เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 พล็อตเรื่องพังพินาศตั้งแต่เริ่มต้น

บทที่ 3 พล็อตเรื่องพังพินาศตั้งแต่เริ่มต้น

บทที่ 3 พล็อตเรื่องพังพินาศตั้งแต่เริ่มต้น


บทที่ 3 พล็อตเรื่องพังพินาศตั้งแต่เริ่มต้น

ซูลั่วก้าวเท้าเข้าสู่ตระกูลหลี่ เมื่อมาถึงโถงใหญ่ เขาก็สะดุดตากับหลี่ซืออี๋ที่โดดเด่นที่สุดในงานทันที

วันนี้เธอกายสวมชุดหรูหรา รวบผมหางม้าสูง แม้ไม่ได้แต่งหน้าทาปากจัดจ้าน แต่ความงดงามกลับเหนือล้ำผู้คนมากมาย รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้ายิ่งขับเน้นกลิ่นอายที่มีเสน่ห์ของเธอให้น่าหลงใหล

ทว่า ทันทีที่เธอเห็นซูลั่วเดินเข้ามา รอยยิ้มบนใบหน้านั้นก็อันตรธานหายไปในพริบตา เธอจ้องเขม็งมาที่ซูลั่ว ราวกับมีกองเพลิงกำลังลุกไหม้อยู่ในดวงตาคู่นั้น

เดิมทีซูลั่วตั้งใจจะเดินเข้าไปทักทายอย่างสนิทสนม แต่กลับต้องชะงักฝีเท้าเพราะสายตาพิฆาตนั้น รอยยิ้มของเขาแข็งค้างไปทันที

ไม่สมเหตุสมผลเลย ความแค้นไม่น่าจะมากขนาดนี้นี่นา?

เรื่องราวเพิ่งจะเริ่มต้นแท้ๆ ยังไม่น่าจะถึงขั้นมองกันด้วยสายตาอาฆาตมาดร้ายปานจะกินเลือดกินเนื้อขนาดนี้

ซูลั่วคิดไม่ตก

แน่นอนว่าเขาไม่มีทางเข้าใจ

เมื่อคืนนี้ หลี่ซืออี๋มัวแต่นั่งศึกษา ‘จี้หยกชิงเยว่’ อยู่นานสองนาน

น่าเสียดายที่ท้ายที่สุดก็ไม่รู้วิธีใช้ แถมในตำราของตระกูลก็ไม่มีบันทึกไว้

แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้เธอนอนกอดจี้หยกหลับฝันดีตลอดคืน

ผลก็คือ เธอพบว่าบันทึกประจำวันมีการอัปเดต เดิมทีนึกว่าจะมีข้อมูลสำคัญอะไร แต่ที่ไหนได้ กลับมีแต่ข้อความด่าทอเธอทั้งนั้น

ตอนแรกหลังจากได้สมบัติบรรพชนมาจากเบาะแสในไดอารี่ หลี่ซืออี๋ก็แทบจะให้อภัยที่ซูลั่วเคยด่าเธอไปแล้ว แถมยังคิดว่าซูลั่วก็ไม่ได้ไร้ค่าไปเสียทีเดียว

แต่ตอนนี้เขาดันมาด่าเธออีกแล้ว ทำเอาเธอโกรธจนกระโดดโลดเต้นอยู่บนเตียง

สุดท้าย กลายเป็นว่าซูลั่วเขียนประโยคหนึ่ง เธอก็เถียงกลับประโยคหนึ่ง ก่นด่าซูลั่วกลับไป

กลายเป็นการทะเลาะกันข้ามมิติ

แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไร คนที่เสียเปรียบก็มีแค่หลี่ซืออี๋อยู่ดี เธอได้ยินทุกคำที่ซูลั่วด่าเธอ แต่ซูลั่วกลับไม่ได้ยินคำด่าของเธอแม้แต่ครึ่งคำ

ดังนั้นตอนนี้พอหลี่ซืออี๋เห็นหน้าซูลั่ว เธอจึงทำได้เพียงจ้องเขม็งด้วยความแค้นเคือง การที่ไม่พุ่งเข้าไปด่ากราดใส่หน้าก็นับว่ามีเหตุผลมากพอแล้ว

ซูลั่วแม้จะไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้หยุดยั้งเขาจากการดำเนินเรื่องตามพล็อต เขาปรับสีหน้าอีกครั้ง ฉีกยิ้มที่คิดว่าสดใสที่สุด แล้วเดินตรงเข้าไปหาหลี่ซืออี๋

"ซืออี๋ สุขสันต์วันเกิด!"

พูดจบ เขาก็ยื่น 'กำไลหยกซิงหลัว' ใส่มือเธอ

หลี่ซืออี๋แย้มยิ้มออกมาอีกครั้ง ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้หูของซูลั่ว แล้วกระซิบด้วยเสียงที่เบาหวิว "ไสหัวไป เจ้าคนงี่เง่า"

ซูลั่วมึนงงไปชั่วขณะ นึกว่าตัวเองหูฝาด

หลี่ซืออี๋ด่าคนเป็นด้วย?

ไม่ถูกต้อง ปกติถึงเธอจะหยิ่งยโส แต่ก็ไม่ได้ปากคอเราะร้ายขนาดนี้ อย่างมากก็แค่มองด้วยสายตารำคาญ หรือด่าว่าต่ำช้าไร้ยางอาย

ไอ้คำว่า 'เจ้าคนงี่เง่า' นี่เล่นเอาซูลั่วไปไม่เป็นเลยทีเดียว

จังหวะนั้นเอง ประมุขตระกูลหลี่ซึ่งเป็นบิดาของหลี่ซืออี๋ก็เดินเข้ามา

"หลานชาย เรื่องที่เจ้ามอบกำไลหยกชิ้นนี้ให้ คนที่บ้านเจ้ารู้เรื่องหรือไม่?"

"ท่านลุง พวกเขารู้ขอรับ ไม่ทราบว่าท่านลุงยังจำได้หรือไม่ ระหว่างข้ากับซืออี๋ เรามีสัญญาหมั้นหมายต่อกัน" ซูลั่วรู้สึกว่าการดำเนินตามพล็อตสำคัญกว่า จึงไม่อยากเก็บเรื่องที่หลี่ซืออี๋ด่าเขามาคิดให้ปวดหัว

ยังไงซะ เรื่องที่เธอเกลียดเขาก็ไม่ใช่เพิ่งเป็นแค่วันสองวัน

"หลานชาย เรื่องนี้... เอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังเถอะ ฮ่าๆๆ" ประมุขตระกูลหลี่พยายามบ่ายเบี่ยง

"ทำไมต้องคุยวันหลังด้วยเล่า? ถือโอกาสวันมงคลวันนี้ ตกลงเรื่องนี้ให้จบไปเลยไม่ดีกว่าหรือ"

ซูลั่วได้คืบจะเอาศอก ไม่ไว้หน้าประมุขตระกูลหลี่เลยแม้แต่น้อย แล้วหันขวับไปหาหลี่ซืออี๋

"ซืออี๋ แต่งงานกับข้าเถอะ"

"หลานชาย เจ้าทำอะไรของเจ้า? เรื่องใหญ่ขนาดนี้ย่อมต้องหารือกันให้รอบคอบ"

"หรือว่าตระกูลหลี่คิดจะผิดคำพูด? ข้าพกหนังสือสัญญาหมั้นหมายติดตัวมาด้วยนะ"

ซูลั่วแผดเสียงดังขึ้นมาทันที หวังสร้างกระแสกดดัน

เขาต้องการให้ทุกคนในงานได้รับรู้

พูดจบ เขาก็หยิบหนังสือสัญญาหมั้นออกมาโชว์ให้ทุกคนเห็น

"พวกท่านคงไม่คิดจะปฏิเสธสัญญาฉบับนี้กระมัง? อีกอย่าง หากแต่งเข้าตระกูลซูของข้า ผลประโยชน์ที่จะได้รับก็ไม่ใช่น้อยๆ"

"เรื่องนี้..." ประมุขตระกูลหลี่เริ่มลังเล ผลประโยชน์นั้นมากมายจริง แต่เขาก็ยังหวังให้บุตรสาวมีความสุข

"ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน เดือนนี้เราจะหาฤกษ์งามยามดีจัดงานมงคล"

ซูลั่วรุกไล่ไม่หยุด ท่าทางเหมือนจะไม่ยอมรับคำปฏิเสธใดๆ

แขกเหรื่อต่างมองดูท่าทีอันแข็งกร้าวของซูลั่วด้วยความรู้สึกใหม่ พ่อพยัคฆ์ย่อมไม่มีลูกสุนัขจริงๆ บางทีปกติเขาอาจจะแค่แกล้งทำตัวเหลวไหลก็ได้

"ข้าไม่แต่ง"

ในที่สุดหลี่ซืออี๋ก็เอ่ยปากขึ้น เธอยกนิ้วชี้หน้าซูลั่ว

"เจ้าหมูตอน การบำเพ็ญเพียรก็ห่วยแตก สมองก็ไม่มี ความฉลาดทางอารมณ์ก็ติดลบ วันๆ เอาแต่กินกับนอน..."

เดี๋ยวสิ แค่ปฏิเสธก็พอ ทำไมต้องร่ายยาวขนาดนี้? เมื่อก่อนไม่เห็นเป็นแบบนี้นี่!

ซูลั่วเริ่มงุนงงอีกครั้ง

หลังจากด่ากราดไปชุดใหญ่ หลี่ซืออี๋ก็รู้สึกสบายใจขึ้น ในที่สุดก็หาโอกาสชำระแค้นจากเมื่อคืนได้เสียที

"กำไลหยกวงนี้..."

หลี่ซืออี๋ลังเล นึกถึงเนื้อหาในไดอารี่เมื่อเช้า กำไลหยกนี้สามารถกระตุ้นการทำงานของจี้หยกได้

เธออยากรู้จริงๆ ว่าจี้หยกนั่นมีฟังก์ชันอะไรบ้าง

ไอ้เจ้าซูลั่วบ้านั่น เขียนมาครึ่งๆ กลางๆ แล้วก็หยุดเขียนดื้อๆ

ซูลั่วกำกำไลหยกไว้แน่น ยังไม่ยอมยื่นให้ เพราะหลี่ซืออี๋ดันจับไว้แน่นไม่ปล่อย

เฮ้ย หมายความว่าไง? รีบๆ ปล่อยมือแล้วไปเล่นบทต่อไปสิ! แล้วไอ้สีหน้าไม่เต็มใจนั่นมันอะไรกัน?

ซูลั่วออกแรงดึง แต่ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรตอนนี้ เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลี่ซืออี๋เลย ดึงยังไงก็ดึงไม่กลับ

"...เอามานี่"

หลี่ซืออี๋ทำหน้าไม่เต็มใจ น้ำเสียงอ่อนลง

แต่สุดท้าย ศักดิ์ศรีก็ค้ำคอ

ถ้ารับของไป ก็เท่ากับยอมรับการแต่งงานกับซูลั่วโดยปริยาย

เธอไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น

"ข้าจะพูดอีกครั้ง ข้าไม่แต่ง ต่อให้ตายก็ไม่แต่ง"

หลี่ซืออี๋ประกาศกร้าว ไม่ไว้หน้าตระกูลซูเลยแม้แต่น้อย

"ทำแบบนี้ไม่เหมาะสมกระมัง? หรือเจ้าดูถูกตระกูลซูของพวกเรา?"

คนของตระกูลซูย่อมต้องก้าวออกมา กดดันตระกูลหลี่ทันที

"ไม่แต่งก็คือไม่แต่ง ใครจะว่าอย่างไรข้าไม่สน" หลี่ซืออี๋ยังคงยืนกราน

บรรยากาศในงานพลันคุกรุ่นไปด้วยกลิ่นดินปืน อีกเพียงนิดเดียวก็จะระเบิดตูม

ซูลั่วรู้ดี ถึงเวลาที่เขาต้องออกโรงอีกครั้ง

มองมาที่ข้า มองมาที่ข้า ข้ามีประกาศสำคัญ...

ซูลั่วเตรียมจะพุ่งเข้าไปกอดขาหลี่ซืออี๋เพื่ออ้อนวอนขออย่าให้เธอโกรธ บอกว่าถ้าไม่ตกลงก็ค่อยคุยกันวันหลัง... แต่ยังไม่ทันจะได้ทำ เขาก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน

"พูดได้ดี ข้าสนับสนุนเจ้า"

หลินซวนเดินออกมาจากฝูงชน พระเอกเปิดตัวแล้ว

เฮ้ย ออกมาเร็วไปไหม ข้ายังแสดงไม่จบเลยนะ เจ้าได้จี้หยกไปเร็วขนาดนั้นเชียว?

ไวจริงนะพ่อคุณ!

ซูลั่วมองหลินซวนด้วยความเหยียดหยาม "เจ้าเป็นใคร? เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย? รีบไสหัวไปซะ แล้วข้าจะทำเป็นว่าเจ้าไม่ได้พูดอะไร"

ในฐานะนักแสดงมืออาชีพ เขาย่อมรับมือกับสถานการณ์กะทันหันได้อย่างเชี่ยวชาญ

"ข้าก็แค่ผู้ชื่นชมคุณหนูใหญ่ตระกูลหลี่ ทนดูต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ เลยออกมาพูดอะไรเพื่อความยุติธรรมบ้าง"

"เจ้ามีคุณสมบัติอะไร? นี่เป็นเรื่องระหว่างสองตระกูลเรา" คนตระกูลซูเอ่ยขึ้น ต่อให้ตระกูลหลี่ไม่ยอมรับ แต่นี่ก็ยังเป็นเรื่องภายในของสองตระกูล

"ข้าไม่มีคุณสมบัติหรอก แต่คุณหนูใหญ่ตระกูลหลี่บอกแล้วว่าเธอไม่เต็มใจ"

"ข้าว่าเจ้าคงอยากตายสินะ"

"คิดจะใช้พวกมากรังแกคนน้อยหรือ? น่าเกลียดพิลึก" หลินซวนไม่มีความเกรงกลัวคนตระกูลซูเลยสักนิด ยังคงรักษามาดอันสง่างามไว้ได้แม้เผชิญแรงกดดัน

ซูลั่วโบกมือ ห้ามปรามคนตระกูลซูที่กำลังจะพุ่งเข้าไปรุมยำหลินซวน "ไม่ต้องถึงมือพวกเจ้า ข้าจัดการเอง"

หลินซวนยังคงใจเย็น ท่วงท่าสง่างาม "มาเดิมพันกันไหม? ถ้าข้าแพ้ ข้าจะคุกเข่าขอขมา แต่ถ้าข้าชนะ เจ้าต้องเลิกยุ่งกับคุณหนูหลี่"

"ทำไมข้าต้องตกลงกับเจ้า?"

"หรือว่าเจ้ากลัวคนที่เพิ่งเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณ? ถ้าอย่างนั้นข้าว่านายน้อยตระกูลซูก็คงไม่มีน้ำยาอะไรเท่าไหร่" วาจาของหลินซวนเต็มไปด้วยการยั่วยุ

"ข้าเนี่ยนะกลัวเจ้า? เข้ามาเลย!" ซูลั่วทนไม่ไหว เดินดุ่มๆ เข้าไปหา

หลินซวนไม่คิดมาก ปล่อยหมัดแย็บเพื่อหยั่งเชิงไปก่อน แม้จะมั่นใจว่าจะชนะ แต่เขาเพิ่งเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณ ส่วนอีกฝ่ายอยู่ในขั้นต้นของขอบเขตกลั่นลมปราณมานานแล้ว

ระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่า

ตุ้บ!

หมัดนั้นกระทบตัวซูลั่วเข้าอย่างจัง เกิดเสียงดังแปะเบาๆ

จากนั้นร่างของซูลั่วก็ลอยละลิ่ว กลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้นหลายตลบกว่าจะหยุดนิ่ง

ทุกคนโดยรอบต่างตกตะลึง อ้าปากค้าง พวกเขารู้อยู่แล้วว่าซูลั่วนั้นไร้ค่า แต่นี่มันก็น่าสมเพชและอ่อนแอเกินไปไหม คนที่เพิ่งเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณต่อยทีเดียวถึงกับปลิวเลยหรือ?

ไอ้ที่บำเพ็ญเพียรมาหลายปีนี่ เอาไปให้หมากินหมดแล้วหรือไง?

หรือว่าหลินซวนจะไม่ได้เพิ่งเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณ? แต่ดูทรงแล้วเขาก็เพิ่งจะเริ่มฝึกจริงๆ นะ

ซูลั่วน่าจะลุกไหวใช่ไหม? คงไม่ใช่ว่าโดนหมัดเดียวจอดจริงๆ หรอกนะ

ชั่วขณะหนึ่ง ผู้คนรอบข้างต่างพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา

ซูลั่วไม่สนสายตา "ให้กำลังใจ" ของคนรอบข้างที่อยากให้เขาลุกขึ้นสู้ต่อเลยสักนิด เขาไม่อยากลุกเลยแม้แต่น้อย

ท่าหยำฉานอนตาย

เดิมทีพล็อตช่วงนี้คือการต่อสู้ดุเดือดเลือดพล่านสามร้อยยก หลินซวนจะล้มลุกคลุกคลาน ใบหน้าอาบเลือดแต่แววตาไม่ยอมแพ้

ไอ้ความโหดเหี้ยมนั่นจะทำให้ซูลั่วกลัวจนฉี่ราด ฉี่ราดจริงๆ นะ แล้วหลินซวนก็จะพลิกสถานการณ์กลับมาชนะได้ด้วยเลือดหลอดสุดท้าย

ใครมันจะอยากไปเล่นบทพรรค์นั้นกัน? ไอ้คนเขียนเฮงซวย บทตัวประกอบฉลาดๆ ไม่เคยมีหรอก เอะอะก็ให้พระเอกโชว์เทพอย่างเดียว

สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ซูลั่วรีบเลิกงานด้วยความเร็วแสง ลาก่อน

ทั่วทั้งงานเลี้ยงเงียบกริบ ไม่มีใครคาดคิดว่าผลจะออกมาเป็นแบบนี้

หลินซวนเองก็เริ่มสงสัย หรือว่าเขาจะแข็งแกร่งขนาดนั้นจริงๆ?

เมื่อเห็นว่าซูลั่วไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้น หลินซวนจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ

"ข้าชนะแล้ว หวังว่าเจ้าจะรักษาสัญญา"

จากนั้นเขาก็หันไปส่งยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้ายให้หลี่ซืออี๋ "เรียบร้อยแล้ว ข้าจัดการเขาให้เจ้าแล้ว"

หลี่ซืออี๋รู้สึกหนาวสันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูก หลังจากอ่านไดอารี่ เธอทนมองรอยยิ้มชั่วร้ายนี้ไม่ได้จริงๆ ทำได้เพียงฝืนยิ้มแห้งๆ กลับไปตามมารยาท

"เจ้าจำไว้เลยนะ เรื่องนี้ยังไม่จบแค่นี้แน่ ไปกันเถอะ"

ซูลั่วเห็นว่าพล็อตดำเนินมาไกลพอแล้ว และเขาก็นอนนานพอแล้ว จึงรีบลุกขึ้น ทิ้งวจีกรรมอาฆาตไว้ตามสูตร แล้วเดินโซซัดโซเซลากสังขารที่ (แกล้ง) บาดเจ็บกลับไป

หลี่ซืออี๋มองดูแผ่นหลังของซูลั่วที่เดินจากไป พูดไม่ออกบอกไม่ถูก การแสดงนี้มันช่างขอไปทีเหลือเกิน

เธอรู้ระดับฝีมือของซูลั่วดี เขาอาจจะแพ้ แต่ไม่มีทางแพ้ง่ายดายขนาดนี้ บวกกับเรื่องในไดอารี่ เธอดูออกทันทีว่าซูลั่วกำลังเล่นละคร

แต่คนอื่นดูไม่ออก พวกเขาไม่รู้จักตัวตนจริงๆ ของซูลั่วเลย

พวกเขาจึงเชื่อในสิ่งที่เห็น ซูลั่วคนนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน

ความจริงพิสูจน์แล้วว่าเมื่อไม่มีซูลั่ว งานวันเกิดนี้ก็ดำเนินต่อไปได้ด้วยดีกว่าเดิม ส่วนคนอื่นๆ ในตระกูลซูก็ไม่กล้าก่อเรื่อง เพราะประมุขไม่อยู่และพวกเขาก็ไม่มีอำนาจมากพอ

จึงได้แต่เดินตามซูลั่วกลับบ้านไป

ซูลั่วกลับถึงบ้านก็ล้มตัวลงนอนทันที

ไม่มีอะไรบันเทิงเริงใจเลยจริงๆ

และสิ่งที่เขาอยากทำ เขาก็ทำมาหมดแล้วในหลายสิบรอบที่ผ่านมา

ฟังดนตรีในหอคณิกา ฟังนักเล่านิทาน กินอาหารเหลา... วนเวียนอยู่แค่นี้

ที่นี่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ระดับความบันเทิงจึงยังล้าหลังอยู่มากโข

เขายังคงคิดถึงการโต้ตอบ (ด่าทอ) กับชาวเน็ตอยู่ดี

จบบทที่ บทที่ 3 พล็อตเรื่องพังพินาศตั้งแต่เริ่มต้น

คัดลอกลิงก์แล้ว