เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 149 เห็นหน้าเจ้าทีไร ข้ารู้สึกเหมือนจะไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้นทุกที

บทที่ 149 เห็นหน้าเจ้าทีไร ข้ารู้สึกเหมือนจะไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้นทุกที

บทที่ 149 เห็นหน้าเจ้าทีไร ข้ารู้สึกเหมือนจะไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้นทุกที


บทที่ 149 เห็นหน้าเจ้าทีไร ข้ารู้สึกเหมือนจะไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้นทุกที

เมื่อกลับถึงที่พัก ซูหลั่วก็เปิดไดอารี่และเริ่มลงมือเขียน

【วันนี้จอมมารเรียกเจ็ดบุตรมารเข้าพบ ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่เคยทำมาก่อนชัดๆ】

【ยิ่งไปกว่านั้น จอมมารในตอนนี้สูญเสียพลังไปแล้ว ยิ่งไม่สมควรปรากฏตัวต่อหน้าผู้อื่นบ่อยๆ เข้าไปใหญ่】

【แปลก... แปลกจริงๆ】

【แต่ก็ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก ตราบใดที่จอมมารยังไม่ฟื้นพลัง นางก็ยังพลิกสถานการณ์ไม่ได้หรอก】

【อีกอย่าง การที่จอมมารจะฟื้นพลังกลับมาได้มันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น มันต้องผ่านสามขั้นตอน ค่อยเป็นค่อยไป จะให้ฟื้นปุ๊บปั๊บได้ยังไง ทัณฑ์สวรรค์ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ】

【ขั้นตอนแรก... เดี๋ยวนะ ข้าจะเขียนเรื่องนี้ทำไม? เนื้อเรื่องยังดำเนินไปไม่ถึงจุดนั้นสักหน่อย】

【เอาเป็นว่า หวังว่าจอมมารคงไม่ทำอะไรนอกลู่นอกทางอีก ทุกคนควรดำเนินตามบทบาทของตัวเอง แบบนั้นจะดีต่อข้าที่สุด】

【เขียนถึงเนื้อเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นดีกว่า... ช่วงเวลาดวงซวยของสวี่อู๋เลี่ยง】

【ไล่เรียงตามลำดับ ก็ถึงคราวของสวี่อู๋เลี่ยงแล้ว ทุกคนน่าจะรู้ดีว่าความแข็งแกร่งทางกายภาพคือความภาคภูมิใจของหมอนั่น แต่หลินซวนจะเอาชนะเขาในจุดนี้แหละ】

【เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ป่าหินแตก หลินซวนพากู่อันซินมาที่นี่เพื่อหาแร่สำหรับตีอาวุธ】

【บังเอิญว่าที่นั่นมีสำนักหนึ่งชื่อสำนักพันชั่ง คอยค้าขายแร่พวกนี้อยู่】

【กู่อันซินพอใจกับแร่ก้อนหนึ่งมากและกำลังจะตกลงซื้อ แต่สวี่อู๋เลี่ยงก็โผล่มาพอดี】

【การโต้เถียงจึงเริ่มขึ้น สำนักพันชั่งเลยเสนอไอเดียว่า ใครทุบหินเหล็กไหลมารแตกได้เร็วที่สุด คนนั้นจะได้สิทธิ์ซื้อแร่ก้อนนี้ไป】

【หินเหล็กไหลมารนั้นแข็งแกร่งมาก การจะทำลายมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ】

【ดังนั้น หลินซวนกับสวี่อู๋เลี่ยงจึงเริ่มแข่งประชันพละกำลังเพื่อทุบหินยักษ์ก้อนนี้】

【ตอนแรกสวี่อู๋เลี่ยงนำโด่ง หินเหล็กไหลมารแตกกระจายด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ใครๆ ก็คิดว่าหลินซวนแพ้แน่ แต่ความจริงคือหลินซวนแซงโค้งเข้าวินไป】

【ในเมื่อไม่ได้สิทธิ์ซื้อ สวี่อู๋เลี่ยงก็เริ่มมหกรรม 'ช้อปปิ้งศูนย์บาท'】

【แบบนี้ค่อยสมกับเป็นคนของพรรคมารสวรรค์หน่อย ถ้าไม่ปล้นสิถึงจะน่าอาย】

【...】

【สุดท้าย ท่าไม้ตาย 'แปดทิศกัมปนาท' ที่หลินซวนเพิ่งบรรลุ ก็เอาชนะสวี่อู๋เลี่ยงได้สำเร็จ】

【เขาบดขยี้สวี่อู๋เลี่ยงด้วยพละกำลังล้วนๆ ถือเป็นการสวนกลับที่สมบูรณ์แบบ】

【สวี่อู๋เลี่ยงไม่ตายและถูกช่วยกลับไปได้ แต่เขาก็ผูกใจเจ็บกับหลินซวนไปเรียบร้อย พร้อมกับแอบนับถือในใจ เพราะนานมากแล้วที่ไม่มีใครในระดับเดียวกันเอาชนะเขาด้วยพละกำลังได้】

【สรุปตอนนี้ มีสามหน่อในเจ็ดบุตรมารที่แค้นหลินซวน ได้แก่ ข้า, ซือถูเย่ และสวี่อู๋เลี่ยง】

ซูหลั่วปิดสมุดบันทึก เขาไม่ได้เขียนอะไรมาก เพราะเนื้อเรื่องส่วนนี้ไม่ได้ยาวเหยียดอะไร

แน่นอนว่าของรางวัลก็คงไม่เยอะ แค่ค่าสเตตัสเล็กๆ น้อยๆ

หลังปิดไดอารี่ ซูหลั่วก็ทำตัวตามสบาย

ช่วงนี้คงไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้น ไม่มีบทของเขา และไม่มีภารกิจจากพรรคมาร เขาจึงนอนตีพุงอยู่ในพรรคได้อย่างสบายใจเฉิบ

...

ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักเทียนกวง เจียงหนิงซูเฝ้าจับตาดูไดอารี่และรอคอยการอัปเดตอย่างใจจดใจจ่อ

นางอยากรู้แทบตายว่าซูหลั่วจะมีปฏิกิริยายังไงที่จอมมารเรียกพบเจ็ดบุตรมารในครั้งนี้

แม้จะมีความเป็นไปได้ที่เขาจะไม่รู้สึกอะไร หรือไม่เขียนถึงมันเลย แต่นางก็ต้องลองเสี่ยงดูเพื่อหยั่งเชิง

เมื่อเห็นประโยคแรก เจียงหนิงซูมั่นใจทันที... เขาเขียนถึงนางจริงๆ!

แต่มีแค่ประโยคสองประโยคเองแฮะ

ทว่าก็มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์

สามขั้นตอน

สามขั้นตอนอะไร?

บ้าเอ๊ย ทำไมเขียนแค่ครึ่งๆ กลางๆ เล่า!

แต่เจียงหนิงซูก็รีบสงบสติอารมณ์ อย่างน้อยมันก็พิสูจน์ได้ว่าการกระทำของนางได้ผล

เจียงหนิงซูแค่ต้องการปรากฏตัวต่อหน้าซูหลั่วเพื่อให้เขาจดจำนางได้ แล้วโอกาสที่เขาจะเขียนถึงนางในไดอารี่ก็จะเพิ่มขึ้น

ซึ่งนางทำสำเร็จจริงๆ

แค่เขาเขียนถึงก็ถือว่าดีแล้ว เจียงหนิงซูเริ่มวางแผนการพบกันครั้งต่อไป หากได้เจอกันบ่อยขึ้น นางก็จะรู้ว่าซูหลั่วเขียนถึงนางในมุมมองไหนบ้าง

แบบนั้นนางก็จะได้ข้อมูลจากไดอารี่มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เจียงหนิงซูสังเกตเห็นจุดหนึ่ง... ซูหลั่วหวังให้ทุกคนดำเนินตามเนื้อเรื่องเดิม

แม้นางจะไม่รู้เหตุผลที่แท้จริง แต่ลองคิดดูแล้ว การทำตามพล็อตที่ซูหลั่วเขียนก็ไม่ได้เสียหายอะไร แถมยังช่วยไม่ให้เขาเกิดความระแวงสงสัยอีกด้วย

เจียงหนิงซูรู้ว่าซูหลั่วไม่อยากให้นางฟื้นพลังเร็วเกินไป ดังนั้นนางจึงต้องซ่อนเป้าหมายในการฟื้นฟูพลังนี้ให้มิดชิดยิ่งขึ้น

นางจะให้ซูหลั่วรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่านางอ่านไดอารี่ของเขาได้

เจียงหนิงซูวางแผนจะขยับตัวเล็กๆ น้อยๆ อีกสักพัก หลักๆ คือการปรากฏตัวให้ซูหลั่วเห็นบ่อยขึ้น

ใช้วิธีอ้อมค้อมเพื่อทำให้ซูหลั่วสับสน แล้วค่อยหลอกล่อให้เขาเขียนวิธีฟื้นฟูพลังลงในไดอารี่

นี่คือแผนเบื้องต้นของเจียงหนิงซู

แน่นอนว่ามันอาจจะไม่สำเร็จก็ได้

แต่ถ้ามีความหวัง นางก็ต้องลองเสี่ยงดู

แม้ในไดอารี่จะบอกว่านางจะฟื้นพลังได้ในภายหลัง แต่เจียงหนิงซูไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว

การไม่มีกระบี่ในมือ กับการมีกระบี่แต่ไม่ได้ใช้ มันคนละเรื่องกันเลย

หากไม่มีไดอารี่เล่มนี้ เจียงหนิงซูคงได้แต่กลัดกลุ้มและลองผิดลองถูกอย่างคนตาบอดคลำช้าง

แต่เมื่อมีไดอารี่ อย่างน้อยนางก็มีทิศทาง

คิดได้ดังนั้น อารมณ์ของเจียงหนิงซูก็ดีขึ้นทันตา ความกังวลที่เคยมีจากการสูญเสียพลังบำเพ็ญก็ทุเลาลงไปบ้าง

ซูหลั่ว... จากนี้ไปเจ้าต้องเขียนถึงข้าให้เยอะๆ นะ

เจียงหนิงซูเริ่มขบคิดว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

...

อากาศแจ่มใส

ซูหลั่วนอนเอกเขนกบนเก้าอี้หวาย อุ้มเจ้าเสี่ยวข่งนอนอาบแดดด้วยกัน

เดิมทีเสี่ยวข่งอยากออกไปวิ่งเล่น แต่ในเมื่อซูหลั่วอารมณ์สุนทรีย์ขนาดนี้ การอยู่เป็นเพื่อนเขาก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร

"ท่านซู เราจะทำตัวว่างงานแบบนี้กันจริงๆ หรือเจ้าคะ?" อาอวิ๋นถามขึ้นจากด้านข้าง

"แล้วเจ้าอยากทำอะไรล่ะ?"

"ไม่มีภารกิจบ้างหรือเจ้าคะ? พวกลูกน้องเริ่มบ่นกันแล้ว โดยเฉพาะช่วงนี้สวี่อู๋เลี่ยงพาคนออกไปทำภารกิจด้วย"

"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา? เขาจะไปไหนก็เรื่องของเขา"

สวี่อู๋เลี่ยงออกไปเพื่อโดนกระทืบต่างหากเล่า

"ข้าน่ะไม่เท่าไหร่หรอกเจ้าค่ะ แต่ตั้งแต่ลูกน้องของท่านเห็นสายฟ้าฟาดวันนั้น พวกมันก็เดินยืดอกอย่างมั่นใจ เที่ยวคุยโม้ไปทั่วว่าท่านคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในเจ็ดบุตรมาร อยากจะพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นใจจะขาด"

ซูหลั่ว: ...

ทำไมรู้สึกเหมือนไอ้พวกนี้กำลังหาเท้ามาให้เขา?

การเป็นเป้าสายตาน่ะไม่เท่าไหร่ แต่การเรียกหาเรื่องเดือดร้อนนี่สิไม่ดีแน่

"ในเมื่อเป็นแบบนั้น ข้าก็มีภารกิจให้พวกมันทำพอดี"

ใช่แล้ว ล้วนแต่เป็นภารกิจที่ไปแล้วตายเกือบแน่นอน ถือโอกาสเคลียร์คนหน่อยก็ดี

ทันใดนั้น ยินโยวหมิงก็โผล่มาอีกครั้ง

"เห็นหน้าเจ้าทีไร ข้ารู้สึกเหมือนจะไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้นทุกที" ซูหลั่วพูดกับยินโยวหมิง

"เจ้าคิดผิดแล้ว เรื่องดีต่างหาก ท่านจอมมารต้องการพบพวกเจ้าทุกคน"

"นั่นแหละข้าถึงบอกว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องดี"

ซูหลั่วถอนหายใจ จอมมารคิดจะทำอะไรกันแน่?

เมื่อมาถึงตำหนักเทียนกวงอีกครั้ง คราวนี้ซูหลั่วก็ยังคงมาเป็นคนสุดท้ายเช่นเคย

แต่ต่างจากคราวที่แล้ว ครั้งนี้สวี่อู๋เลี่ยงไม่อยู่ เพราะเขาออกเดินทางไปแล้ว

เดิมทีถ้าจอมมารยืนกรานจะพบสวี่อู๋เลี่ยงให้ได้ ยินโยวหมิงก็คงต้องไปตามตัวกลับมา

ทว่าจอมมารบอกว่าช่างเถอะ เรื่องจึงจบไป

ชุยไป่เฉวียนแสร้งถอนหายใจ "น่าเสียดายแทนสวี่อู๋เลี่ยงจริงๆ ที่ดันไม่อยู่ตอนสำคัญแบบนี้"

แต่ในใจเขากำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง แม้จะไม่รู้ว่าจอมมารเรียกพบทำไม แต่ต้องเป็นเรื่องดีแน่ๆ

สำหรับชุยไป่เฉวียน การที่สวี่อู๋เลี่ยงพลาดโอกาส ก็คือกำไรของเขาแล้ว

เหลียวตู๋ซือถามขึ้น "ควรเรียกเขากลับมาไหม?"

ชิงปู้ขวงตอบ "ไม่จำเป็นหรอก ในเมื่อท่านจอมมารบอกว่าไม่จำเป็น เราจะไปทำเรื่องยุ่งยากทำไม?"

ซูหลั่วก็เห็นด้วยที่เป็นแบบนี้ ถ้าเรียกสวี่อู๋เลี่ยงกลับมา ก็เท่ากับไปขัดขวางจังหวะโดนตบหน้าของหมอนั่นสิ

ทูตซ้ายยังคงยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ รอดูว่าจอมมารมีประสงค์สิ่งใด

ทว่าครั้งนี้ต่างจากคราวก่อน ครั้งนี้เป็นการพบปะส่วนตัว

พวกเขาถูกเรียกเข้าไปพบจอมมารทีละคน ตามลำดับการมาถึง

จอมมารจัดเตรียมห้องพิเศษที่ป้องกันการดักฟังได้อย่างดีเยี่ยม

แม้แต่ทูตซ้ายเองก็ยังไม่รู้ว่าข้างในนั้นพูดคุยหรือทำอะไรกันบ้าง

จบบทที่ บทที่ 149 เห็นหน้าเจ้าทีไร ข้ารู้สึกเหมือนจะไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้นทุกที

คัดลอกลิงก์แล้ว