- หน้าแรก
- ทำไงดี แฟนเก่าที่เป็นนักสืบดันย้ายมาอยู่ห้องข้างๆ
- บทที่ 7 นี่คุณมีคนที่ชอบอยู่แล้วงั้นหรือ?
บทที่ 7 นี่คุณมีคนที่ชอบอยู่แล้วงั้นหรือ?
บทที่ 7 นี่คุณมีคนที่ชอบอยู่แล้วงั้นหรือ?
บทที่ 7 นี่คุณมีคนที่ชอบอยู่แล้วงั้นหรือ?
ฉีเหยียนกล่าวเสียงเรียบ "อย่าล้อเล่นแบบนี้ มันสยองจนขนหัวลุก"
ซ่งอี้เบ้ปากและไม่พูดอะไรอีก
ฉีเหยียนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "วันหลังถ้าไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายไม่ต้องเรียกผมมาอีกนะ ถ้าข้าวของพังก็ไปตามนิติบุคคลหรือไม่ก็เรียกช่าง แม่คุณ... ผมเองก็งานยุ่งเหมือนกัน"
"รู้แล้วน่า" ซ่งอี้ยักไหล่ ทำท่าทางไม่ยี่หระ
"แล้วก็เลิกเที่ยวไปป่าวประกาศบอกใครต่อใครว่าผมเป็นแฟนคุณได้แล้ว"
"ก็พวกเขาชอบคะยั้นคะยอจะแนะนำผู้ชายให้ฉันนี่นา น่ารำคาญจะตาย"
"ผมเองก็รำคาญที่ต้องคอยตามแก้ข่าวกับชาวบ้านเหมือนกัน" ฉีเหยียนสวนกลับ
"งั้นคุณก็ไม่ต้องแก้ข่าวสิ!"
"ไม่ได้ ผมไม่ชอบ"
"ตกลงคุณไม่ชอบฉัน หรือไม่ชอบให้ฉันพูดแบบนั้น?" ซ่งอี้ถามย้อน
"ไม่ชอบทั้งสองอย่าง"
เขาตอบตรงไปตรงมาอย่างที่สุด
"คุณ!" ซ่งอี้พูดไม่ออกไปชั่วขณะ เธอสูดหายใจเข้าลึก จ้องมองเขาด้วยความไม่พอใจ "ใจร้ายชะมัด! นี่ฉันไม่คู่ควรกับคุณตรงไหนมิทราบ? ฉันไม่สวยเหรอ? หรือว่าฉันไม่เก่งพอ?"
"ไม่เกี่ยวกับเรื่องพวกนั้น"
"แล้วมันเกี่ยวกับอะไร?"
"อยู่ที่ตัวผมเอง" ฉีเหยียนตอบ
"งั้นคุณไม่มีใจให้ฉันสักนิดเลยเหรอ?"
"ไม่เลย"
ซ่งอี้สูดหายใจฮึดฮัด จ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง "แล้ววันนี้คุณมาหาฉันทำไม?"
"คุณรู้อยู่แก่ใจ"
"แค่เพราะเรื่องนั้นน่ะเหรอ? ไม่มีเรื่องอื่นเลย?" เธอถามย้ำอย่างไม่ยอมแพ้
"ไม่มี"
"คุณนี่มัน!" เธอโกรธฉีเหยียนจนตัวแทบระเบิด ได้แต่สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับสติอารมณ์พลางพินิจมองเขา ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว "หรือว่า... คุณมีคนที่ชอบอยู่แล้ว!"
แววตาของฉีเหยียนขรึมลง มุมปากกระตุกเล็กน้อย แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
"ไม่จริงน่า นี่คุณมีคนที่ชอบแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย!" ซ่งอี้ถือว่าความเงียบคือการยอมรับ "ใครกัน? คนที่ฉันรู้จักเหรอ? คนในหน่วยงานเราหรือเปล่า? นี่! บอกมานะว่าเป็นใครกันแน่?"
"เกี่ยวอะไรกับคุณ?"
"ทำไมจะไม่เกี่ยว! อย่างน้อยฉันก็ต้องรู้สิว่าฉันแพ้ใคร ถ้าแม่นั่นสู้ฉันไม่ได้ ฉันไม่ยอมด้วยหรอก"
ฉีเหยียนอดขำไม่ได้ "ธุระของผมต้องผ่านการอนุมัติจากคุณตั้งแต่เมื่อไหร่?"
"ไม่ต้องรอฉันอนุมัติหรอก แต่ฉันรับไม่ได้ถ้าต้องแพ้คนที่ด้อยกว่าฉัน"
"งั้นผมขอเตือนคุณอีกครั้ง เรื่องของผมไม่เกี่ยวกับคุณ" พูดจบ เขาก็ไม่รอให้ซ่งอี้ตอบโต้ "ผมกลับล่ะ"
"เดี๋ยว... ฉันยังคุยไม่จบนะ!"
ฉีเหยียนทำหูทวนลม
"เดี๋ยวสิ! ฉันมีธุระจริงๆ! เรื่องสำคัญมากด้วย!"
ซ่งอี้วิ่งไล่ตามเขาออกมาจนถึงหน้าลิฟต์
"เรื่องอะไร?"
"ฉันอยากเลี้ยงหมา แต่ไม่มั่นใจว่าจะดูแลมันได้ดีหรือเปล่า เพราะงั้น... คุณยกเจ้า 'พุดดิ้ง' ให้ฉันลองเลี้ยงดูสักสองสามวันได้ไหม?"
ฉีเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ไว้อีกสักพักแล้วกัน ช่วงที่ผมต้องไปดูงานต่างจังหวัด คุณค่อยช่วยรับมันไปดูแลให้หน่อย"
"โอเค งั้นถึงเวลาบอกฉันนะ เดี๋ยวฉันไปรับเอง"
"อืม" รับคำเสร็จ ฉีเหยียนก็กำชับเพิ่มเติมอีกหลายประโยค "ห้ามให้กินของซี้ซั้ว ว่างก็พาออกไปเดินเล่น ถ้าเบื่อก็เอาไปฝากไว้ที่สวี่เจี้ยนหรืออู๋เจิง ห้ามตีมันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น..."
ฉีเหยียนทำท่าปาดคอตัวเองประกอบ
"รู้แล้วน่า รู้แล้ว ขี้บ่นจริงๆ ถ้าไม่รู้นึกว่าเป็นลูกชายคุณนะเนี่ย!"
"พุดดิ้งก็คือลูกชายผม"
ซ่งอี้คิดว่าเขาล้อเล่น กำลังจะหัวเราะเยาะ แต่พอเห็นใบหน้าจริงจังไร้แววล้อเล่นของเขา เธอก็ได้แต่หัวเราะหึๆ ในลำคอ "ลูกชายคุณ? งั้นมันชื่อ 'ฉีพุดดิ้ง' หรือไงยะ?!"
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของฉีเหยียนก็ชะงักไป
เขาเคยได้ยินชื่อนี้จากปากของคนคนหนึ่งมาก่อน
'งั้นเรียกมันว่าฉีพุดดิ้งแล้วกัน!'
'ทำไมต้องฉีพุดดิ้ง?'
'ลูกก็ต้องใช้นามสกุลพ่อสิ! แต่ฟังดูทะแม่งๆ แฮะ? หลี่พุดดิ้งเหรอ? ก็ไม่เพราะเหมือนกัน ช่างเถอะๆ เรียกว่าพุดดิ้งเฉยๆ ดีกว่า'
...อันที่จริงเขาไม่ได้นึกถึงเรื่องราวในอดีตมานานมากแล้ว แต่ช่วงนี้กลับหวนนึกถึงอยู่บ่อยครั้ง
คงเป็นเพราะเขาได้เจอกับหลี่อันอีกครั้งกระมัง
"นี่..." เมื่อสังเกตเห็นอาการเหม่อลอยของเขา ซ่งอี้ก็โบกมือไปมาตรงหน้า "คุณเป็นอะไรไป?"
"เปล่า" ฉีเหยียนดึงสติกลับมาเป็นจังหวะเดียวกับที่ลิฟต์มาถึงพอดี "ไปล่ะ คุณกลับเข้าห้องไปเถอะ"
ออกจากที่พักของซ่งอี้ เขากลับมายังคอนโดฯ อันเหอหยวน
เมื่อขึ้นมาถึงห้อง ฉีเหยียนดูเวลา เกือบบ่ายโมงแล้ว ไปกลับรอบนี้กินเวลาเกือบสองชั่วโมง
ดวงตาของเขาบวมช้ำและปวดหนึบ ฉีเหยียนยกมือขึ้นนวดขมับด้วยความอ่อนล้า
เขาลดมือลง เตรียมจะเปิดประตูห้อง แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสแผงกดรหัส เขาก็ชะงักแล้วดึงมือกลับ
ชายหนุ่มหันไปมองประตูห้องฝั่งตรงข้ามที่ปิดสนิท เขาขยับเท้าก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด
เขาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจแต่ไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวใดๆ สายตาเหลือบไปเห็นป้ายการ์ตูนติดอยู่บนผนังข้างประตูห้องของเธอ
มันเป็นรูปครอบครัวชินจังจอมแก่น พร้อมกับเลขที่ห้องของเธอ
ฉีเหยียนยื่นมือออกไปดึงมันออกมา แล้วพินิจดูในมือ
เขาแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชาในลำคอ เหอะ... คิดจะติดประกาศเชิญชวนโจรหรือไง!
ในสายตาของเขา การทำแบบนี้ก็เหมือนกลัวว่าพวกคนร้ายจะไม่รู้เป้าหมายอย่างนั้นแหละ!
แล้วเขาก็หวนนึกไปถึงตอนที่เจอเธอที่สถานีตำรวจวันนั้น
เดี๋ยวนี้เธอหันมาเขียนนิยายวาบหวิวพวกนั้นแล้วหรือ!
เฮอะ... คบกันมาตั้งนาน ไม่ได้ซึมซับเรื่องความปลอดภัยหรือความรู้ทางกฎหมายไปสักนิดเลยจริงๆ
เขาหันมองซ้ายขวา เมื่อไม่เห็นที่ทิ้งสติกเกอร์ป้ายห้องนั้น เขาจึงถือมันติดมือกลับเข้ามาในห้องตัวเอง
ข้างโต๊ะกาแฟในห้องนั่งเล่นมีถังขยะวางอยู่ เขาเดินถือมันมาที่ถังขยะ แต่จังหวะที่กำลังจะปล่อยมือ เขากลับชะงักไป
สีหน้าของเขาเคร่งขรึมลง จ้องมองของในมืออยู่นาน สองจิตสองใจ ท้ายที่สุดจึงค่อยๆ คลายมือออก
จากนั้นเขาก็เตะถังขยะไปให้พ้นทาง ตามคติที่ว่า 'ไม่เห็นก็ไม่ต้องนึกถึง'
ดึกมากแล้ว เขาถอดแจ็กเก็ตโยนลงบนโซฟาอย่างลวกๆ ระหว่างเดินไปห้องน้ำก็ถอดเสื้อยืดสีขาวตัวในออก
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นก็รั้งฝีเท้าเขาไว้
อู๋เจิงโทรมา
ฉีเหยียนกดรับสาย "ว่าไง?"
"ยังไม่นอนอีกเหรอ?"
"ยัง"
"ซินซินไม่สบาย เฉียวเหยียนพาลูกไปโรงพยาบาลคนเดียว ฉันกลัวเธอจะจัดการไม่ไหว ถ้าแก..."
ฉีเหยียนรู้ความหมายของเพื่อนดีจึงพูดแทรกขึ้น "เข้าใจแล้ว โรงพยาบาลไหน?"
"โรงพยาบาลประชาชนประจำเมือง"
"โอเค เดี๋ยวฉันไป"
"ขอบใจมาก"
"ไม่ต้องมาพูดจาเลี่ยนๆ แค่นี้นะ"
วางสายเสร็จ เขาหยิบเสื้อยืดที่เพิ่งถอดไปครึ่งตัวกลับมาสวม คว้าแจ็กเก็ตบนโซฟาแล้วรีบออกไป
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ฉีเหยียนถึงได้รู้ว่าหลี่อันก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน