- หน้าแรก
- ปลูกผัก บำเพ็ญเพียร เส้นทางเซียนฉบับชาวนา
- บทที่ 1 ศาลาพักใจ ณ สุดขอบฟ้า และพนักงานแมวส้มขี้บ่น
บทที่ 1 ศาลาพักใจ ณ สุดขอบฟ้า และพนักงานแมวส้มขี้บ่น
บทที่ 1 ศาลาพักใจ ณ สุดขอบฟ้า และพนักงานแมวส้มขี้บ่น
บทที่ 1 ศาลาพักใจ ณ สุดขอบฟ้า และพนักงานแมวส้มขี้บ่น
ณ รอยต่อแห่งภพที่กาลเวลาและความว่างเปล่ามาบรรจบกัน ที่ซึ่งกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ อำนาจแห่งยมโลก และความวุ่นวายของแดนมนุษย์มิอาจส่งมาถึง ยังมีหุบเขาไร้นามแห่งหนึ่งตั้งอยู่อย่างเงียบงันมานับกัลป์
ที่นี่ไม่มีฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน แต่มีแสงอรุณสีทองอ่อนละมุนโอบล้อมอยู่ตลอดเวลา หมู่เมฆไหลเอื่อยราวสายธาร ป่าไผ่สีเงินที่ขึ้นอยู่ริมทางนั้น เมื่อต้องลมจะเกิดเสียงกรีดใบเสียดสีกันเป็นท่วงทำนองขับกล่อมอันแสนสงบ มอสส์สีครามที่เกาะอยู่ตามโขดหินจะเรืองแสงอ่อนๆ คล้ายดวงดาวที่หลับใหลยามกลางวัน อากาศบริสุทธิ์จนเพียงสูดหายใจเข้าไปหนึ่งครั้งก็ราวกับจะชำระล้างความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมานับพันปีให้มลายหายไปได้
ใจกลางหุบเขาแห่งนี้ มีเรือนไม้หลังเล็กๆ ที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย หากแต่ทุกตารางนิ้วกลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกโบราณที่มิอาจหยั่งถึงได้ เสาไม้แต่ละต้นไร้ซึ่งลวดลายสลักเสลา แต่กลับมีลายไม้ที่หมุนวนคล้ายกาแล็กซี หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาสีดำสนิทที่ดูดกลืนแสง มิได้สะท้อนเงาใดๆ ทั้งสิ้น รอบเรือนมีระเบียงไม้ยื่นออกมา สำหรับนั่งจิบชาชมทิวทัศน์อันเป็นนิรันดร์ของหุบเขา
เหนือประตูทางเข้า แผ่นป้ายไม้เก่าแก่แผ่นหนึ่งถูกแขวนไว้ มันสลักอักษรโบราณสี่ตัวด้วยลายพู่กันที่ดูเรียบง่ายทว่าแฝงความยิ่งใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดเอาไว้... ‘ศาลาพักใจอู๋จี’
เสียงหาวหวอดดังขึ้นแผ่วเบาจากภายในเรือน ร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งในชุดผ้าฝ้ายสีขาวเรียบง่ายลุกขึ้นจากเตียงนอนที่ปูด้วยฟางหอม เส้นผมสีดำขลับยาวสยายของเขาไม่ได้รวบมัด ปล่อยให้มันระลงมาคลอเคลียแผ่นหลังกว้าง ใบหน้าของเขาหล่อเหลางดงามจนแม้แต่เทพเซียนที่หยิ่งทะนงที่สุดยังต้องตะลึงงัน หากแต่ดวงตาเรียวคมคู่นั้นกลับฉายแววเบื่อหน่ายและง่วงงุนอยู่ตลอดเวลา ราวกับทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจพอจะทำให้เขาตื่นเต็มตาได้ เขาคือ ไป๋อู๋จี... เจ้าของศาลาพักใจแห่งนี้ และเป็นตัวตนเพียงหนึ่งเดียวที่อาศัยอยู่ในหุบเขาไร้นาม
บุรุษหนุ่มยืดเส้นยืดสายอย่างเกียจคร้าน กิจวัตรยามเช้า... หรือควรเรียกว่ายามตื่น... ของเขานั้นเรียบง่ายเสมอ เขาเดินไปยังลานหลังเรือน ที่นั่นมีตาน้ำเล็กๆ ผุดขึ้นจากพื้นดิน น้ำในบ่อใสดุจแก้วเจียระไน หากมองลึกลงไปจะเห็นภาพของหมู่ดาวนับล้านกำลังหมุนวนอยู่ภายใน ไป๋อู๋จีใช้กระบวยไม้ไผ่ตักน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างตา ความเย็นสดชื่นของสายน้ำแห่งจักรวาลที่บรรจุกฎเกณฑ์แห่งการก่อกำเนิด ทำให้ความง่วงงุนจางหายไปเล็กน้อย
จากนั้น เขาก็เดินไปยังเตาเล็กๆ ที่มุมห้องครัว มือเรียวยาวหยิบกาต้มน้ำดินเผาใบหนึ่งขึ้นมา มันเป็นเพียงกาธรรมดาที่ไม่มีพลังวิเศษใดๆ แต่กลับผ่านกาลเวลามานานพอๆ กับการถือกำเนิดของจักรวาล เขาบรรจงหยิบใบชาสองสามใบจากโถกระเบื้อง...ใบชาที่เก็บจากยอดต้นชาโบราณซึ่งเติบโตอยู่บนซากดวงดาวที่ดับสูญ...ใส่ลงไปในกา ก่อนจะรินน้ำจากตาน้ำศักดิ์สิทธิ์ตามลงไป แล้วจึงนำไปตั้งบนเตาที่จุดไฟขึ้นด้วยการดีดนิ้วเบาๆ เกิดเป็นเปลวเพลิงสีทองบริสุทธิ์ที่ลุกโชนอย่างเงียบเชียบ
ขณะที่กำลังรอให้น้ำชาเดือด เสียงเล็กๆ ที่แฝงความหงุดหงิดก็ดังขึ้นจากทางประตู
“โว้ย! ตื่นได้แล้วหรือขอรับนายท่าน! นี่มันเลยยามเหม่ามาสามชั่วยามแล้วนะขอรับ! แขกเหรื่อที่ไหนเขาจะเข้าร้านกัน!”
เจ้าของเสียงคือแมวส้มตัวอ้วนกลมที่เดินสองขาอย่างคล่องแคล่ว บนตัวของมันสวมผ้ากันเปื้อนผืนเล็กๆ ที่ปักคำว่า "ผู้จัดการ" เอาไว้อย่างน่าขัน แม้จะมีรูปลักษณ์เป็นแมวบ้านขนฟูดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่ดวงตาของมันกลับฉายแววเจ้าเล่ห์และขี้งกอย่างปิดไม่มิด มันคือ ‘เจ้าส้ม’ พนักงานหนึ่งเดียวของศาลาพักใจอู๋จี และเป็นอดีตมังกรบรรพกาลแห่งหายนะที่เคยทำให้สามภพต้องสั่นสะเทือน ก่อนจะโดนไป๋อู๋จีตบเกรียนสั่งสอนจนหดเหลือร่างเท่าแมวบ้านเมื่อหลายแสนปีก่อน
ไป๋อู๋จีเหลือบมองพนักงานของตนด้วยหางตาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปสนใจกาต้มน้ำที่เริ่มส่งเสียงฟู่ๆ ราวกับคำบ่นของเจ้าส้มไม่มีตัวตนในอากาศธาตุ
“นายท่าน! ท่านได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่ขอรับ!” เจ้าส้มกระทืบเท้าเล็กๆ ของมันอย่างขัดใจ “ข้าอุส่าห์ตื่นแต่เช้ามาเช็ดถูโต๊ะเก้าอี้จนเงาวับ ปัดกวาดหยากไย่ที่มุมห้อง... หยักไย่ที่สานจากใยแมงมุมแห่งกาลเวลาเนี่ยนะ! ท่านรู้หรือไม่ว่ามันเหนียวหนืดขนาดไหน! ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเตรียมต้อนรับลูกค้า แต่ท่านกลับเพิ่งจะลุกจากเตียง! นี่มันใช่คุณสมบัติของเถ้าแก่ที่ดีที่ไหนกัน!”
“ที่นี่คือศาลาพักใจ ไม่ใช่ตลาดสด” ไป๋อู๋จีตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ “จุดประสงค์ของการมีอยู่คือการพักผ่อน หากเจ้าของยังไม่ได้พัก จะไปบริการให้ใครพักได้อย่างไร”
“นั่นมันตรรกะวิบัติสิ้นดี!” เจ้าส้มยกอุ้งเท้าขึ้นกุมขมับ “แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าเช่าที่ขอรับ! ถึงแม้ว่าที่นี่ท่านจะเป็นคนสร้างเองก็เถอะ! แต่มันต้องมีค่าบำรุงรักษา! ค่าอาหารของข้า! ค่าขนมปลาแห้งที่ท่านสัญญาไว้!”
ไป๋อู๋จีรินน้ำชาที่เดือดได้ที่ลงในจอกกระเบื้องสองใบอย่างเชื่องช้า กลิ่นหอมละมุนของใบชาลอยฟุ้งไปทั่วเรือน เป็นกลิ่นที่สามารถชำระล้างจิตใจอันขุ่นมัวให้สงบลงได้ในทันที เขายื่นจอกหนึ่งไปทางเจ้าส้ม
“ดื่มชาก่อน แล้วค่อยบ่นต่อ”
เจ้าส้มชะงัก คำบ่นที่เตรียมจะพ่นออกมาอีกระลอกพลันสลายไปสิ้นเมื่อได้กลิ่นชา จมูกเล็กๆ ของมันกระตุกฟุดฟิด ดวงตาเป็นประกายวาววับ มันรีบวิ่งต้วมเตี้ยมเข้ามารับจอกชาด้วยสองอุ้งเท้าน้อยๆ แล้วซดเข้าไปอึกใหญ่ ความร้อนและความหอมของน้ำชาแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทำให้ขนสีส้มของมันฟูฟ่องขึ้นด้วยความสุขสม
“ชะ... ใช่แล้ว... ต้องดื่มชาก่อน...” เจ้าแมวพึมพำอย่างเคลิบเคลิ้ม ก่อนจะสะบัดหัวอย่างแรง “ไม่ได้! ข้าจะหลงกลท่านไม่ได้! เรื่องธุรกิจต้องมาก่อน!”
ไป๋อู๋จีไม่สนใจ เขาเดินถือจอกชาของตนไปยังโถงกลางของร้าน ที่นั่นมีโต๊ะไม้เรียบๆ ไม่กี่ตัว กับเก้าอี้อีกสี่ห้าตัวตั้งอยู่อย่างหลวมๆ ทุกอย่างสะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นผงจับ ต้องยกความดีความชอบให้ผู้จัดการแมวส้มที่ขยันขันแข็ง (เพราะหวังโบนัสปลายปีที่ไม่มีอยู่จริง) เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ใกล้ระเบียงที่สุด ยกจอกชาขึ้นจิบอย่างเนิบนาบ ทอดสายตามองทิวทัศน์อันไม่เคยเปลี่ยนแปลงของหุบเขาด้วยแววตาว่างเปล่า
เจ้าส้มวิ่งตามมาติดๆ ในอุ้งเท้าของมันบัดนี้มีแผ่นไม้ไผ่เก่าๆ ม้วนหนึ่งหนีบอยู่ มันวางแผ่นไม้ม้วนนั่นลงบนโต๊ะเสียงดังปั้ก!
“นายท่าน! นี่คือบัญชีรายรับ-รายจ่ายของเดือนที่แล้ว!” เจ้าส้มประกาศเสียงดังฟังชัดพลางคลี่ม้วนไม้ไผ่ออก บนนั้นมีรอยขีดเขียนยุ่งเหยิงที่คล้ายรอยเล็บข่วนมากกว่าตัวอักษร “รายรับ...ศูนย์! รายจ่าย...ค่าปลาแห้งของข้าสามชั่ง! สรุปคือเราขาดทุน! ท่านเข้าใจความหมายของคำว่าขาดทุนหรือไม่ขอรับ! มันคือหายนะ! คือจุดเริ่มต้นของความอดอยาก!”
“เมื่อวานเจ้าเพิ่งกินปลาหิมะวิญญาณนึ่งซีอิ๊วไปมิใช่หรือ” ไป๋อู๋จีถามขึ้นลอยๆ ไม่ได้ละสายตาจากทิวทัศน์นอกระเบียง
“นั่นมันสวัสดิการพนักงาน! ห้ามนำมาปนกับเรื่องธุรกิจ!” เจ้าส้มเถียงคอเป็นเอ็น “ท่านต้องทำการตลาด! ทำโปรโมชั่น! เช่น พักหนึ่งคืนแถมฟรีหนึ่งคืน! หรือสะสมแต้มแลกของรางวัล! ข้าคิดแผนไว้หมดแล้ว...รางวัลใหญ่คือให้ท่านนวดบ่าให้สิบห้านาที!”
“น่าสนใจ” ไป๋อู๋จีพยักหน้ารับช้าๆ
ดวงตาของเจ้าส้มเป็นประกาย “จริงหรือขอรับ! ท่านเห็นด้วยกับแผนของข้าหรือ!”
“เปล่า... ข้าสนใจว่าเมฆก้อนนั้นมีรูปร่างคล้ายกระต่ายกำลังแทะหัวไชเท้าได้อย่างไร”
“โธ่ นายท่าน!!!”
สิ้นเสียงโอดครวญของเจ้าส้ม บรรยากาศอันอบอุ่นภายในศาลาก็พลันเย็นเยียบลงอย่างกะทันหัน อุณหภูมิลดต่ำลงหลายส่วนจนเกิดไอเย็นบางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือพื้นไม้ ป่าไผ่สีเงินที่เคยส่งเสียงขับกล่อมพลันเงียบกริบราวกับถูกหยุดเวลา
เจ้าส้มขนลุกชันไปทั้งตัว สัญชาตญาณแห่งมังกรบรรพกาลกรีดร้องเตือนภัยอยู่ภายใน มันหันขวับไปทางประตูร้านที่บัดนี้เปิดแง้มอยู่เล็กน้อย สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายและความเศร้าโศกที่ลอยเข้ามา
ที่หน้าประตู ปรากฏร่างโปร่งแสงของสตรีผู้หนึ่ง นางอยู่ในชุดชาวบ้านเก่าขาด ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาเบิกโพลงอย่างไร้จุดหมาย ร่างของนางสั่นเทาอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เป็นความสับสนและหวาดกลัวที่เกาะกุมจิตวิญญาณมาเนิ่นนาน นางคือวิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่งที่บังเอิญหลงเข้ามาในหุบเขาแห่งนี้โดยไม่รู้ตัว
“ผะ...ผี! แถมยังเป็นผีจนๆ อีกต่างหาก!” เจ้าส้มร้องเสียงหลงตามสัญชาตญาณพ่อค้าหน้าเลือด “ไปให้พ้นนะ! ที่นี่ไม่รับแขกไม่มีเงินจ่าย!”
ทว่าไป๋อู๋จีกลับมีท่าทีสงบนิ่ง เขาค่อยๆ วางจอกชาลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย แต่กลับก้องกังวานเข้าไปถึงแก่นวิญญาณของผู้มาเยือน
“ยินดีต้อนรับสู่ศาลาพักใจอู๋จี... เชิญเข้ามาข้างในก่อนสิ อากาศข้างนอกเริ่มเย็นแล้ว”
วิญญาณสาวสะดุ้งเฮือก นางค่อยๆ หันมามองบุรุษหนุ่มเจ้าของเรือนอย่างหวาดระแวง แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาอันสงบนิ่งคู่นั้น ความรู้สึกหวาดกลัวที่เคยถาโถมกลับค่อยๆ บรรเทาลงอย่างน่าประหลาด นางก้าวเข้ามาในร้านอย่างเชื่องช้า ร่างโปร่งแสงลอยเหนือพื้นไม้เล็กน้อย
“ที่นี่... ที่ไหนกัน...” นางเอ่ยถามด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ
“ที่พักสำหรับผู้เหนื่อยล้า” ไป๋อู๋จีตอบเรียบๆ “เจ้าเดินทางมาไกล คงจะหิวแล้วกระมัง... อยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือไม่”
วิญญาณสาวกะพริบตาปริบๆ ความรู้สึกหิวโหยที่ลืมเลือนไปนานนับร้อยปีพลันกลับคืนมาอย่างรุนแรง นางนึกย้อนไปถึงชาติกำเนิดของตนเอง ชีวิตอันแสนสั้นและยากลำบาก ความทรงจำสุดท้ายก่อนตายคือความหนาวเหน็บและความว่างเปล่าในท้อง...
“ข้า... ข้าอยากกิน... ข้าวต้ม...” นางตอบเสียงแผ่ว “ข้าวต้มร้อนๆ สักชาม... ก็พอแล้ว”
เจ้าส้มเบ้ปากอย่างดูแคลน “อะไรกัน! มาถึงร้านระดับนี้ สั่งแค่ข้าวต้มเนี่ยนะ! อย่างน้อยก็น่าจะสั่งซุปหูฉลามมังกรตุ๋นยาจีนบรรพกาลอะไรแบบนั้นสิ!”
ไป๋อู๋จีไม่สนใจเสียงบ่นของพนักงาน เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินกลับไปยังห้องครัว “รอสักครู่”
เขากลับมาพร้อมกับโถดินเผาใบเล็ก ในนั้นบรรจุเมล็ดข้าวที่กลมมนและขาวนวลเป็นมันวาว แต่ละเม็ดแผ่กลิ่นอายแห่งความบริสุทธิ์แรกเริ่มออกมาจางๆ มันคือ ‘ไข่มุกแห่งห้วงบรรพกาล’ วัตถุดิบที่ใช้ก่อร่างสร้างดวงดาวในยุคแรกเริ่ม เขาตักข้าวสารเพียงหนึ่งช้อนลงในหม้อดิน เติมน้ำจากตาน้ำแห่งจักรวาลลงไป ก่อนจะตั้งบนเตาเพลิงสีทองอร่าม
เพียงไม่นาน กลิ่นหอมอันแสนบริสุทธิ์และอบอุ่นก็ลอยออกมาจากห้องครัว มันไม่ใช่กลิ่นหอมหวือหวาของเครื่องเทศวิเศษใดๆ แต่เป็นกลิ่นหอมพื้นฐานที่สุดของข้าว... กลิ่นที่สามารถปลอบประโลมจิตวิญญาณที่เหนื่อยล้าให้กลับคืนสู่ความสงบสุขได้อย่างน่าอัศจรรย์
กลิ่นหอมนั้นทำให้ร่างของวิญญาณสาวเริ่มสั่นเทาน้อยลง ดวงตาที่เคยว่างเปล่าเริ่มปรากฏประกายแห่งความคาดหวังขึ้นมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปี