- หน้าแรก
- ส่งมอบโลกเซียนให้รัฐบาล ปฏิบัติการพาคนทั้งชาติไปเป็นเซียน
- บทที่ 70: มา ให้ศิษย์พี่ดูหน่อยซิว่าเจ้ามีดีอะไร!
บทที่ 70: มา ให้ศิษย์พี่ดูหน่อยซิว่าเจ้ามีดีอะไร!
บทที่ 70: มา ให้ศิษย์พี่ดูหน่อยซิว่าเจ้ามีดีอะไร!
ลู่หลีออกจากสำนักแล้ว โดยการเหินกระบี่บิน
เขาเคลื่อนออกจากเขตชิงฉือ
เมื่อทอดสายตามองแผ่นหลังของเขา ไป๋เซิ่งที่เฝ้ารอมาหลายวันเต็มๆ ก็เผยสีหน้าตื่นเต้นยินดี
เขาพลิกฝ่ามือทำมุทรา ร่ายคาถาอาคมอำพรางกลิ่นอายของตน แล้วสะกดรอยตามไปทันที
“ในที่สุดก็ออกมาแล้ว!”
“เจ้าเด็กนี่ระวังตัวเกินไป ตั้งแต่เลื่อนเข้าฝ่ายนอกเกรงว่าจะไม่เคยออกจากสำนักเลยกระมัง”
“ข้าจะใจร้อนไม่ได้ ต้องรอให้ห่างไกลจากสำนัก เข้าสู่ที่ลับตาคนเสียก่อนค่อยลงมือ”
แววตาของไป๋เซิ่งไหวระริก เต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนโลภโมโทสัน
เขามองแผ่นหลังของลู่หลีราวกับกำลังมองกองหินวิญญาณกองโต
สองปีมานี้เขาใช้ชีวิตอย่างอัดอั้นตันใจเหลือเกิน
ความฝันอันสวยหรูในตอนแรก ถูกความเป็นจริงบดขยี้จนแหลกลาญ
นึกว่าเมื่อท่านบรรพชนเลื่อนขั้นสู่ระดับแก่นทองคำ เขาจะได้อานิสงส์บ้าง แต่ความเป็นจริงกลับ...
อำนาจของตระกูลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับศิษย์สายรองอย่างเขาเลยแม้แต่น้อย
ความหวังเรื่องขอบเขตสร้างรากฐาน ยิ่งเป็นเพียงฟองสบู่
ต่อให้เขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นเก้าก่อนกำหนดหลายปี ก็ไม่อาจอยู่ในสายตาของพวกตาแก่นั่นได้
แม้บิดาบังเกิดเกล้าจะยอมตายเพื่อตระกูล สิ่งที่แลกมาได้ก็มีเพียงความเย็นชาเมื่อไร้ประโยชน์
เมื่อหวนนึกถึงเรื่องเหล่านี้ สีหน้าของไป๋เซิ่งก็ค่อยๆ บิดเบี้ยวดูน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ
“น่าขำที่ข้าเกิดในตระกูลระดับแก่นทองคำ แต่ทรัพยากรในตระกูลกลับเทไปให้พวกอัจฉริยะสายตรงจนหมด”
“แม้แต่ส่วนที่ควรจะเป็นของข้าก็ยังถูกลิดรอนไปเป็นทอดๆ ข้ามีเพียงชื่อเสียงของตระกูล แต่ความเป็นจริงกลับแย่ยิ่งกว่าศิษย์ฝ่ายนอกธรรมดาเสียอีก”
“ทรัพยากรที่หามาได้อย่างยากลำบาก ก็ถูกคำพูดเบาหวิวไม่กี่คำแย่งชิงไป”
“หากข้าไม่มีภาระเรื่องตระกูล หากข้ามีพรสวรรค์ด้านการหลอมศาสตรา...”
“ป่านนี้... ข้ายังจะต้องมาทนทุกข์เรื่องการสร้างรากฐานอยู่อีกหรือ...”
“อดทนเก็บหอมรอมริบสักไม่กี่ปี อย่างไรก็คงเก็บเงินซื้อโอสถสร้างฐานได้สักเม็ดแล้ว”
“น่าเสียดาย... ทำไมข้าถึงไม่มีพรสวรรค์ด้านการหลอมศาสตรา... ทำไม...”
“ทำไมข้าต้องเสียสละเพื่อตระกูล?”
“ทำไม ข้าต้องแซ่ไป๋!”
“ตระกูล ตระกูล ใช้บ้านของข้า ไปเลี้ยงดูพวกสายตรงงั้นรึ?!”
แววตาของไป๋เซิ่งดูดุร้ายน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ
เขารู้ดีว่า หากต้องการก้าวหน้าในวิถีแห่งเต๋านี้ มีแต่ต้องพึ่งพาตนเองเท่านั้น
เพื่อการนี้ เขาคิดทุกวิถีทาง หาเส้นสายทุกอย่าง ไขว่คว้าทุกโอกาสที่ไม่ควรไขว่คว้า แต่กลับคาดไม่ถึงว่า... สุดท้ายจะเป็นคนรู้จักเก่าแก่ที่ดูธรรมดาคนนี้ ที่ดึงดูดความสนใจของเขา
“เจ้าเด็กนี่ดวงดีจริงๆ พอเข้าสำนักก็ได้เรียนรู้วิชาหลอมศาสตรา”
“วันๆ นอกจากทำภารกิจ ก็เอาแต่หลอมศาสตราเก็บสะสมหินวิญญาณ... ทรัพย์สินในตัวต้องมั่งคั่งแน่นอน”
“น่าเสียดายจริงๆ... หากไม่ใช่เพราะเวลาบีบคั้น ข้าคงไม่เพ่งเล็งมาที่เขา”
“มิเช่นนั้นคงจะเลี้ยงเจ้าเด็กนี่ไว้อีกสักสองสามปี”
ไป๋เซิ่งหวนนึกถึงการสืบข่าวลับๆ ในช่วงหลายเดือนมานี้
ลู่หลีมั่นคงและเก็บตัวเกินไปจริงๆ
เก็บตัวจนเขาลืมไปเลยว่าตอนนั้นเคยให้ป้ายตระกูลไป๋แก่เจ้าตัวไป
หากไม่ใช่เพราะร้อนใจเรื่องการสร้างรากฐาน จนต้องใช้สมองทุกส่วน คิดหาทุกหนทาง เขาคงไม่มีทางนึกถึงลู่หลีได้
แต่พอได้สังเกตลู่หลี ถึงได้ตระหนักด้วยความตกใจ
เบี้ยไร้นามในตอนนั้น บัดนี้กลับมีแนวโน้มจะเทียบเคียงเขาได้แล้วเงียบๆ
“ศิษย์น้อง อย่าโทษศิษย์พี่เลยนะ”
“ศิษย์พี่รอไม่ได้แล้วจริงๆ หากไม่รีบสร้างรากฐาน...”
“‘เรื่องดีๆ ที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้า’ นั่นคงไม่มีส่วนของศิษย์พี่เป็นแน่”
“หวังว่า... เจ้าจะมอบความประหลาดใจให้ศิษย์พี่ได้นะ!”
ความคิดพลุ่งพล่าน ไป๋เซิ่งอำพรางกลิ่นอายอย่างมิดชิด ทิ้งระยะห่างติดตามไปห่างๆ
รักษาระยะปลอดภัยเอาไว้......
“ฟุ่บ~!”
“ฟุ่บ~! ฟุ่บ~!”
กระบี่บินแหวกอากาศ
มุ่งหน้าไปตลอดทาง
ชั่วพริบตาเวลาก็ผ่านไปกว่าครึ่งค่อนวัน
ไป๋เซิ่งมองแผ่นหลังของลู่หลีด้วยความคาดหวังยิ่งขึ้น
ในฐานะศิษย์สายรองของตระกูลไป๋ เขาเป็นคนชอบเอาชนะมาตั้งแต่เด็กสมชื่อ
ในเมื่อตระกูลไม่ช่วยเขาสร้างรากฐาน เขาก็จะแสวงหาหนทางสร้างรากฐานด้วยตัวเอง!
เมื่อสร้างรากฐานสำเร็จ สถานะและตำแหน่งย่อมสูงขึ้นตามน้ำ ศิษย์สายรองคนอื่นๆ ก็จะหันมาสนับสนุนเขา
โอกาสวาสนาในตระกูลย่อมต้องมีส่วนของเขา
หลังจากนั้นอย่าว่าแต่ท้องฟ้ากว้างไกล ใครที่พบเห็นจะไม่เรียกขานเขาว่า ‘ปรมาจารย์ไป๋’ บ้างเล่า!
“หึๆ...”
ราวกับนึกถึงเรื่องที่น่าอภิรมย์ มุมปากของไป๋เซิ่งยกขึ้น
แววตายิ่งฉายความตื่นเต้น
ทว่าในยามนั้น ลู่หลีที่เหินร่างด้วยความเร็วสูงอยู่เหนือเส้นทางหลวงมาตลอดพลันเปลี่ยนทิศทาง
บินตรงไปยังหุบเขาเงียบสงบในระยะไกล
ขณะบินก็สวมใส่อะไรบางอย่างไว้บนศีรษะไปด้วย
“นั่นมันของสิ่งใด?”
“ดูเหมือนหมวกเกราะของพวกปุถุชน... แถมไม่มีปฏิกิริยาของพลังวิญญาณ...”
ไป๋เซิ่งชะงักไปเล็กน้อย
ในสายตาของเขา พอจะมองเห็นลางๆ ว่าบนศีรษะของลู่หลีสวมวัตถุคล้ายหมวกเกราะรูปทรงประหลาด
ด้านบนยังมีวัตถุทรงกระบอกที่ทอแสงสีแดงสีเขียวอยู่หลายอัน
วินาทีถัดมา
ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างผุดขึ้นมาจากด้านหลังของเขา
ราวกับมีบางสิ่งกำลังจับจ้องการมีอยู่ของเขา
“หือ? นี่มัน... หรือจะเกี่ยวข้องกับมัน?”
ไป๋เซิ่งใจหายวาบ กำลังจะลองสัมผัสถึงที่มาของความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นให้ละเอียด
ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความปกติ ไร้ซึ่งความผิดแผกใดๆ
“ไม่ชอบมาพากล... เมื่อครู่ไม่มีทางเป็นภาพลวงตาแน่”
“หรือว่าข้าจะถูกเปิดโปงแล้ว?”
“หรือว่า... มีผู้บำเพ็ญเพียรผ่านมา?”
ไป๋เซิ่งขมวดคิ้วมุ่น ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ไหนก็ล้วนส่งผลเสียต่อเขาทั้งสิ้น
แต่เมื่อเห็นว่าเวลาสุกงอม จะให้เขาถอยกลับไปตอนนี้ ย่อมไม่ยินยอมเป็นแน่
ก้าวไปข้างหน้าคือความหวังในการสร้างรากฐาน
ถอยหลังกลับไปคือภาระของตระกูล...
หลังจากการต่อสู้ทางความคิดชั่วครู่ แววตาของไป๋เซิ่งก็พลันเฉียบคมขึ้น
เป็นคนชอบเอาชนะ หากไม่สู้... จะชนะได้อย่างไร!
มองร่างของลู่หลีที่กำลังร่อนลงสู่หุบเขาเปลี่ยวร้างเบื้องหน้า
ร่างของเขาก็พุ่งติดตามไปอย่างกระชั้นชิด
“ฟุ่บ!”
พลังเวทพลุ่งพล่าน ด้วยตบะระดับขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นเก้าของไป๋เซิ่ง
เมื่อเร่งความเร็วเต็มพิกัด เพียงชั่วครู่ก็ไล่ตามมาจนประชิด
เสียงหวีดหวิวของกระบี่บินที่แหวกอากาศ ทำให้ฝูงนกแตกตื่นบินว่อน
ระยะห่างเพียงเท่านี้ ลู่หลีย่อมต้องได้ยินเป็นธรรมดา
ในยามนี้ไป๋เซิ่งไม่คิดจะซ่อนเร้นอีกต่อไป พุ่งเข้ามาก็เตรียมใช้ท่าสังหารทันที
รอให้ใกล้กว่านี้อีกนิด ใกล้กว่านี้อีกนิด ก็จะลงมืออย่างฉับพลัน!
ทว่าเมื่อมองไปที่ลู่หลี ร่างกายยังคงนิ่งเฉย ราวกับไม่ได้ยินเสียงแหวกอากาศที่บาดหูจากด้านหลังเลยแม้แต่น้อย
ความเร็วของเขาไม่ลดลง ร่อนลงจอดในหุบเขาห่างไกลผู้คนโดยตรง
ถอดหมวกเกราะที่มีกล้องตรวจจับความร้อนแบบทหารบนศีรษะออกก่อน
จากนั้นจึงหยิบหยกพกปลาคู่ออกมา ส่งจิตสัมผัสเข้าไป
มองดูร่างเงาอันใหญ่โตราวกับภูเขาลูกย่อมๆ นั้น......
“เจ้าเด็กนี่ มันรู้ตัวแล้วจริงๆ ด้วย!”
“คงจะมีวิธีการตรวจจับอะไรบางอย่าง พื้นเพไม่ธรรมดาเลยนี่...”
“ดูจากท่าทาง เหมือนจะมีไม้ตายอะไรอยู่สินะ”
มองลู่หลีที่ค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาที่ด้านล่าง
ไป๋เซิ่งจับจ้องเขม็ง
กระบี่บินลอยค้างอยู่กลางอากาศ ชี้ตรงไปยังลู่หลีที่อยู่ห่างออกไป
“ศิษย์น้องลู่ ดูท่าเจ้าจะรู้อยู่แล้วว่าข้าตามมา”
“ทำไม หรือศิษย์น้อง... มั่นใจว่ามีวิธีการที่จะสังหารศิษย์พี่ได้?”
วาจาของไป๋เซิ่งคล้ายหยั่งเชิง และคล้ายยั่วยุ
ลู่หลีไม่ตอบ เพียงแต่ถามกลับไปว่า
“เรื่องแต่งเข้าตระกูลนั่น ท่านกุขึ้นมาสินะ?”
“ถูกต้อง ทำไม หรือศิษย์น้องลู่อยากจะเป็นสุนัขรับใช้ให้ตระกูลไป๋จริงๆ?”
น้ำเสียงของไป๋เซิ่งบาดหู คล้ายถูกท่าทีสงบนิ่งของลู่หลียั่วโมโห
ได้ยินคำพูดของไป๋เซิ่ง
ลู่หลีพลันหัวเราะออกมา ส่ายหน้าเบาๆ “เป็นเรื่องโกหกจริงๆ ด้วยสินะ... ก็ดีเหมือนกัน การแต่งเข้าตระกูลอะไรนั่นมันยุ่งยากเกินไป”
“สู้ฆ่าคนเลยจะง่ายดายกว่า”
“เฮอะ! แสร้งทำเป็นลึกลับ!”
“แค่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นเจ็ด ยังกล้าปากดี มา ให้ศิษย์พี่ดูหน่อยซิว่าเจ้ามีดีอะไร!”
ไป๋เซิ่งถูกยั่วโมโหจนถึงขีดสุด ตะโกนก้อง
สีหน้าตื่นเต้นปนดุร้าย
ทว่าสิ้นเสียงยังไม่ทันขาดคำ
“วูบ!”
พร้อมกับแสงสว่างวาบที่เจิดจ้า ร่างของลู่หลีก็หายวับไป
เสียงของเขาขาดห้วงไปทันที รูม่านตาหดเกร็ง...
เบื้องหน้าของไป๋เซิ่ง พลันปรากฏเทพยักษ์เหล็กไหลความสูงกว่าสิบเมตรยืนตระหง่าน ก้มลงมองเขาอย่างเงียบงัน
เปลือกนอกที่เป็นโลหะเย็นเยียบสะท้อนแสงประกายหนาวเหน็บภายใต้แสงอาทิตย์ยามอัสดง
แกนพลังงานหินวิญญาณที่หน้าอกส่งเสียงคำรามต่ำๆ ปกคลุมร่างของเขาไว้ภายใต้เงาทะมึนจนมิด
ไป๋เซิ่งแหงนหน้ามอง ‘ภูเขาเหล็ก’ ที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนี้ด้วยความตะลึงงัน กระบี่บินใต้เท้าสั่นระริกโดยไม่รู้ตัว
“นี่...... นี่มันตัวอะไรกัน?!”