นห้องก็เหมือนกัน
รวมไปถึงภาพในอดีตสมัยที่กินแต่ขนมปังเปล่าเพื่อทำให้ลิ้นรับรสได้ดีที่สุดตอนอยู่บริษัทอาหาร
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเครื่องเตือนใจว่าเขาได้พยายามจนถึงขีดสุดแล้วไม่ใช่หรือ
ทุ่มเทจนแทบกระอักเลือดขนาดนี้แล้ว ได้โปรดเชื่อมั่นในตัวฉันเถอะ... มันคือคำภาวนา เครื่องราง หรือของขลังแบบนั้นสินะ
“คิดอะไรอยู่หือ?”
เสียงที่ดังขึ้นจากด้านหลัง
ผมแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วหันกลับไป
“แค่... ดูไปเรื่อยน่ะครับ”
“ชอบน้ำส้มใช่ไหม?”
“ชอบครับ”
หลังจากยิ้มแห้งๆ แล้วกระดกน้ำส้มเข้าปาก
“พ่อครับ ช่วงนี้ยุ่งมากเหรอครับ?”
“หือ?”
“เห็นกลับบ้านดึกดื่น......”
“จะว่าไป ช่วงนี้ไม่ค่อยได้คุยกับจีฮุนเลยนะ”
พัคจงอินยิ้มเจื่อนๆ อย่างรู้สึกผิด
จากนั้นเขาก็ถามไถ่เรื่องราวของผม
แต่ถึงอย่างนั้น สายตาก็ยังคอยชำเลืองมองโทรศัพท์บนโต๊ะอยู่ตลอด
แสดงว่ามีสายที่กำลังรออยู่
เดาว่า
‘คงกำลังเจอทางตันเรื่องเงินลงทุนเซมิคอนดักเตอร์สินะ’
ก็แหงล่ะ
ท่านประธานพัคเล่นประกาศกร้าวว่าถ้ามั่นใจนักก็หาเงินเอาเอง
คงกำลังวิ่งวุ่นหาเงินหมุนจนหัวปั่น
‘ตาโหลๆ นั่นก็น่าจะเพราะเรื่องนี้แหละ’
แต่ไม่ต้องห่วงหรอก
ถึงจะจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด แต่พัคจงอินจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างสวยงามแน่นอน
‘แน่นอนอยู่แล้ว’
ในชาติที่แล้วผมเห็นมากับตา
ภาพฮยอนกังที่ผงาดขึ้นเป็นบริษัทระดับโลกด้วยอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
นั่นหมายความว่า
‘การเดิมพันของพัคจงอินประสบความสำเร็จอย่างงดงาม’
คนแบบนั้นจะต้องการความช่วยเหลืออะไรอีก
ยังไงก็ทำได้ดีอยู่แล้ว แค่ส่งแรงใจสนับสนุนไปให้เต็มที่ก็พอ
หรือเพราะตัดสินใจได้แล้วนะ
ผมค่อยๆ มองหน้าพัคจงอินแล้วถามขึ้น
“พ่อครับ ดินสอพวกนั้น พ่อใช้คนเดียวหมดเลยเหรอครับ?”
“หือ?”
“เห็นกองเป็นภูเขาเลย พ่อคงเรียนหนักน่าดู”
พัคจงอินยิ้มเขินๆ แทนคำตอบ
ใจของเขาอาจจะยังจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์ที่เงียบเชียบก็ได้
“เครื่องจักรพวกนี้ พ่อก็รื้อมาทดลองเองหมดเลยเหรอครับ?”
“แน่นอน”
“โห! เยอะขนาดนี้เลยเหรอครับ?”
พยักหน้า
“งั้นพ่อก็ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่งของประเทศสิครับ?”
“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก”
“ไม่จริงน่า! จะมีใครลองใช้สินค้าเยอะเท่าพ่ออีกล่ะครับ? แถมยังรื้อดู ซ่อมเอง จดบันทึก... วิจัยไปตั้งขนาดนั้น”
คำพูดที่พัคจงอินอยากได้ยินที่สุด
“พ่อตั้งใจกว่าใคร ยังไงก็ต้องสำเร็จแน่ๆ ใช่ไหมครับ?”
“จีฮุน ความพยายามไม่ได้การันตีความสำเร็จเสมอไปหรอกนะลูก”
“แต่พ่อมีพนักงานเก่งๆ อยู่รอบตัวตั้งเยอะนี่ครับ ขนาดพ่อยังทุ่มเทขนาดนี้ พนักงานเก่งๆ พวกนั้นจะไม่ยิ่งกว่าเหรอครับ”
ระดับพัคจงอิน ไม่มีทางที่จะไม่รู้ความหมายแฝงในคำพูดของผม
“จะบอกว่าเชื่อมั่นในตัวพ่อ 100 เปอร์เซ็นต์งั้นสิ?”
“แน่นอนครับ”
“เพราะว่าเป็นพ่อเหรอ?”
“เปล่าครับ เพราะพ่อเป็นนักธุรกิจที่ทุ่มเทกว่าใครต่างหาก”
“......!”
“ผู้บริหารที่เรียนรู้จนดินสอกุดกองเป็นภูเขา ถ้าผมเป็นผู้ถือหุ้นคงมีความสุขน่าดู”
“เลยจะมาบอกให้พ่อสู้ๆ?”
“ไม่ต้องสู้ก็ได้ครับ”
“หือ?”
“ที่ผ่านมาพ่อก็พยายามมามากพอแล้ว ยังไงก็ต้องออกมาดีครับ มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว”
ก็ผมเห็นมาแล้วนี่นา
ความเชื่อมั่นอันแรงกล้าที่ฉายชัดในแววตาของผมคงส่งไปถึงเขา
รอยยิ้ม
พัคจงอินหันมาสนใจผมอย่างเต็มที่เป้นครั้งแรก
“ตั้งใจมาเพื่อจะพูดแค่นี้เหรอ?”
“อืม ก็......”
บรรยากาศแบบนี้จะให้พูดเรื่องอเมริกาก็ยังไงอยู่
“กะ ก็ใช่ครับ แค่อยากมาเชียร์พ่อเฉยๆ”
เรื่องขอไปอเมริกาค่อยไปขอกับแม่... เอ้ย ซงซูฮีเอาละกัน... อะแฮ่ม
“งั้นผมไปก่อนนะครับพ่อ”
“จีฮุน”
“......?”
“มีเรื่องจะคุยไม่ใช่เหรอ?”
“ครับ?”
“อย่างเช่น ขอให้ส่งไปอเมริกา”
หือ?
ระ รู้ได้ยังไง!
“เมื่อไม่กี่วันก่อนคุณปู่เพิ่งบอกพ่อน่ะ ว่าอีกไม่นานจีฮุนจะมาหา”
ไม่กี่วันก่อน... นั่นมันตอนที่ผมยังไม่ได้คิดเรื่องไปอเมริกาเลยด้วยซ้ำ
ในตอนที่ผมพยายามซ่อนความตกใจแล้วมองหน้าพัคจงอิน
“ท่านบอกว่าถ้าจีฮุนมาอ้อนวอนขอไป ก็ให้แกล้งทำเป็นยอมแพ้แล้วอนุญาตไปซะ”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”
“คุณปู่ดูมั่นใจมากเลยนะ”
เฮ้อ... ตาแก่นั่นมองเกมข้ามช็อตไปถึงไหนกันนะ!
“แล้วทำไมไม่ขอคุณปู่โดยตรงล่ะ?”
“ก็ผมเป็นลูกพ่อนี่ครับ ยังไงก็ต้องมาขอพ่อก่อนสิ”
“ก็เลยมาที่นี่?”
“...อืม”
“แต่พอมาถึงเห็นหน้าพ่อดูไม่จืด... ก็เลยไม่กล้าพูดแล้วจะกลับไปเฉยๆ?”
เกาหัวแกรกๆ
“แต่ก็ยังดีนะ”
“......?”
“คุณปู่ท่านคาดโทษไว้แล้วน่ะสิ ว่าถ้าข้ามหน้าข้ามตาพ่อแม่ไปหาท่านก่อน... ท่านจะเล่นงานให้หนัก ทั้งเรื่องธุรกิจทั้งเรื่องอะไรต่อมิอะไรด้วย”
อึก
นิสัยอย่างท่านประธานพัคคงพูดประมาณนี้แน่ๆ
‘ไอ้เด็กนั่นถ้ามันหน้ามืดตามัวเพราะเงินจนลามปามไม่รู้จักเด็กจักผู้ใหญ่ ฉันจะสั่งสอนให้เข็ด ทั้งเรื่องธุรกิจเรื่องอะไร พับเก็บให้หมด!’
นี่สินะช่วงเวลาที่ระบบรายงานจากล่างขึ้นบนเปล่งประกาย
เอาเถอะ
“จีฮุน ที่ไม่กล้าพูดเพราะกดดันหรือเปล่าลูก?”
“กดดันเหรอครับ?”
“เรื่องที่ลูกจะไปทำที่อเมริกานั่นแหละ เห็นคุณปู่เรียกว่าธุรกิจ”
“.......”
“กลัวว่าจะต้องโตไปรับช่วงต่อบริษัท ก็เลยซ้อมไว้ก่อนเพราะกังวลเรื่องนั้นหรือเปล่า?”
ผมไม่ได้ตอบ แต่รอให้พัคจงอินพูดต่อ
เพราะอยากรู้ว่าเขาจะพูดอะไรออกมา
“ถ้าเป็นเพราะเรื่องนั้นจริงๆ ก็ไม่เป็นไรนะลูก ไม่ต้องฝืนทำตามตรรกะของผู้ใหญ่หรอก อยากทำวรรณกรรมที่ลูกชอบ พ่อก็จะให้ทำเต็มที่......”
“พ่อครับ ผมจะไปอเมริกาเพื่อให้ได้ทำวรรณกรรมที่ชอบอย่างเต็มที่ต่างหากครับ”
“หมายความว่ายังไง?”
จะอธิบายยังไงดี
ต้องบอกแผนการละเอียดๆ ถึงจะเข้าใจง่ายหรือเปล่านะ
ตอนที่กำลังลังเลอยู่นั้น
กริ๊งงง!
จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
สายที่รอคอยมานานในที่สุดก็มาถึงแล้วสินะ
พัคจงอินมองผมสลับกับโทรศัพท์
สายตาที่สื่อว่าเรื่องที่เหลือค่อยคุยกันหลังวางสายได้ไหม
ทันทีที่ผมพยักหน้า
“พัคจงอินครับ”
สีหน้าของพัคจงอินหม่นลงทันที คงได้รับข่าวร้าย
แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ
พัคจงอินเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าครั้งไหนๆ
“คงวิ่งเต้นกันเต็มที่แล้วสินะ ไม่เป็นไรครับ งั้นช่วยดำเนินการตามที่ฉันบอกไปเมื่อกี้ได้เลย ขาดทุนเท่าไหร่ก็ช่าง”
ไม่รู้หรอกนะ แต่เดาว่าปลายสายคงกำลังคัดค้าน
พัคจงอินตอบกลับอย่างเด็ดขาดยิ่งกว่าเมื่อครู่
“เป็นธุรกิจที่ต้องสำเร็จแน่นอน ฉันจะรับผิดชอบเอง ช่วยจัดการเรื่องขายหุ้นให้จบภายใน 2 สัปดาห์ด้วยครับ”
มาถึงขั้นนี้ อีกฝ่ายคงจำใจต้องยอมรับ
พัคจงอินวางสายลง
เขาจ้องมองดินสอกุดๆ อยู่ครู่หนึ่งเหมือนยังตกอยู่ในภวังค์ของการสนทนา
สักพัก
คงนึกขึ้นได้ว่ามีผมอยู่ เขาจึงเดินเข้ามาหาแล้วพูดว่า
“อเมริกา... ให้พ่อไปด้วยไหม?”
“ไม่ครับ พ่อยุ่งจะตาย ให้พนักงานไปเป็นเพื่อนก็พอครับ”
“จะดีเหรอ?”
“แน่นอนครับ!”
“ก็ได้ ครั้งนี้ไปคนเดียวก่อน แต่ถ้าพ่อเคลียร์งานยุ่งๆ เสร็จเมื่อไหร่... พ่อสัญญาว่าจะพาพวกเราพี่น้องไปเที่ยวกันนะ”
“ขอบคุณครับพ่อ”
ถือว่าได้รับอนุญาตตามที่หวังไว้แล้ว
แต่ทำไมกันนะ
แทนที่จะดีใจที่บรรลุเป้าหมาย
‘เป็นธุรกิจที่ต้องสำเร็จแน่นอน ฉันจะรับผิดชอบเอง ช่วยจัดการเรื่องขายหุ้นให้จบภายใน 2 สัปดาห์ด้วยครับ’
บทสนทนาของพัคจงอินกลับวนเวียนอยู่ในหูไม่จางหาย